ผลวิจัยเลือกตั้ง มี.ค. 62
  • Social
  • Sep 30, 2019

ดูเหมือนว่าจะเป็นปัญหาสืบเนื่องมาจนทำให้เราต้องย้อนอดีตกลับไปที่จุดเริ่มต้นกันบ่อยครั้งเหลือเกินกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จัดขึ้นในวันที่ 25 มีนาคม 2562 ผ่านมาเป็นครึ่งปีแล้วก็ยังทำให้เราได้เห็นผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเรื่อยๆ

โดยล่าสุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดผลวิจัยการเลือกตั้งที่เก็บสำรวจจากผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้ปฏิบัติการสำนักงาน กกต. จังหวัด รวมถึงผู้นำพรรคการเมืองใหญ่ ได้ผลสรุปเป็น 5 ข้อ ดังนี้


1. แม้กรธ.จะอธิบายว่าการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมจะเป็นวิธีเลือกตั้งที่ง่าย แต่กลับพบปัญหามากมาย คือ 

  • มีวิธีการคำนวน ส.ส. ที่ยุ่งยาก: เพราะการมีบัตรเลือกตั้ง 1 ใบ ทำให้การคำนวน ส.ส. มีได้หลายวิธี แถม กกต. ยังไม่แถลงวิธีคำนวนที่ถูกต้องชัดเจน รวมถึงการใช้คะแนนแบ่งเขตเลือกตั้งยังส่งผลกระทบถึง ส.ส. บัญชีรายชื่อที่จะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดถ้ามีการเลือกตั้งซ่อมหรือเลือกตั้งใหม่

  • ประชาชนตัดสินใจเลือกผู้สมัครที่ใช่กับพรรคที่ชอบไม่ได้: เพราะการมีบัตรเลือกตั้งใบเดียว ทำให้ประชาชนจำเป็นต้องเลือกว่าจะเลือกส.ส.ในเขตพื้นที่ของตัวเองเป็นคนที่ชอบ แต่อาจจะอยู่พรรคที่ไม่ใช่ หรือเลือกพรรคที่ใช่ แต่ ส.ส. อาจไม่ได้เป็นคนที่ชอบ

  • ระบบ “ส.ส.พึงมี” หรือการนำคะแนนเลือกตั้งแบ่งเขตมาเฉลี่ยให้เป็นคะแนนของ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งภายในพรรค: เพราะหากผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตไม่ชนะเลือกตั้งในเขตของตน ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนหาเสียงมา แต่คะแนนกลับไปถมให้ส.ส.บัญชีรายชื่อได้เข้าสภาแทน

  • ระบบเลือกตั้งแบบแบ่งเขตมีผู้สมัคร ส.ส. มากเกินไป: การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้ลงสมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตเฉลี่ยแล้วมากถึง 24 คนต่อเขต ขณะที่ในอดีตมีเพียง 6 คนต่อเขต ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน มีบัตรเสียเพิ่ม และมีการใช้งบประมาณจัดการเลือกตั้งมากขึ้น

  • การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตทั้ง 350 เขตทำให้ผู้สมัครพรรคเดียวกันมีหมายเลขต่างกัน: ทำให้เกิดความสับสนต่อประชาชน โดยเฉพาะในการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ไม่มีชื่อผู้สมัครระบุในบัตร

  • มีพรรคการเมืองมากขึ้น และมีพรรคเล็กมากขึ้น: โดยพรรคเล็กหลายพรรคได้มีการส่งส.ส.แบบแบ่งเขตลงสมัครเลือกตั้งเกือบทุกเขตเพื่อให้คะแนนเหล่านั้นมาถมให้ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับแรกได้เข้าสภา ทำให้มีพรรคเล็กจำนวนมากถึง 13 พรรคที่มีส.ส.บัญชีรายชื่อเพียงคนเกียวอยู่ในสภา ส่งผลถึงเสถียรภาพทางการเมืองและฝ่ายรัฐบาล

  • ปัญหาซื้อเสียงกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง: เนื่องจากคะแนนหนึ่งคะแนนก็มีความหมาย เพราะประชาชนไม่ได้เลือกตั้งหลายใบอีกต่อไปแล้ว

2. การเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค. 62 มีปัญหามากกว่าทุกครั้ง

  • บัตรเลือกตั้งตัวอักษรเล็กลง เพราะ ส.ส. เยอะ เสี่ยงบัตรเสียง่าย

  • การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ตามคำสั่งคสช.ที่ไม่ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นก่อน ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งไม่เป็นธรรม

  • การขยายเวลาปิดหีบเลือกตั้งเป็น 17.00 น. ด้วยหวังอยากให้ประชาชนออกมาเลือกตั้งมากขึ้น ทำให้การนับคะแนนหลังปิดหีบลำบากขึ้น และประชาชนไม่ได้มาเลือกตั้งมากกว่าเดิมแต่อย่างใด

  • การจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าทำให้เกิดปัญหา ทั้งในด้านของงบประมาณและกำลังคน

  • การรายงานผลการเลือกตั้งมีความคาดเคลื่อนมาก ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของ กกต.

3. เกิดปัญหาเรื่องผู้จัดการเลือกตั้งและตรวจสอบการเลือกตั้ง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงาน กกต.

  • ยกเลิก กกต. จังหวัด และให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งมาแทน โดยเมื่อยกเลิกกกต.จังหวัดแล้ว กกต.จังหวัดก็มีอำนาจหน้าที่น้อยกว่าผู้ตรวจการ ในขณะที่ผู้ตรวจการทำงานไม่บรรลุผล เพราะไม่เคยมีการให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งทำหน้าที่นี้มาก่อน

  • การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่มีการให้ประชาชนมามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการเลือกตั้ง ทำให้กกต. ดูน่าเชื่อถือน้อยลง

  • มีผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งจากพรรคการเมืองน้อยมาก เพราะค่าตอบแทนไม่ใช่ของผู้สมัครอีกต่อไป

4. ความรับรู้และความเข้าใจของประชาชนต่อการเลือกตั้งมีน้อยลง เนื่องจากบัตรเลือกตั้งเหลือใบเดียว ทำให้ประชาชนไม่แน่ใจเรื่องระบบการเลือกตั้งแบบใหม่

5. ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นและความพึงพอใจในองค์กรที่จัดการการเลือกตั้งสูงถึง 47.27% ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง และเชื่อว่าหลังเลือกตั้งก็น่าจะลดลงอีก

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี มธ. จึงได้ให้ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาดังนี้

  • ควรแก้ไขปัญหาที่ระบบโครงสร้างการเลือกตั้ง อาจทำแบบ รธน.ปี 40 หรือ 50 ที่มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ประชาชนเลือกได้ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ หรือใช้ระบบสัดส่วนผสมแบบการเลือกตั้งเยอรมัน คือเอาคะแนนที่ประชาชนเลือกพรรคการเมือง มาคิดจำนวน ส.ส.รวม ไม่ใช่การเอาคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.เขต มาคิดจำนวน ส.ส.รวม

  • ควรแก้ปัญหาเรื่องมีพรรคการเมืองส่งส.ส.เขตลงสมัครมากเกินไป และแก้ไขเรื่องส.ส.พรรคเดียวกันใช้เบอร์ต่างกัน

  • ควรจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าเฉพาะการเลือกตั้งนอกจังหวัดเพียงอย่างเดียว 

  • ปรับปรุงบัตรเลือกตั้งให้มีบัตรเสียน้อยลง

  • กลับมาปิดหีบเลือกตั้งเวลาเดิมที่ 15.00-16.00 น.

  • เปลี่ยนผู้ตรวจการเลือกตั้ง กลับมาใช้กกต.จังหวัด

  • ยกเลิกกฎระเบียบยิบย่อยของกกต.

อ่านดูรวมๆ แล้วเหมือนอะไรที่เป็นปัญหาในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นผลจากการที่เปลี่ยนมาทำอะไรแบบใหม่ทั้งนั้น ซึ่งเรื่องนี้ก็คงต้องเข้าตำราที่ว่า การเปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้ดีเสมอไป อะไรที่ใช้แบบเก่าได้แล้วสะดวกกว่า ก็น่าจะยังคงใช้ต่อไปได้นะ
ด้วยรักและบีบมือ กกต.
ทีมงาน Bottom Line

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้รับการวิจัยว่าเป็นการเลือกตั้งที่มีปัญหาในหลายด้าน ทั้งในด้านระบโครงสร้างการเลือกตั้ง และการจัดการการเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของ กกต.

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?