เรื่องเล่าจากความเศร้า
  • Social
  • Oct 10, 2019

ถึงประเด็นการฆ่าตัวตายจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่เมื่อ การฆ่าตัวตาย กับ ภาวะซึมเศร้า มีความเกี่ยวข้องกันอย่างมีนัยยะสำคัญ จึงเป็นอีกเหตุผลที่ควรต้องย้ำไม่ให้คนเราชินชากับตัวเลข และโรคภัยเหล่านี้ 

การฆ่าตัวตายเป็น 1 ใน 10 อันดับแรกของสาเหตุการตายของประชากรโลก ทำให้ในแต่ละปีจะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จทั่วโลกเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน หากพูดถึงเรื่องการฆ่าตัวตายในบ้านเรา จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิตพบว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จะมีคนฆ่าตัวตายสำเร็จเฉลี่ยอยู่ราวปีละ 4,760 คน เดือนละเกือบ 400 คน

หรือในทุก ๆ 2 ชั่วโมง จะมีคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จไปแล้วอย่างน้อย 1 คน

จากตัวเลขดังกล่าว ทำให้ไทยขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ของประเทศที่มีคนฆ่าตัวตายสูงสุดในภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก จากการสำรวจของ WHO เป็นรองแค่ศรีลังกา และอินเดียเท่านั้น

ต้องไม่ลืมว่า เส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างความเป็นตาย ไม่ได้มีแค่ความอ่อนแอจิตใจของใครคนนั้นเท่านั้น หากยังมีปัจจัยแวดล้อมที่ละเอียดอ่อนอีกมากมาย ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมของความซึมเศร้าที่สวมทับเอาไว้ จนกลายเป็น “ระยะห่าง” ระหว่างผู้ป่วยกับสังคมรอบข้างไปโดยปริยาย 

มันจึงนำไปสู่บทสนทนาที่ถ่ายทอดความซึมเศร้าเพื่อสะท้อนมุมมอง และความรู้สึกของพวกเขาให้สังคม และคนรอบข้างได้เข้าใจคนซึมเศร้า โดยเฉพาะ “วัยรุ่น” ให้มากขึ้น 

ไม่กี่คำก็มีความหมาย

"จะหาว่าหนูดูละครมากไปไหม” มันเป็นทั้งความกังวล และไม่แน่ใจที่ปนเปอยู่ในน้ำเสียงอย่างชัดเจน 

กลัว - ถูกมองว่าแต่งเรื่อง

ไม่แน่ใจ - ว่าจะถ่ายทอดได้ตรงกับสิ่งที่ตัวเองอยากบอกหรือเปล่า

เธอกับพี่สาว เติบโตขึ้นมาในครอบครัวของแม่เลี้ยงเดี่ยว หลังจากพ่อเสียชีวิต ฐานะครอบครัวไม่ได้ดีความเป็นอยู่กับลูกๆ ทั้ง 2 คนทำให้แม่ต้องดิ้นรนเพื่อแก้ปัญหาค่าใช้จ่ายในบ้าน แม่มีแฟนใหม่ 3 คนใน 3 ปี 

ตัวเธอเองไม่กล้าถามแม่หรอกว่ามันคือความรักหรือเปล่า หรือเป็นแค่หนึ่งในวิธีที่คนเป็นแม่พยายามหาทางอยู่รอดเพื่อเลี้ยงดูลูกๆ และพ่อเลี้ยงคนล่าสุดก็ถูกเหมือนจะไปด้วยกันกับครอบครัวได้ดีอยู่ มีเงินพอจุนเจือทุกคนในบ้าน แต่พออยู่ๆ ไป “หาง" ก็โผล่

พี่สาวถูกแอบดูขณะอาบน้ำ แต่แม่เหมื่อนไม่เชื่อว่านี่เป็นความจริง จนพี่สาวเธอตัดสินใจออกจากบ้านไป  

จากที่เคยนอนกับพี่ เธอจึงย้ายมานอนกับแม่ และพ่อ(เลี้ยง) ตั้งแต่นั้นฝันร้ายก็เริ่มขึ้น เพราะเมื่อแม่ลุกไปเตรียมของขายประจำวัน เธอมักจะถูก “ละเมิด” อยู่เสมอ และยิ่งหนักข้อขึ้นเมื่อเขาเห็นว่าเธอไม่กล้าเล่าให้แม่ฟังจนเกือบไปถึงขั้น “ข่มขืน” โชคยังเข้าข้างอยู่บ้างที่หลังจากนั้นไม่นาน พอเลี้ยงคนนั้นก็ถูกจับด้วยข้อหายาเสพติด 

แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่เคยปริปากบอกเรื่องนี้กับใครอยู่ดี เพราะรู้สึกว่าเปล่าประโยชน์ 

ความเลวร้ายเริ่มจางเป็นเพียงความทรงจำ เธอกลับมาใช้ชีวิตปกติ เข้ามหาวิยาลัย และทำงานหาเงินส่งตัวเองไปด้วย โดยไปเป็นลูกมือที่ร้านอาหารระแวกหอพัก แต่ใครจะไปคิดว่า ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย 

เชฟในร้านแอบจับหน้าอก และสะโพกของเธออยู่เป็นประจำ ซึ่งทำให้ความทรงจำอันเลวร้ายหวนกลับมาหลอนตัวเธออีกครั้ง และด้วยความฝังหัวไปแล้วว่าบอกไปใครจะเชื่อ ทำให้เธอไม่กล้าปริปากพูด ทุกอย่างยิ่งแย่ลงไปอีกเมื่อภรรยาเชฟจับได้ และคิดว่าเธอต่างหากที่เป็นฝ่ายให้ท่าสามีจนมีเรื่องมีราวใหญ่โต

"เมียเขามาตบหนู มีคนมายืนมุงดู หนูอายมาก เรื่องถึงหูผู้จัดการร้านเขาก็ไล่หนูออก"  อีกฝ่ายเป็นเชฟ อีกฝ่ายเป็นแค่เด็กเตรียมของ ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครฟังเธอ แม้บางครั้งจะแวบเข้ามาในหัวว่า หากตัวเองเป็นฝ่ายพูดเรื่องทุกอย่างคงไม่แย่อย่างนี้ 

"แต่หนูกลัวค่ะ หนูไม่รู้จะเริ่มยังไง มันไม่ใช่เรื่องที่อยู่ ๆ ก็จะไปบอกใครก็ได้ พอยิ่งเก็บไว้มันก็ยิ่งเป็นปมในใจ ว่าทำไมเป็นแบบนี้ ทำไมเราไม่มีชีวิตที่ดีกว่านี้ มันทำให้เราฝังใจ”

และงานพิเศษเพื่อส่งเสียตัวเองต่อๆ มาเธอก็ต้องพบเจอกับเหตุการณ์ทำนองนี้อยู่หลายครั้ง จนเมื่อปีก่อน เพื่อนที่มหาวิทยาลัยได้รับรู้ความลำบากของเธอจึงชวนไปอยู่ด้วยกันที่บ้าน ถึงจะรู้สึกขอบคุณในความปราถนาดีที่มีให้ แต่ด้วยบรรยากาศของทางบ้านเพื่อนที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้อนรับ เธอก็ต้องแบกรับเอาความรู้สึกเหล่านั้นมาเก็บเอาไว้คนเดียว 

จนกลับมาเช่าหออยู่คนเดียวอีกครั้ง “ความอยากตาย” ถึงเริ่มเข้ามาสะกิดเรียก 

“พอมันเกิดแบบนี้ ก็มีคำนึงเข้ามาคือเรื่องตาย มันจะมีช่วงที่ไม่ไหวแล้ว แบบหนูเห็นรถ... หนูก็อยากกระโดดลงรถเมล์แล้วให้รถชนให้ตายๆ ไปเลย บางทีกินข้าวไม่ลง หรือไม่ก็ไม่กินเลยด้วยซ้ำ ก็เคยคิดนะคะว่ามันเป็นอะไร ทำไมทุกคนไม่เข้าใจเราเลย

ถึงจะได้รับคำแนะนำว่าลองระบายเรื่องราวลงบนพื้นที่ออนไลน์ส่วนตัวเพื่อจะได้มีคนเข้ามาให้กำลังใจ แต่เธอก็เลือกจะไม่ทำ เพราะกลัวถูกมองว่าเรียกร้องความสนใจ 

“จนแบบ... มันมีอยู่คืนนึงที่หนูเห็นมีดปอกผลไม้ หนูอยากเอามากรีดคอตัวเอง อยากกรีดแขนตัวเอง อยากแบบ... ระบายความเจ็บ อยากให้ความเจ็บมันไหลออกมาเป็นเลือดแทน ให้มันรู้สึกว่า ความเจ็บความเครียดที่มี เราได้ระบายมันออกไป"

"แต่สุดท้ายก็นั่นแหละค่ะ หนูไม่ได้ทำ ไม่ได้ทำเพราะหนูไม่กล้า คือหนูว่า คนปกติถ้าไม่มีเรื่องอะไรในใจที่มันมากระทบความรู้สึกมากๆ เขาไม่น่าอยากตายหรอก ตอนที่หนูอยากตาย มันเป็นความรู้สึกแบบ ถ้าตายมันจะเจ็บซักแค่ไหนวะ จะเจ็บกว่าที่ตอนนี้เจออยู่มั้ย ถ้าเจ็บกว่าหรือรู้สึกแย่กว่าก็ให้มันตายๆ ไป เพราะที่เจออยู่ตอนนี้ก็แทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว ถ้ามันไม่แย่มากกว่า ตายไปก็คงจะพอๆ กัน”

ถึงจะเคยประเมินตัวเองจากแบบทดสอบที่มีอยู่ในออนไลน์จนพบว่าตัวเองมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้า แต่ด้วยความที่ยังติดอยู่หลายอย่างทั้งเวลา เงินค่ารักษา หรือเหตุผลอื่นอีกหลายอย่างก็เลยยังไม่ได้ไปหาหมอสักที 

“ก็ยังติดค่าเช่าห้อง ติดนั่นติดนี่หลายอย่างค่ะ อยากไปลองคุยกับหมออยู่เหมือนกัน หนูรู้ตัวว่ามาถึงขั้นอยากฆ่าตัวตายแล้วมันอันตราย แต่หนูน่าจะรอหลายๆ อย่างให้พร้อม ตอนนี้หนูเลยทำในสิ่งที่ให้ความสุขหนูได้ทันทีไปก่อน อย่าง การกิน การไปดูหนัง หรือได้คุยได้ระบายกับใครซักคน คือจริงๆ หนูก็รู้ว่ามันไม่ถาวรนะ แต่ในตอนนี้สำหรับหนู สิ่งพวกนี้มันก็ยังพอใช้ได้อยู่ค่ะ"

"หนูอยากจะได้กำลังใจ ให้มันมีความรู้สึกเกิดขึ้นมาว่าหนูสามารถอยู่สู้กับมันได้ต่อ แค่คำว่าสู้ๆ หนูเก่ง หนูต้องอดทนนะ ถ้าไม่อดทนหนูจะสู้ปัญหาไม่ได้นะ มันอาจดูธรรมดาก็จริง แต่หนูรู้สึกว่ามันช่วยได้เยอะ ถ้าหนูต้องเจออะไรแย่ๆ มาทั้งวัน จริงๆ สำหรับปัญหาของคนอื่นในมุมหนูนะ คือ ไม่ต้องมาช่วยแก้ก็ได้ค่ะ มันอาจจะเกินกว่ากำลัง แต่แค่ฟังหนูเล่า ให้กำลังใจหนูบ้าง แค่นั้นเองค่ะที่หนูต้องการ คือ ปัญหาของหนูอาจจะไม่ไม่ได้หายไปนะ แต่กำลังใจหนูอ่ะมาแน่ๆ”

ความมืดสีขาว

หลายคนมักจะบอกว่า

คนที่มีความสุขมากๆ ดูไม่น่าจะเป็นโรคซึมเศร้า

หรือคนที่ดูอารมณ์ดีมากๆ ดูไม่น่าจะอยากคิดฆ่าตัวตายหรอก

เชื่อเถอะ แ_่ง ไม่จริงหรอก เพราะหลายๆ คนมีมวลความรู้สึกที่ซ่อนไว้ข้างใน ไม่เคยบอกใคร เม (นามสมมติ) ลูกสาวของพ่อค้าขนส่งสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นลักษณะธุรกิจครอบครัวที่มีเครือญาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย 

เมื่อได้เริ่มหยิบจับช่วยงานซึ่งเป็นธุรกิจของทางบ้านหลังเรียนจบ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผู้หญิงที่สดใสร่าเริงให้กลายไปเป็นคนอีกคน เมื่อการทำธุรกิจครอบครัว แม้จะสามารถคุยกันได้แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องให้เครียด เพราะยิ่งเป็นงานครอบครัวก็ยิ่งจัดสรรเวลางาน เวลาพัก หรือการดูแลส่วนงานยิบย่อยอื่น ๆ แยกออกจากกันไม่ได้เด็ดขาด

ยิ่งเมื่อเมได้เข้าไปช่วยงานบัญชีที่แม่ของเธอดูแลอยู่ และไม่เคยให้ใครในบ้านทำมาก่อน กลายเป็นข้ามหน้าข้ามตาญาติคนอื่น รอยร้าวในการช่วยงานจึงเกิดตามมา 

ญาติผู้ใหญ่แท้ ๆ ในครอบครัวมักพยายามตั้งข้อสงสัย ไม่ก็พยายามหาข้อบกพร่องของเธอเพื่อไม่ให้ทำงานบัญชีต่อ ทั้งมองว่า ยังเด็ก อาจจะทำงานผิดพลาด ไม่น่าไว้ใจให้ทำ ตลอดจนการมายืนดูกดเครื่องคิดเลข หรือแม้แต่เมื่อได้รับเงินเบิกก็เอาไปนับเองคนเดียวโดยที่ไม่ยอมนับต่อหน้าให้เห็น พอถูกท้วงก็บอกว่าเป็นเด็กไม่ควรมาย้อนผู้ใหญ่ บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียด และกดดันในทุกทาง

โดยเฉพาะประเด็นโกงเงินที่แม่ของเธอมักนำประเด็นที่ญาติตั้งคำถามมาถามเธอต่ออีกที นอกจากความบั่นทอนจิตใจ มันยังกลายเป็นชนวนเหตุของการทะเลาะกันระหว่างแม่ลูกในเวลาต่อมา 

"แล้ววันหนึ่งเราก็พลาด ไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร อาจจะเป็นเพราะเราเครียด ลงบัญชีผิด เงินมันขาดไปสองพัน ป้าที่ชอบมาทวนงานที่เราทำทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ก็เอาเรื่องไปฟ้องแม่ จากดีๆ อยู่กับแม่ก็มาพังตรงนี้ แม่ไม่ไว้ใจใครเรื่องเงินไง เขามาทวนเห็นเราทำบัญชีขาดจริงก็ด่าเลย ขึ้นมึงกู บอกว่าเงินแค่พันสองพันมึงจะโกงทำไม ขอดีๆ ก็ได้อย่ามาลักกินขโมยกิน ตอนนั้นเราน้ำตาไหล ก็คิดอยู่ว่า เออ ก็ใช่ไง เงินแค่สองพันขอเขาก็ได้ ทำไมเขาถึงคิดว่าเราจะโกง"

เพราะเป็นแม่ที่เข้าใจเธอมาตลอด เพราะเป็นแม่ที่คอยรัก และดูแลเธอมาตลอด หลังจากเหตุการณ์นั้นมันจึงเหมือนรอยร้าวที่ทำให้แก้วใบหนึ่งปริแตก ไม่ว่าจะเป็นการดุด่าว่ากล่าวแรงๆ ต่อหน้าญาติคนอื่น การเปลี่ยนหน้าที่ความรับผิดชอบ ล้วนยิ่งเป็นการเติมความเครียด และความกดดันลงไปในตัวเธอแทบทั้งสิ้น 

จนในที่สุด เมก็ดำดิ่งสู่ความซึมเศร้า

“อาการมันเริ่มผิดสังเกตตอนที่เราไม่อยากไปไหน ไม่อยากทำอะไร อยากนอนแบบไม่สนใจโลก ใครพูดอะไรก็ไม่ฟัง ร้องไห้อย่างเดียว มันเหมือนไม่มีใครในโลกต้องการเราแล้วอะ แล้วเราขับรถยนต์ได้ใช่ไหม เวลาขับรถไปไหนคนเดียวนะ จะชอบคิดว่าถ้าขับฝ่าไฟแดงไปอย่างนี้จะเจ็บไหม จะตายไหม ขับๆ ไปเจอต้นไม้ถ้าเราหักพวงมาลัยใส่ต้นไม้เลยจะตายไหมนะ วนอยู่แบบนี้”

บางวันก็ได้ยินเสียงวี้ดในหู มีทั้งที่ฟังรู้เรื่องและไม่รู้เรื่อง พอเวลาตกกลางคืนเงียบ ๆ จะเหมือนมีเสียงสะท้อนใส่หัวขึ้นมาทันที ส่วนมากก็จะเป็นคำพูดทำนองว่า “ไม่มีใครรักแกหรอก อยู่ไปทำไม อยู่ไปก็เหมือนเป็นคนนอก เหมือนไม่ใช่คนในครอบครัว”

พอเริ่มมาเจอเสียงวี้ดในหัวแบบนี้ เธอยอมรับว่า ทนไม่ไหว ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่รู้สึกวนเวียนคิดแต่เรื่องอยากตาย จึงตัดสินใจโทรไปร้องไห้กับน้าชาย รอยแผลที่ถูกปกปิดเอาไว้จึงค่อยๆ เผยออกให้ครอบครัวได้รับรู้ เมื่อพบแพทย์ เมจึงได้รู้ว่า ตัวเองอยู่ในระยะเริ่มต้นของการเป็นโรคซึมเศร้า

นอกจากกระบวนการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน เธอยังได้ลองรักษาด้วยการแก้ไขที่ความคิดด้วยการไปบวชชีพราหมณ์ที่วัดป่าแห่งหนึ่ง เมื่อกลับมาถึงบ้านจึงได้ทำการเปิดใจกับครอบครัว กระทั่งกับแม่ก็ค่อยๆ กลับมาจูนกับตัวเธออีกครั้ง

“คนเป็นโรคซึมเศร้ามันเจอเรื่องราวมาต่างกัน การทำให้หายมันก็ไม่เหมือนกันหรอก อย่างตัวเราแค่เริ่มเป็นเอง โชคดีที่รู้ตัวเร็วแล้วรีบหาทางแก้ แต่ถ้าคนที่เป็นหนักแล้วจะให้เขาโยนยาทิ้ง วิ่งไปเข้าวัดแบบเรามันก็คงไม่หาย เราเองพอครบเดือนไปหาหมอแล้วบอกหมอว่าไม่ได้กินยาก็ยังโดนดุเลย หมอถามจะเอาแบบนี้จริงเหรอ เราว่ามันแล้วแต่ว่าเราเข้ากับอะไรได้ดีสุด คนไม่ชอบวัดไปบังคับให้เขาเข้าวัดเพราะเห็นคนอื่นเข้าแล้วคนอื่นหายมันก็ไม่ได้

แตกต่างเหมือนกัน

คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้คนเราอยากฆ่าตัวตาย?

บี (ขอสงวนชื่อจริง) จะเล่าให้ฟัง 

ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นม.3 บีเป็นเด็กเรียนเก่ง อยู่ห้องแผนการเรียนวิทย์-คณิต และชอบวิชาวิทยาศาสตร์มากเป็นพิเศษ เธอมักจะใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือเกี่ยวกับโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ 

การอยู่กับเรื่องราวเหล่านี้มากๆ ทำให้มันฝังเข้าไปในความคิดและส่งผลต่อความรู้สึกของบีแบบไม่รู้ตัว บีเล่าว่า แนวคิดทำนอง มนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กมาก ๆ เทียบเท่ากับฝุ่นผงของจักรวาล ก็ฝังอยู่กับตัวเองมาตั้งแต่ตอนนั้น 

จนกระทั่งเริ่มโตขึ้น ก็น่าแปลกที่ประโยคทำนอง “การมีอยู่หรือสูญสิ้นไปของมนุษย์ ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อจักรวาลนี้ทั้งนั้น” กลับมาตอกย้ำตัวเองในทุกครั้งที่เกิดอารมณ์ “ดีเพรส” หรือ “ดิ่งลง” 

จากไปหาหมอด้วยอาการนอนไม่หลับกับกินข้าวไม่ได้ จนกระทั่งวินิจฉัยออกมาว่าเป็นโรคซึมเศร้าแล้วก็ให้ยาปรับ แต่พอกินยาเข้าไปแล้ว อาการกลับตีกลับไปอีกขั้วหนึ่ง ซึ่งทำให้แอคทีฟมากเกินปกติ จากนอนไม่หลับ กลายเป็นการนอนไม่หลับแบบเริงร่าตาค้าง จนในที่สุดจึงได้รู้ตัวเองว่าเป็นโรคไบโพลาร์

"เรารู้สึกว่าเราตัวเล็กมาก เล็กจนไม่มีนัยสำคัญ แล้วมันเป็นเหมือนจุดเกิดว่าเราไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับโลกใบนี้เลยนะ ในขณะที่คนอื่นเวลาที่เขาให้กำลังใจตัวเอง เขาจะมองว่าเขามีประโยชน์กับสังคม กับประเทศ แต่กับเราเรามองไปถึงจักรวาล แล้วเราเป็นแค่ฝุ่นของจักรวาล แค่นั้น ความด้อยค่ามันก็เลยเพิ่มขึ้นมาเพราะว่าตัวสเปคที่เทียบมันใหญ่เกินไป”

ด้วยความรู้สึก ‘ไม่สำคัญ’ มันเข้ามาผลักดันความคิด และความรู้สึกให้บีเองสรรหาวิธีฆ่าตัวตายใส่หัวอยู่ตลอดเวลา แต่ต่อให้ความคิดจะดิ่งลงลึกไปไกลขนาดไหน ก็ยังไม่แย่เท่ากับการลงมือทำ 

สิ่งที่เธอทำในตอนนั้นคือการกรีดขา แต่ก็มีระดับให้พอได้ระบายสิ่งที่อยู่ข้างในออกไปบ้าง 

“จริง ๆ มันก็เคยมีบางคืนนะที่เมท(รูมเมท)เราหลับไปแล้ว เราก็จะไปที่ระเบียง แล้วก็ค่อยๆ ปีน แต่เรารู้ว่า ชั้น 7 มันตกลงไปอาจจะไม่ตาย เราก็เลยปีนลงมา แล้วเราก็กลับไปนอน แต่มันก็ไปถึงขั้นนั้นไม่ได้บ่อย ส่วนมากร้องไห้ ถ้าดึงตัวเองขึ้นมาไม่ได้ก็จะกรีดขา”

ซึ่งการทำร้ายตัวเองอย่างการกรีดขา บีไม่ได้ทำเพราะอยากตายหรือจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีนี้ แต่ที่ทำเพราะมันได้ระบายและได้ลงโทษตัวเองที่ทำอะไรผิดไปบางอย่าง

การสรรหาวิธีการฆ่าตัวตายคือหนึ่งในเรื่องที่มักจะผุดขึ้นมาในความคิด เวลาว่างๆ หรือในบางทีที่ต้องการคิดอะไรเล่นๆ ไปเรื่อยเปื่อย ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าตัวตายยังไงให้ศพสวยที่สุด การฆ่าตัวตายแบบไหนที่เจ็บหรือทรมานน้อยที่สุด วิธีฆ่าตัวตายยังไงไม่ให้พ่อกับแม่เสียใจมากนัก หรือแม้กระทั่งการฆ่าตัวตายแบบไหนที่เมื่อคนมาเห็นแล้วจะดูไม่ประเจิดประเจ้อที่สุด

"เราปรึกษาหมอเรื่องนี้เหมือนกัน เขาก็ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่หรอก หมอบอกว่าทำไมไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในความคิดที่มันไบรท์ อย่ามีแพชชั่น กับเรื่องนี้เลย แต่มันก็ยากอะ แล้วพอคุยเรื่องนี้ไปบ่อยๆ เขาก็เหมือนยอมนะ ก็บอกถ้างั้นก็ให้คิดว่าเรายังมีเรื่องให้ทำอีกเรื่อย ๆ คิดไปเรื่อย ๆ จะได้อยู่ได้ตลอดชีวิต (หัวเราะ) ซึ่งก็โอเคนะ”

การอยากตาย หรือการฆ่าตัวตาย อาจมีการเชื่อมโยงกับสภาวะซึมเศร้า ซึ่งในเบื้องหลังความรู้สึกเหล่านั้น มีรายละเอียดและปัจจัยแวดล้อมอีกมากมายที่เกี่ยวข้องเสมอ สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าตนเองตกอยู่ในสภาวะดังกล่าว อาจลองปรึกษาแพทย์ให้วินิจฉัย เพื่อจะได้รักษาตามอาการอย่างถูกวิธี

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์