โกวิท วงศ์สุรวัฒน์: เหตุผลแบบเก่าที่เคยเชื่อ มันใช้ไม่ได้แล้วในวันนี้
  • Talk
  • Jun 30, 2019

รศ.ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ สอนหนังสือที่ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มากว่า 40 ปี เขาและภรรยาชาวอเมริกันน่าจะเป็นชนชั้นกลางอีกคู่ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างครอบครัว เพราะลูกๆทั้ง 4 คน ล้วนอยู่ในจุดที่คนเป็นพ่อเป็นแม่อยากจะเห็น นั่นคือมีอาชีพที่ดี เลี้ยงดูตนเองและคนที่รักได้ อีกทั้งยังมีความคิดที่แข็งแรง ไม่โอนอ่อนไปตามกระแส

ในจำนวนลูกทั้ง 4 คน หนึ่งในนั้นมีคุณจอนห์-วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ นักแสดงและสื่อมวลชนที่เรารู้จักกันดี และถ้าได้ลองจัดลำดับเขาคนนี้ก็น่าจะเป็นหนึ่งในผู้นำความคิดของวัยรุ่นในยุคสมัยนี้

“ลูกศิษย์ผมที่เป็นทหารเขาก็โทรมาเตือนอยู่เหมือนกันนะว่าอาจารย์บอกให้ลูกเพลาๆหน่อยได้ไหมเด็กมันแรงเหลือเกินผมก็เออ ๆ จะบอกให้ แล้วจะบอกอะไรล่ะ? ผมก็ห่วงนะ แต่มันโตแล้ว” รศ.ดร. โกวิท เล่าตอนหนึ่งถึง Feedback รายการเจาะข่าวตื้นที่มีลูกชายคนสุดท้องเป็นเจ้าของรายการ

ถ้าสังคมนี้มีสมาชิกหลายช่วงวัย และมีข้อสมมติฐานว่า ช่วงอายุนี่แหละกำลังเป็นเส้นแบ่งให้สมาชิกแต่ละกลุ่มมีความเห็นแตกต่างกันสุดขั้ว หากจะหาคนวัยเกษียณที่อธิบายเชื่อมโยงธรรมชาติของคนแต่รุ่นได้ รศ.ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ก็น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น

ทุกวันนี้เรานิยมคำว่า ‘คนรุ่นใหม่’ แล้วก็มีคำเรียกอย่าง ‘มนุษย์ป้า’, ‘นิสัยลุงๆ’ ซึ่งนิยามผู้คนที่แตกต่างกัน ปัจจัยเรื่อง Generation คือสิ่งที่แบ่งแยกความแตกต่างของผู้คนจริงหรือ?  

มันเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและการอบรมสั่งสอนซึ่งมันต่างกันด้วยนะ ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความรู้ และปัจจัยความแตกต่างหรือช่องว่างแบบนี้มันมีอยู่เสมอ แต่ปัจจุบันมันก็กว้างมาก 

ความที่มันกว้างมากเพราะมีปรากฎการณ์ที่เราเรียกว่าอินเทอร์เน็ต เมื่อก่อนครูบาอาจารย์ถือเป็นผู้ผูกขาดความรู้ ต้องนั่งฟังจากอาจารย์ แล้วเราก็จด ๆ กัน ในห้องเรียนอาจารย์เป็นผู้ผูกขาดแต่ผู้เดียว แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่แล้ว เอะอะก็เข้าGoogle เข้าวิกิพีเดีย กลายเป็นความรู้มันหาได้ตลอดเวลา ดิคชันนารีก็สามารถแสวงหาออนไลน์ได้ ความรู้มันเยอะแยะมาก ถ้าจะไม่รู้มันก็เพราะขี้เกียจเท่านั้นแหละ อยากรู้อะไรก็หาได้หมด

การมาตัดสินว่าคนนี้เป็นอย่างไร โดยแบ่งแยกจากอายุอย่างเดียวมันคงไม่ใช่ แต่การมาตำหนิคนอีกรุ่นส่วนใหญ่มันมาจากการรับไม่ได้นะ และโดยมากก็มักเป็นคนอายุมากกว่านี่แหละ ที่ชอบเรียกว่า 'เด็กสมัย' คือพวกรุ่นพ่อรุ่นแม่ คือเห็นมาตั้งแต่เกิดตั้งแต่เด็กแต่ก็พบว่าเขามีความคิดไม่เหมือนตัวเอง แล้วการที่จะรับว่าเด็กมีความคิด บางกรณีอาจจะมีความรู้มากกว่าตัวเองอีกก็รับไม่ค่อยได้ 

ผมมีประสบการณ์ตรงเพราะผมมีกรุ๊ปไลน์เยอะ ทั้งกลุ่มรุ่นเดียวกัน อายุ 70 กว่าก็มี หรือกรุ๊ปไลน์กับลูกศิษย์ เฉพาะแค่กรุ๊ปไลน์นี่ก็ค่อนข้างแบ่งกันเห็นชัดแล้ว กรุ๊ปไลน์ของคนอายุมากเนี่ยมักจะเชื่อกันง่าย เจอพวกข่าวปลอมก็เชื่อกันง่าย แต่ถ้าของรุ่นเด็กรู้สึกเขาจะเร็วเขามักจะจับได้ทันที อะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ ผมก็เห็นว่ามีความแตกต่างกันพอสมควร

ความคิดที่นิยามอีกฝั่งหนึ่งว่าไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเป็นไดโนเสาร์ ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งก็ถูกมองว่าเป็นเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมมันมีมานานยัง ?

ผมว่ามันมีมานานแล้วนะ แต่ว่าในยุคอินเทอร์เน็ตมันชัดเจนขึ้น เอาแค่คนรุ่นราวคราวเดียวกันพอแสดงความคิดที่ต่างจากเขา ก็จะหาว่าบ้า, เพี้ยน หรือถ้าไปพูดกับเด็กแล้วเราเห็นต่าง เขาก็จะบอกว่าไม่เห็น ไม่รู้จักในแนวของเขามากพอ 

ความแตกต่างของคนแต่ละช่วงวัยมันมีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มีทุกสังคม อย่างถ้าสอนหนังสือ แล้วเด็กท้วงว่าอาจารย์สอนผิดสิ ได้เรื่องทุกที แต่ผมส่งเสริมนะ ผมบอกว่าถ้าเห็นอะไรผิด ก็ท้วงติงมาได้ อย่าปล่อยให้ผิดไป ถกเถียงกันได้

อาจารย์สอนเด็กมาหลายรุ่น เด็กยุคนี้กับยุคก่อนต่างกันยังไง ?

มันขึ้นอยู่กับการแสดงออกนะ ผมเข้าสอนตอนปี 2515 แล้วจากนั้นก็มี 14 ตุลา 16 ความคิดความอ่านอะไรก็เกิดขึ้นเยอะ ช่วงนั้นผมสนุก เพราะเวลาสอนหนังสือมีการโต้ตอบ โต้เถียงเยอะ ผมสอนรัฐศาสตร์มีความคิดใหม่ ๆ มีการโต้ตอบสนุกสนาน ไม่ถึงกับโดนชี้หน้าด่า แต่ก็โต้เถียง เแลกเปลี่ยนความรู้กัน เด็กยุคนั้นแสดงออกมาเลยว่าคิดและต้องการอะไร พร้อมจะแสดงความคิดผ่านเหตุการณ์ทางการเมือง

แต่เด็กยุคนี้เขาสามารถแสวงหาความรู้เองได้ มีเหตุผล มีตรรกะ แต่ไม่ค่อยพูด คือเขารู้นะ แต่เขาไม่พูด ที่เห็นชัด ๆ ก็คือตอนเลือกตั้ง ซึ่งเขาแสดงออกชัดมาก คือใครถามแต่ไปตอบแต่ทำให้เห็นเลย เขาไม่แสดงออกกับคนที่เขาคาดว่าแสดงไปก็จะถูกต่อต้าน

เขาคงคิดได้จากประสบการณ์ว่าพูดไปก็ไม่มีประโยชน์ เขาคิดเองได้ว่าตรงไหนคือพื้นที่ปลอดภัย พูดตรงนี้ได้ เขาก็เลือกพูด ผมเองก็เป็นลูกคนเกือบสุดท้อง ตอนเป็นเด็กเขาก็ด่าว่าผมทุกวันเรื่องความคิดความอ่านที่มันนอกคอก และเราเองก็รู้ดีว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อถูกถามหรือถูกมองอยู่

ทำไมผู้ใหญ่ชอบเป็นห่วงว่าวัยรุ่นจะไม่เท่าทันความจริง ห่วงว่าจะโดนล้างสมองจากอินเทอร์เน็ต ?

เรื่องนี้มีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย ต้องแบ่งเป็นส่วน ๆ ไป มีเด็กคนนึงที่ผมรู้จัก ติดเกมทั้งวันทั้งคืน อันนี้ถือว่าหนัก มันต้องคอยดูแล ต้องระมัดระวังพอสมควร แต่การดูแลมันก็เหมือนการเลี้ยงลูก ดูแลได้แค่ตอนเขาเด็ก ๆ พอโตแล้วเราไม่มีทางจะไปควบคุมได้หรอก เพราะงั้นควรสร้างวินัยตั้งแต่ตอนเด็ก เรื่องการแบ่งเวลา อะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ เขาควรจะเล่น ควรจะดูได้สักขนาดไหน พอเขาโตขึ้นไปแล้วมันก็คุมไม่ได้ ต้องปล่อย

การสอนให้มีวินัย จากประสบการณ์ของผมซึ่งอาจจะใช้ไม่ได้กับทุกบ้านนะ คือภรรยาผมเป็นคนอเมริกัน พอมีลูกเราก็ตกลงกันว่า ผมเป็นคนไทย ผมพูดไทยนะ เขาเป็นคนอเมริกัน ก็พูดภาษาอังกฤษกับลูก ผลัดกันสอนสองภาษา แบ่งหน้าที่กัน คนนึงต้องดุ คนนึงต้องเป็นเพื่อนจะได้ไว้ปรึกษาอะไรกันได้ ผมเล่นบทดุ สอนภาษาไทย ความรู้ทั่วไปกับสังคมไทย ภรรยาผมสอนอังกฤษ เป็นเรื่องปรัชญา สอนศิลปะ

ผมใช้ตามแบบที่คุณพ่อผมทำกับผม เวลาว่างก็ให้ลูกเขียนเรียงความ ให้อ่านหนังสือให้ฟัง ไอ้การจะอ้างว่าเบื่อ ไม่มีไรทำ ไม่มีหรอกในครอบครัวผม ถ้าเบื่อ ๆ ก็ไปเขียนหนังสือมาสิ สักเรื่องนึง การเข้มงวดแบบนี้ในช่วงเด็กผมว่ามันจำเป็น บางทีอธิบายเหตุผลเขาก็ยังไม่พร้อมที่จะรับ มันต้องใช้อำนาจ แต่อำนาจมันก็ต้องมีจำกัดนะ ผมมาเริ่มผ่อนตอนขึ้น ม. ปลาย ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เขาคิดเองได้ ผมก็ไม่เซ้าซี้ให้เขียน essay เหมือนเดิมเพราะการบ้านเยอะขึ้น พอเข้ามหาลัยก็ตามสบาย จะตื่นกี่โมงก็ได้ ขอให้ไปเรียนทันก็พอ พอทำงานก็เรื่องของเขาแล้ว ผมก็เห็นว่าถ้าถึง ม. ปลายมันก็คงคุมไม่ได้แล้ว ได้แต่หวังว่ากรอบ-วินัยที่เราฝึกเอาไว้ มันจะซึมลึก ไอ้เรื่องออกนอกกรอบไปทำนู่นนี่บ้าง มันธรรมดา แต่ถ้ามันเป็นวินัย เป็นความคิดในตัวแล้ว ถึงจะออกนอกกรอบไปบ้าง ผมก็มั่นใจว่าเขาคงกลับเข้ามา

การบังคับยังจำเป็น?

ก็คงจะยังงั้น แต่อย่าลืมว่าเรากำลังพูดถึงวุฒิภาวะของเด็ก พอโตแล้วมันก็คุมไม่ได้แล้ว 

อย่างเพื่อนผมมีลูกผู้หญิงส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ ให้ลูกไปต่างแดน หาประสบการณ์ เรียนภาษา เข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่พอกลับมา ทำไรก็ไม่ดี กลับค่ำหน่อยก็โทรตามตลอด ผมตลกนะ เราปล่อยเขาได้ตอนไปเมืองนอก แต่กลับมาต้องอยู่ในสายตาตลอด

ความห่วงลูกแบบนี้ สุดท้ายแล้วมันดีหรือไม่ดี ?

ผมว่ามันไม่ดีนะ ให้ลำบากซะมั่งก็โอเค ต้องฝึก อย่าไปโอ๋อะไรนักหนา ถ้าย้อนกลับไปได้ผมก็ยังจะเข้มงวดกับลูกอยู่นะ แต่มันมีช่วงเวลาของมัน โดยหลักวิชาจิตวิทยาเด็ก เด็กเขาจะทดสอบว่าเขาจะไปได้ไกลสุดขนาดไหน ถ้าเราช่วยเขา ไม่ทำให้เขากระวนกระวายว่ามันจะถึงตรงไหน เขาก็จะรู้ เราขีดเส้นไว้ว่าไปได้ขนาดนี้ เรากำหนดกรอบ แล้วเขาก็สบายใจ ไม่ต้องกังวลว่ามันจะไปโดนตรงไหน

พอลูกอาจารย์ประสบความสำเร็จ มีทั้งที่เป็นสายวิชาการ สายสื่อมวลชน ทุกวันนี้มีคนมาปรึกษาเรื่องการเลี้ยงลูกเยอะไหม ?

มีมาเป็นระยะ แต่จะให้เหมือนกันหมด เป็น One solution fit all คงไม่ได้ เพราะมันมีความแตกต่างกัน ของผมมันสามารถควบคุมตัวแปรได้เมื่อตอนเด็ก ๆ ย้อนกลับไปตอนนั้นภรรยาผมก็ไม่ชอบนะเพราะรู้สึกว่าผมบังคับมากเกินไป ที่ไม่ชอบมากเลยคือ วันเสาร์-อาทิตย์ที่เด็กจะตื่นลงมาดูการ์ตูน พอผมตื่นลงมานึกอะไรได้ ก็เรียกลูก ๆ มาสอน หรือนึกอะไรออกก็จะให้มาคุย สอนเรื่องชาติบ้าง ให้คัดรัฐธรรมนูญปี 40 บ้าง เพราะผมมองว่ารัฐธรรมนูญในตอนนั้นมันเข้าท่า เป็นหลักกฎหมายสูงสุด เราควรจะรู้จักสิทธิของเราว่าเราทำอะไรหรือทำอะไรไม่ได้บ้าง และวิธีที่จะทำให้รู้ดีรู้ลึกจริงๆ ก็คงจะต้องคัด เพราะมันสำคัญ มันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ ต้องเข้าใจ ก็เลยต้องให้คัด นักศึกษาที่เรียนกับผมนี่ถูกคัดมาทั้งนั้นพอทำแบบนั้นเข้มงวดกับลูกภรรยาผมโกรธมากเลยนะ แต่สำหรับผม ผมว่าเรียกมานั่งคุยกันมันเป็นสิ่งที่ดีนะ ลูกจะได้ใกล้ชิดกับพ่อ แต่ภรรยาผมคงไม่คิดแบบนั้น

มันคงแล้วแต่สภาพแวดล้อมของครอบครัวนั้น ๆ ด้วยนะ ยกตัวอย่างผมมีลูก 4 คน และมีแม่บ้านอยู่กับผมมา 30 ปี และ แม่บ้านมีลูก 2 คน ลูกผมกับลูกแม่บ้านเรียนเหมือนกันหมดในตอนเด็ก ทั้งอนุบาล ชั้นประถม มัธยม แต่ผลมันออกมาไม่เหมือนกัน ลูก 4 คนของผม 2 คน อยู่ในวงการสื่อ (คุณจรรยา วงศ์สุรวัฒน์, คุณวิญญู วงศ์สุรวัฒน์) และอีก 2 คนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย (ดร.วินัย วงศ์สุรวัฒน์ และดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์) ส่วนลูกแม่บ้านก็เป็นอีกแบบนึง

การเลี้ยงลูกสำคัญที่สุดคือต้องให้รักการอ่าน อ่านเสร็จแล้วต้องเขียนด้วย เพราะว่าบางทีอ่าน ฟัง นึกว่าเข้าใจ แต่พอจะเขียน กลับเขียนไม่ออก ผมเป็นคนสอนหนังสือ อ่านแล้ว เขียนแล้ว ต้องไปถ่ายทอด พูดไปพูดมา ไอ้เรื่องที่เรานึกว่าเรารู้ดีนะ ระหว่างที่สอนอยู่มันเกิดปิ๊งขึ้น เกิดเข้าใจทะลุขึ้นมา ผมถือว่าเป็นคนโชคดีนะ ที่ได้รักในการอ่าน รักการเขียน และมีโอกาสพูดในสิ่งที่เรียนรู้กับคนที่ถูกบังคับให้ฟัง แล้วสอนไปพูดไป เข้าใจดีขึ้นไปอีก ถ้าเอาง่าย ๆ ก็ต้องอ่านหนังสือให้มากขึ้นเท่านั้นเอง ผมพูดกับลูกศิษย์เสมอว่า อาจารย์เป็นแค่คนที่รู้มากกว่าคนที่นั่งเรียนในเรื่องที่พูดอยู่เท่านั้นเอง ถ้าอยากรู้เท่าก็ไปอ่านหนังสือ อ่านมากกว่าก็รู้มากกว่า มันเป็นเรื่องของการสะสมด้วย

ตอนคุณจอนห์ วิญญู โด่งดังใหม่ๆ โดยเฉพาะตอนจัดรายการในยูทูบ ทุกคนเริ่มสนใจอาจารย์โกวิทเป็นพ่อคุณจอนห์?

ผมมันหน้าตาไม่ได้เรื่องมั้ง แต่จอนห์มันหล่อ ผมว่าเขาคงแปลกใจแบบนั้นมากกว่า (หัวเราะ)

ผมค่อนข้างใช้เวลาคุยกับลูกเยอะ คุยกันว่าสิ่งนี้ดีนะ สิ่งนี้ไม่ดี เพราะอะไร ภรรยาเขาก็เลยไม่ค่อยชอบเพราะใช้เวลาวันหยุด รบกวนการดูทีวี พอถึงลูกคนสุดท้องภรรยาบอกจะเลี้ยงลูกชายเอง นายจอนห์เลยสนุกกว่าคนอื่นหมด ได้ดูทีวี ดูละครมากหน่อย

รายการคุณจอนห์ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ที่สนใจสังคม การเมือง แต่ขณะเดียวกันก็วิจารณ์ผู้มีอำนาจแรงๆ อาจารย์เป็นห่วงมากไหม?

ทุกตอนผมก็ได้ดูพร้อมกับพวกคุณนี่แหละดูไปเสียวไป ผมเป็นห่วงนะ เวลาเขาทำ เขาไม่ค่อยปรึกษาผมก็โดนเตือนอยู่เยอะ ผมก็ไปบรรยายตามที่ต่าง ๆ โรงเรียนทหารผมบรรยายเกือบหมดทุกแห่ง อย่าง วปอ. (วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร) ผมก็ไปโรงเรียนเสธฯ มีลูกศิษย์เป็นทหารเยอะเขาก็โทรมาเตือนอยู่เหมือนกันเตือนว่าอาจารย์ให้ลูกเพลาๆ หน่อยได้ไหมเด็กมันแรงเหลือเกิน ผมก็เออ ๆ จะบอกให้ แล้วจะบอกอะไรละ? มันโตแล้ว ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับผมแล้ว 

ผมไม่เคยขอให้หยุดทำนะ เขาบรรลุนิติภาวะแล้ว มีลูกเมียแล้ว มีครอบครัวแล้ว เขาตัดสินใจเองได้ ผมจะบังคับเขาได้ไง ที่ว่าเป็นพ่อแล้วผมจะบังคับได้ คงคิดผิดแล้วมั้ง ผมไม่เชื่อเรื่องนี้ 

ผมเป็นห่วงนะ ไม่ใช่ไม่ห่วง แต่ที่เขาพูดมาทุกอย่างมันมีข้อเท็จจริง Back up ทั้งนั้น เขาไม่ได้ด่าเฉย ๆ เขามีที่มาที่ไปอ้างได้หมด ที่มามันก็เป็นแหล่งเปิด มันมาจากหนังสือพิมพ์ มาจากข้อมูลที่เป็นข่าว มาจากอะไรที่โควทได้หมดเลยผมคงไปบังคับอะไรลูกตอนนี้ไม่ได้หรอก ข้อมูลเหล่านี้มันเคลื่อนไปหมด ทุกคนอ่านเองได้ อย่างจอนห์เนี่ยมันไม่จบมหาลัยนะครับ แต่มันรู้อะไรมากกว่าผมอีกเยอะแยะหลายอย่าง จอนห์เขาอ่านแทบจะตลอดเวลา อ่านจากมือถือเขา

ผมว่าสมัยนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูล เขาคิดเองได้ว่าอะไรน่าเชื่อถือวิชาความรู้มีอยู่ทั่วไป ขวนขวายก็สามารถหาเองได้ สบายกว่าสมัยก่อนอีก เมื่อก่อนต้องไปห้องสมุด เมื่อก่อนห้องนี้ตู้หนังสือเต็มไปหมดเลย (ชี้ไปรอบๆห้องทำงาน) ตอนนี้เอาออกหมดแล้ว ที่เหลือคือ 1 ใน 100 ผมมี encyclopedia 3 ชุด เวลาเปิดแต่ละที กว่าจะหาได้ หนักกิโลกว่าทั้งนั้น กล้ามขึ้นเลย เดี๋ยวนี้สบายจะตาย ไม่ต้องเปิดเลย ความรู้มันเยอะแยะไป

คำพูดที่ว่าคนรุ่นใหม่ใจร้อน อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเร็วๆ ส่วนคนรุ่นก่อนๆ ที่พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ก็พยายามรักษาผลประโยชน์ พยายามรักษาอำนาจเอาไว้ อาจารย์ว่ามันจริงไหม ?

ผมว่าจริงนะ วัยรุ่นใจร้อนมันเป็นมานานแล้วล่ะ ไม่ใช่เฉพาะรุ่นนี้ วัยรุ่นต้องการการเปลี่ยนแปลงเร็วมันเป็นทุกเจนเนอเรชั่น เป็นทุกยุค และผมก็เห็นด้วยว่าพวกรุ่นใหญ่ที่ได้ประโยชน์อยู่มันก็ต้องรักษาของเขามันก็ปกตินะ ตั้งแต่สมัยจักวรรดิ เปลี่ยนมาเป็นลัทธิอะไรต่าง ๆ มากมาย ผมว่ามันก็เรื่องซ้ำ ๆ พวกรุ่นใหญ่เมื่อก่อนตอนวัยรุ่นมันก็ใจร้อนทั้งนั้นแหละ

ความแตกต่าง การปะทะกันทางความคิดของคนแต่ละยุคเราอย่าไปกลัวเลย มันเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เมื่อมันถึงคราว คงต่อว่ากันตามคำพระว่า “มันเป็นเช่นนี้เอง” แล้วก็อย่าไปวิตกกังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิดมากเกินไป มันทำให้เสียพลังงานชีวิตมากไป

สำหรับผมตอนนี้ สิ่งที่มีความสุขในวัยเกษียณนอกจากการสอนหนังสือบ้าง ก็คือการได้อยู่กับครอบครัว แสวงหาความสุข ได้เรียนรู้อะไรใหม่เพิ่มก็มีความสุข แล้วก็มองโลกด้วยอารมณ์ขัน

สุดท้ายแล้วทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ดี?

มันมีการเกิดขึ้นของคนใหม่ๆ เป็นธรรมชาติและทุกอย่างมันต้องเปลี่ยนแน่ ๆไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ตัวแปรที่สำคัญสุดก็คือทุกคนมีโอกาส ถึงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ที่มีอยู่มากมาย ตัวอย่างจากผม คือผมฟังจาก propaganda (ข้อมูล) ฝ่ายเดียวจากรัฐบาลมาตลอด ตั้งแต่มีโทรทัศน์ ช่องฟรีทีวี 3 5 7 9 มีเท่าไรก็ออกมาเหมือนกัน รัฐบาลคุมวิทยุ คุมหนังสือพิมพ์มาตลอด คุมไม่ได้ก็สั่งปิด พวกที่อยู่ได้คืออยู่เลือกที่จะเซนเซอร์ตัวเอง เมื่อก่อนผมก็หลงเชื่อแล้วรู้สึกว่าถูกหลอก อย่างตอนยึดอำนาจทุกครั้งเหตุผลก็คือการคอร์รัปชั่นเหมือนกันทุกครั้งเสร็จแล้วพอยึดอำนาจการคอรัปชั่นก็ไม่ต่างกัน เรื่องนี้ถ้าไม่ปิดหูปิดตาจนเกินไปมันก็ต้องตระหนักขึ้นมาสักวันว่าเหตุผลเดิมๆ ตรรกะหรือเหตุผลแบบเก่าที่บอกแล้วคนจะเชื่อ เคยเชื่อ เคยคิดมาในอดีต มันใช้ไม่ได้แล้ว

เด็กยุคนี้แสวงหาความรู้เองได้ ไม่ต้องผ่านผู้ใหญ่ เขาจึงมีความคิด-ความเชื่อที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนรุ่นพ่อแม่ ซึ่งมันคงไม่ต่างจากในอดีตที่คนรุ่นพ่อแม่ อยากจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่คนรุ่นปู่ยาคิด แล้วฟังดูไม่เข้าท่าสำหรับยุคสมัย

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?