5 เหตุผลที่ภาวะโลกร้อนเชื่อมโยงกับภูเขาไฟ
  • Social
  • Jan 15, 2020

ความสัมพันธ์​ระหว่าง ภาวะโลกร้อน กับ ภูเขาไฟ​ เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานแล้ว​ แต่ทั้งสองสิ่งก็มีความเชื่อมโยงกันอยู่บ้าง

เมื่อเร็วๆ นี้ ภูเขาไฟตาอัล ประเทศฟิลิปปิน​ส์ เกิดปะทุอย่างรุนแรง พร้อมพ่นลาวาและเถ้าถ่านสูงประมาณ 15 กิโลเมตร ทางการได้สั่งอพยพประชาชนราว 30,000 คนไปยังที่ปลอดภัย อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหาย รวมถึงผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

มีตำนานมากมายเล่าขานเกี่ยวกับภูเขาไฟและอุณหภูมิของโลก​ที่สูงขึ้น​ หนึ่งในเรื่องที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง​คือ “ข้อกล่าวอ้างเท็จ” ที่ว่าเถ้าถ่านที่ออกมาจากการปะทุของภูเขาไฟนั้น เป็นตัวกระตุ้น​หลักให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุ​บัน​

แต่กระนั้นก็มีหลักฐานว่า ​ภูเขาไฟ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเกี่ยวข้องกัน หลักฐานชี้ว่าการเปลี่ยนแปลง​ของสภาพ​ภูมิ​อากาศ​ที่รวดเร็ว​ทำให้เกิดการปะทุของภูเขาไฟ​ในอดีต และในทางกลับกัน การปะทุของภูเขาไฟในอดีตก็กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ​ในปัจจุบันและอนาคต​ ประกอบด้วย 5​ เหตุผลดังต่อไปนี้

1.ในประวัติศาสตร์โลก มีความเชื่อมโยงมากมายระหว่างภาวะโลกร้อนกับภูเขาไฟ

แน่นอนว่า กิจกรรมของมนุษย์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการระเบิดของภูเขาไฟ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ วงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire) ของมหาสมุทรแปซิฟิก ภูเขาไฟเกิดขึ้นมากมายในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากเกิดการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก อย่างไรก็ตาม สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยังเชื่อมโยงกับการปะทุของภูเขาไฟในบางพื้นที่ของโลก

มีผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐเมื่อเดือนกันยายน 2560 พบว่า การลดขนาดลงของธารน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกา (ขั้วโลกใต้) ในช่วง​ 17,700 ปีที่ผ่านมา เชื่อมโยงกับการระเบิดของภูเขาไฟหลายครั้งในช่วงระยะเวลา 200 ปี

ไมเคิล มังกา ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์โลกและดาวเคราะห์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ กล่าวว่า ถึงแม้น้ำในมหาสมุทรและน้ำแข็งสร้างแรงกดดันต่อเปลือกโลกซึ่งสามารถกักเก็บหินหนืดหรือแม็กมาได้ แต่หากน้ำแข็งละลายค่อนข้างรวดเร็ว​ แม็กมาก็มีแนวโน้มจะปะทุออกจากเปลือกโลก “หลังจากธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ละลายไปแล้ว เราจะเห็นภูเขาไฟปะทุบ่อยขึ้น ดังนั้นไม่เพียงแต่ภูเขาไฟส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศเท่านั้น แต่สภาพอากาศยังมีผลกระทบต่อภูเขาไฟด้วยเช่นกัน”

2. ภูเขาไฟทำให้เกิดภาวะโลกร้อนในระยะยาว และทำให้โลกเย็นลงในระยะสั้น

สำนักสำรวจธรณีวิทยาของสหรัฐ (ยูเอสจีเอส) ระบุว่า เมื่อภูเขาไฟระเบิด มันจะพ่นเถ้าถ่านและละอองขนาดเล็กขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้โลกเย็นลงได้ แม้โดยทั่วไปจะอยู่บนชั้นบรรยากาศเพียงไม่กี่วันหรือหลายสัปดาห์ก่อนจะหายไปจากชั้นบรรยากาศ

อนุภาคในอากาศช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์ซึ่งทำให้โลกอบอุ่น และอนุภาคที่ถูกปล่อยออกมาคือก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งสามารถทำให้เกิดความเย็น​ เมื่อก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ถูกเปลี่ยนเป็นกรดซัลฟูริก มันจะสร้างละอองขนาดเล็กสะท้อนรังสีดวงอาทิตย์ออกจากโลก และทำให้อุณหภูมิเย็นขึ้น
ยกตัวอย่างการปะทุของภูเขาใหญ่ครั้งใหญ่ เช่น ภูเขาไฟปินาตูโบของฟิลิปปินส์ในปี 2534 ผลจากอุณหภูมิที่เย็นลงสามารถคงอยู่ได้นานหลายปี
การปะทุดังกล่าวทำให้อุณหภูมิโลกลดลงเป็นเวลา 3 ปี โดยลดลงมากสุดถึง -16.9 องศาเซลเซียส

อย่างไรก็ตาม การปะทุของภูเขาไฟจะไม่ช่วยเราให้รอดพ้นจากภาวะโลกร้อนที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ผลจากอุณหภูมิที่เย็นลงเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น และในขณะที่โลกเย็นลง ภูเขาไฟก็จะปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาอย่างมหาศาล

3. ภูเขาไฟกระตุ้นความเปลี่ยนแปลงใหญ่ในระยะสั้นต่อสภาพอากาศในอดีต

ศาสตราจารย์มังกา ระบุว่า การปะทุของภูเขาไฟในอดีตระดับที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากต่อโลก รวมไปถึงการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต การปะทุของภูเขาไฟเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก 2-3 องศาเซลเซียสและอาจมากถึง 7 หรือ 8 องศาเซลเซียสต่อภูมิภาค เทียบเท่าความแตกต่างของอุณหภูมิในแคนาดาและไมอามี

เขายกตัวอย่างงานวิจัยที่พบว่า การปะทุครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 37,000 ปีก่อน สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใกล้กับเมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี และอาจทำให้มนุษย์ยุคหินจำนวนมากล้มตาย

อย่างไรก็ตาม ภูเขาไฟก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงชั่วคราว ซึ่งสร้างสมดุลให้กับชั้นบรรยากาศในท้ายที่สุด

"มันเป็นสิ่งที่คุณได้กลับมา และผมคิดว่านั่นคือความแตกต่างเนื่องด้วยความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์" มังกากล่าว

"เรากำลังเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของเรา เพราะเราเพิ่มปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ฟื้นตัวได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ในขณะที่ผลกระทบที่ทำให้อากาศเย็นลงของภูเขาไฟ คือก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศสตราโทสเฟียร์ และในที่สุดก็กลายเป็นฝนตกลงมาเมื่อเวลาผ่านไป ผลกระทบเหล่านั้นจะสลายไปอย่างรวดเร็ว"

4. การพยากรณ์สภาพอากาศไม่ควรมองข้ามปัจจัยภูเขาไฟ

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารเนเชอร์ ไคลเมต เชนจ์เมื่อเดือน ส.ค. 2560 ชี้ว่า ผลกระทบจากภูเขาไฟจำเป็นต้องนำมาใช้การคาดการณ์สภาพภูมิอากาศในอนาคต

เอ็ด ฮอว์กินส์ นักอุตุนิยมวิทยาจากมหาวิทยาลัยรีดดิงในอังกฤษ กล่าวว่า ขณะที่นักวิจัยทำนายอนาคตจากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ (Climate models) พวกเขาจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยการปะทุของภูเขาไฟครั้งใหญ่ในศตวรรษหน้าด้วย

"การจะทำนายอย่างแม่นยำว่าความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อโลกอย่างไร นักวิจัยต้องคำนึงถึงระยะเวลาชั่วคราวของอุณหภูมิที่เย็นลงจากภูเขาไฟด้วย"

ฮอว์กินส์เขียนในเมล ”รวมไปถึงการปะทุบางส่วนทำให้การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกแปรปรวนมากขึ้น แต่เนื่องจากผลกระทบจากภูเขาไฟปะทุเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว จึงไม่สามารถลดผลกระทบภาวะโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจกในศตวรรษหน้าได้"

5. คำกล่าวอ้างว่าภูเขาไฟเป็นตัวกระตุ้นหลักของภาวะโลกร้อน "ไม่จริง"

กลุ่มคนที่ไม่เชื่อหลักวิทยาศาสตร์ที่ว่ามนุษย์เป็นตัวกระตุ้นหลักให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น มักโต้แย้งว่าภูเขาไฟเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของภาวะนี้ ด้วยการหาเหตุผลสนับสนุนเรื่องภูเขาไฟเกินจริง พร้อมกับพยายามทำให้เรื่องการปลดปล่อยเชื้อเพลิงฟอสซิลดูเลวร้ายน้อยลง

คนกลุ่มนี้อ้างแบบผิดๆ ว่า ภูเขาไฟปะทุกระตุ้นการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และอาจกระตุ้นได้มากกว่ากิจกรรมของมนุษย์ด้วย

ผลการศึกษาในปี 2554 พบว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศของภูเขาไฟเฉลี่ยเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนในรัฐมิชิแกน รัฐฟลอริดา และรัฐโอไฮโอของสหรัฐ ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศในแต่ละปียังเทียบเท่ากับกิจกรรมของมนุษย์ประมาณ 3-5 วัน

ยูเอสจีเอสระบุว่า ภูเขาไฟปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นไม่ถึง 1% ของก๊าซคาร์บอนที่เกิดจากมนุษย์

หนึ่งในคำถามที่ เทอร์เรนซ์ เจอร์ลาช ของยูเอสจีเอสพบบ่อยที่สุดคือ “ภูเขาไฟปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่ามนุษย์หรือไม่” ซึ่งเขาบอกว่า ผลงานวิจัยหลายชิ้นตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจนว่า​ “ไม่​”

"การปล่อยก๊าซ​คาร์บอน​ไดออกไซด์จากน้ำมือมนุษย์ ทำให้การปล่อยก๊าซ​คาร์บอน​ไดออกไซด์​จากภูเขาไฟทั่วโลกกลายเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลย" เจอร์ลาชระบุ

เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ การระเบิดของภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์ในรัฐวอชิงตันเมื่อปี​ 2523 ส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 10 ล้านตันสู่ชั้นบรรยากาศภายในเวลาเพียง 9 ชั่วโมงจากข้อมูลของยูเอสจีเอส​ เทียบกับกิจกรรมมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณเท่ากันในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง!
 

เรื่อง : เบญจวรรณ​ บั้งจันอัด​, ภานุพงศ์ วัฒนเสรีกุล

ภูเขาไฟปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นไม่ถึง 1% ของก๊าซคาร์บอนที่เกิดจากมนุษย์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์