กราดยิงปล้นร้านทอง สู่ สื่อละเมิดสิทธิ์ ในมุมมอง บรรยงค์ สุวรรณผ่อง
  • Social
  • Jan 10, 2020

การละเมิด และซ้ำเติม ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุปล้นร้านทอง จ.ลพบุรีเมื่อคืนวันที่ 9 มกราคม 2563 จนกลายเป็น ไวรัลในโซเชียล ที่ ฝ่ายสถิติและพัฒนาระบบเครือเนชั่น ได้ทำการรวบรวมการแชร์เนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวบนโซเชียลมีเดียจนถึงช่วงเที่ยงของวันที่ 10 มกราคม 2563 พบว่า

มีการแชร์เนื้อหาบนเฟซบุ๊กราว 976 รายการ และมียอดแชร์ไปกว่า 1,413,257 ครั้ง

แม้กระทั่ง การติดแฮซแท็กในทวิตเตอร์ #กราดยิงปล้นร้านทอง จนถึงช่วงเที่ยงของวันที่ 10 มกราคม 2563 มีการรีทวิตไปแล้วกว่า 6 แสนครั้ง

สิ่งที่ตามมาก็คือเกิดความเข้าใจผิด และความคลาดเคลื่อนของข้อมูลข่าวสาร ทั้งจำนวนของผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บ ลักษณะบ่งชี้ของคนร้าย หรือแม้กระทั่งทำให้ ผู้สื่อข่าวที่กำลังรายงานข้อมูลในพื้นที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นมือปืน!

ประเด็นการละเมิดเด็ก และเยาวชนไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ยังมีให้เห็นอยู่เป็นประจำ แม้ทางผู้ให้บริการอย่าง เฟซบุ๊กจะออกเป็นนโยบาย มาตรฐานชุมชนเกี่ยวกับพฤติกรรมรุนแรงและอาชญากรรม ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียหาย-ผู้ก่ออาชญากรรม” เป็นเนื้อหา และข้อมูลที่ไม่อนุญาตให้เผยแพร่ แต่ก็มีจุด “ผ่อนปรน” ตรงที่ หากเป็นข้อบังคับนโยบายทางการค้าก็สามารถเผยแพร่ได้ ซึ่ง “อาวุธ” ก็อยู่ในข่ายนี้

ขณะเดียวกันในรายละเอียดดังกล่าวก็ได้เผย “ช่องโหว่” ที่ทำให้เนื้อหา และข้อมูลสามารถเผยแพร่ได้ อย่าง “การเตือนภัย สร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณะ” หรือแม้แต่ “ประณามกิจกรรมอาชญากรรม” ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกับ หลักการรายงานข่าวของ Unicef ที่กำหนดแนวทางไว้ ไม่ว่าจะเป็น “การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิของเด็กในทุกสถานการณ์”, “ให้หลักประกันต่อสิทธิต่างๆ ของเด็กเป็นพิเศษ เช่น สิทธิการเป็นส่วนตัว สิทธิในการไม่เปิดเผยข้อมูล สิทธิในการปกป้องผลกระทบ”, “ปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของเด็กในทุกสถานการณ์” และ“อย่านำเสนอเรื่องหรือภาพที่อาจทำให้เด็ก ญาติ หรือเพื่อนๆ ต้องตกอยู่ในอันตรายแม้จะปกปิดตัวตนแล้วก็ตาม” ทั้งหมดล้วนสุ่มเสี่ยงการนำไปสู่การละเมิดสิทธิเด็กโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจได้แทบทั้งสิ้น

บรรยงค์ สุวรรณผ่อง ประธานกรรมการจริยธรรมวิชาชีพสื่อ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ออกความเห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับการนำเสนอเนื้อหาที่้เข้าข่ายละเมิดหลักการ และการกำกับดูแลกันขององค์กรสื่อในปัจจุบันนั้น ต้องยอมรับว่า สมาชิกเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือให้ความเคารพในกฎกติกาในการกำกับดูแลกันเอง ถึงแม้จะเป็นการเซ็นเซอร์ด้วยความสมัครใจก็ตาม อย่างในกรณีนี้ คือ การรายงานความรุนแรง เมื่อการรายงานเป็นหน้าที่ของสื่อ ประเด็น คือ สื่อแต่ละแห่งรายงานอย่างไร ที่จะไม่ไปเสริมความรุนแรง

"ปัญหาที่มีมานับตั้งแต่ก่อตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน คือ สมาชิกเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือให้ความเคารพในกฎกติกาในการกำกับดูแลกันเอง ถึงแม่จะเป็นการเซ็นเซอร์ด้วยความสมัครใจก็ตาม และที่ผ่านมามันได้พิสูจน์ตัวมันเองแล้วว่า มันไม่ประสบความสำเร็จ จึงมีความคิดว่าอาจจะต้องอาศัยสังคมในนการขับเคลื่อน ซึ่งเป็นที่มาของเพจต่างๆ ทำขึ้นมาเพื่อให้เห็นถึงปัญหา และหวังว่าถ้าสังคมเห้นด้วยเขาจะลงมากระหน่ำเอง (เพจสมาคมที่ใช้ในการแถลง และแจ้งแก่สมาชิก) สื่อในช่วงหลังๆ แยกไม่ออกแล้ว เพราะว่ามันไม่มีใครทำอะไรอย่างเดียว"

"อย่างกรณีนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรายงานข่าว คือ การไม่ตัดต่อคลิปที่ได้มา คลิปที่ได้มามันมาจาก 2 แหล่ง คือ คลิปจากกล้องวงจรปิดที่ทางห้างติดไว้ที่ทางเข้า และคลิปที่ทางร้านเป็นคนติดเองมากกว่า 1 ตัว ซึ่งคลิปเหล่านี้เขาต้องให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเมื่อไปถึงมือตำรวจมันจะไม่อยู่ที่แค่มือตำรวจ จะถูกกระจายไปยังนักข่าวอาชญากรรมทุกคน เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงทำให้คลิปนั้นถูกเผยแพร่ออกไป โดยที่ไม่มีการตัดต่อ บางช่องอาจจะมีเบลอ บางช่องก็ไม่เบลอ บางช่องนำไปตัดต่ออีกทีเพื่อที่จะไม่ให้เห็นภาพที่มันชัดเจนว่ามันเป็นความรุนแรง ความโหดร้ายทารุณ นอกนั้นพอเห็นแล้วปล่อยทันที มีอีกคลิปที่เป็นภาพแม่อุ้มเด็กแล้วร้องไห้ คลิปก็ออกไปหมดทั้งสื่อที่เป็นสื่อมวลชน และสื่อเชิงพาณิชย์อย่าง อีจัน เป็นต้น และสื่อก็นำคลิปนั้นไปใช้ในข่าว พร้อมกับรายงานตามที่เห็นในคลิป"

"ประเด็นอยู่ที่ความรุนแรงที่ถูกส่งต่อไปจากคลิปที่ผู้ใช้ออนไลน์ส่งต่อจากคลิปแม่ร้องไห้ และถูกส่งต่อจากคลิปที่สื่อนำมาจากเจ้าหน้าที่ คนเข้าไปดูและส่งต่อ จึงเกิดไวรัลที่เกิดจากความรุนแรง และสะเทือนใจจากการที่เด็ก 2 ขวบถูกยิงตาย การที่สื่อรายงานเรื่องนี้คือ การรายงานความรุนแรง รายงานเป็นหน้าที่ของสื่อ" 

"ประเด็นก็คือ สื่อแต่ละแห่งรายงานอย่างไร ที่จะไม่ไปเสริมความรุนแรง มีเพียงไม่กี่สื่อที่รายงานอย่างไม่ส่งเสริมความรุนแรง นอกนั้น ทำ เมื่อถามว่าทำทำไม ก็เพราะว่า “ขาย” เพราะยอดวิวนำมาซึ่งยอดเงินโฆษณาที่เป็นที่รู้กัน แต่ยอดโฆษณาที่มันจะเข้ามาจะเข้ามา 2 รูปแบบ รูปแบบหนึ่งมันเข้ามาโดยอัตโนมัติ จากแพลตฟอร์ม อย่าง เฟซบุ๊ก กูเกิล ที่จะเข้ามาทางยอดวิว และสองผู้ให้โฆษณา นั่นเป็นคำตอบที่ทำให้สื่อโดยส่วนใหญ่ ทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ขอยอดวิวก่อน

"นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาที่ทำให้สื่อนำความรุนแรงออกมาเผยแพร่ สื่อเป็นผู้ที่ไม่เคารพต่อความเป็นมนุษย์ ต่อคนตาย ไม่เคารพต่อสิทธิของเด็ก เด็กต่อให้เขาเสียชีวิต แต่เขาก็ยังได้รับสิทธิความคุ้มครอง เด็กจะได้รับความคุ้มครองตั้งแต่เกิดตามกฎบัตรของสหประชาชาติ แต่สื่อก็มาทำร้าย สื่อมาซ้ำเติม"

"กรณีนี้สื่อหนีไม่พ้นเรื่องความรับผิดชอบและสังคมก็ตำหนิแล้ว ครั้งนี้สื่อไม่ได้ตำหนิเพียงสื่อมือาชีพ แต่ตำหนิสื่อเชิงพาณิชย์ด้วย"

"คำถามที่น่าสนใจมากคือ มาถึงวันนี้ คนทำสื่อในฐานะของลูกจ้างของเจ้าของ และเป็นลูกน้องของผู้บริหารสื่อ ถามว่าเราจะทำได้ไหม ถ้าผู้บริหารสื่อไม่มีนโยบาย คนที่ควรรับผิดชอบมากที่สุดในวันนี้ ว่าไปแล้วอาจจะไม่ไช่เพียงผู้สื่อข่าวตัวเล็กๆ ปัญหาของสื่อวันนี้คือ เจ้าของสื่อ ผู้บริหารสื่อ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่ใช่นั้นปัญหาแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น มีเพียงแค่บางสื่อที่ผู้บริหารบอกว่าไม่ให้ทำ และพร้อมออกมาร่วมสนับสนุนว่า ถ้าใครทำอย่าไปดู และถ้าเขาทำอย่ามาดูเขา"

"10 ปีที่ผ่านมา การแผยแพร่ข่าวที่มีความถูกต้องมาก่อนความเร็ว มันเป็นเรื่องๆ เป็นระยะๆ มันเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่ได้หายไป ประเด็นทางจริยธรรม ความรุนแรงมันเกิดขึ้นนับตั้งแต่วันแรกที่สื่อ 24 ช่อง สามารถออกอากาศได้ และเงินโฆษณาหายไปอยู่ที่สื่อดิจิทัล ความอยู่รอดทำให้ทำได้ทุกอย่างโดยไม่คำนึง และแย่ลงกว่าเมื่อก่อน"

"คำถามคือ เป้าหมายของทุกคนอยากอยู่รอด ทุกคนอยากมีกำไร แต่เราจะไม่นึกถึงวิธีการที่จะไปถึงเป้าหมายเลย เชียวหรือ เพราะว่าวิธีการนี้มันทำร้ายสังคม ทำให้เกิดตัวอย่างที่ไม่ดี อีกไม่ช้าวิธีการฆ่าแล้วสับเป็นชิ้น เพราะสื่อรายงานทำกราฟิกโดยละเอียด การรายงานไม่ได้น้อยลง แต่ขึ้นอยู่กับเรื่อง ซึ่งอันนี้ก็เป็นการขาดความรับผิดชอบของเจ้าของ และผู้บริหารสื่อ" 

ปัญหาของสื่อวันนี้คือ เจ้าของสื่อ ผู้บริหารสื่อ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่เช่นนั้นปัญหาแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์