ไขข้อข้องใจ "คนต่างวัย" ทำไมถึง "คิดต่างกัน"
  • Social
  • Sep 29, 2019

เด็กรุ่นใหม่ก็เป็นแบบนี้แหละ

คนรุ่นเก่าเขาก็คิดแบบนี้แหละ

ฯลฯ

ความแตกต่างของแนวคิด และวิถีชีวิตของคนรุ่นก่อนๆ และคนรุ่นใหม่ ที่อาจนำไปสู่ช่องว่างระหว่างวัย และความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ทว่า พฤติกรรมของคนแต่ละรุ่นล้วนมี “เหตุผลในแบบของตัวเอง”

โดย ผศ.ดร.คณิสร์ แสงโชติ อาจารย์ภาควิชาการธนาคาร และการเงินคณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ 4 ข้อแตกต่างหลักๆ ที่เศรษฐศาสตร์อธิบายได้ และน่าจะมีส่วนช่วยให้คนต่างวัยทั้งหลายเข้าใจมากขึ้น ดังนี้...

1.ทำไมคนรุ่นเก่าอยากมีลูกเยอะ คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก

“เมื่อไหร่จะมีหลานให้อุ้ม”

“ยังไม่มีลูกอีกหรอ”

เป็นคำถามที่เชื่อว่าคนกลุ่ม Millennial (มิลเลเนียลส์) มักถูกถามโดยเฉพาะช่วงอายุเหยียบเลข 3

ทว่าคำตอบส่วนใหญ่คือ “ไม่อยากมีลูก”

จากผลสำรวจของ วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ พบว่าปี 2560 คนไทยอยากมีลูก 1.69 คน ลดลงจากปี 2544 อยู่ที่ 1.86 คน และหญิงอายุ 35-39 ปี มีแนวโน้มไม่แต่งงานและอยู่เป็นโสดมากสุดอีกด้วย​

ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ อธิบายได้ว่าสาเหตุที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูกเยอะๆ เหมือนคนรุ่นก่อน มี 4 ปัจจัยหลัก ดังนี้

เกษตร VS อุตสาหกรรม

ผศ.คณิสร์ อธิบายว่าอดีตประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรม ใครที่มีแรงงานในมือมากมีโอกาสในการสร้างผลิตผลได้มากขึ้นตามไปด้วย ฉะนั้นการมีลูกหลายคนยิ่งดีต่อการสร้างรายได้ในครอบครัว การมีลูกทันใช้ หรือมีลูกจำนวนมากของคนรุ่นก่อนจึงไม่ใช่เรื่องแปลก และเปรียบเสมือนการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนสมน้ำสมเนื้อทั้งในแง่ของความมั่งคั่ง และความสุขด้วย

ตัดภาพมาที่เศรษฐกิจในปัจจุบัน ประเทศไทยกลายเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอุตสาหกรรม แรงงานคนเริ่มถูกลดความสำคัญในการสร้างผลิตผลต่างๆ ลง และหันมาใช้เครื่องจักร ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย การมีแรงงานในมือจำนวนมากจึงไม่ทำให้ได้เปรียบในการสร้างรายได้เหมือนที่ผ่านมา

ผู้ชายเป็นผู้นำ VS สิทธิสตรี

ในอดีตสถานภาพของผู้หญิงที่มีต่อครอบครัวคือการดูแล บริการจัดการทุกอย่างในบ้าน ตั้งแต่ตัวเอง สามี และลูกๆ บางครอบครัวอาจหมายความรวมถึงครอบครัวของตัวเองและสามีไปด้วย หน้าที่เหล่านี้เคยเป็นบรรทัดฐานบทบาทของผู้หญิงรุ่นก่อน ๆ ที่ส่วนใหญ่มีโอกาสในการศึกษาน้อยกว่าผู้ชายทำให้ไม่สามารถออกไปทำงานนอกบ้าน หารายได้ด้วยตัวเอง

จนกระทั่งบริบทต่างๆ ของสังคมเริ่มเปลี่ยนแปลงไปแทบจะในทิศทางตรงกันข้ามเลยทีเดียว เมื่อการศึกษาเข้าถึงทุกคน หลาย 10 ปีที่ผ่านมาการเรียกร้อง “สิทธิสตรี” จนสังคมหันมาให้ความสำคัญ และผลักดันให้สตรีมีบทบาทอื่นในสังคม และมีส่วนร่วมในกลุ่มแรงงานมากขึ้น เมื่อผู้หญิงถูกมองในรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กกิ้งวูแมนสุดแซ่บ พนักงานดีเด่น หรือแม้แต่บทบาทผู้บริหารหญิงแกร่ง ทำให้ภาพผู้หญิงที่อยู่บ้านเลี้ยงดูลูกและบ้านค่อยๆ จางลงไป หรือจำเป็นต้องทำทั้ง 2 หน้าที่ควบคู่กันซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมื่อผู้หญิงมีความสามารถในการทำงาน มีสิทธิในการตัดสินใจเลือกชีวิตของตัวเอง จึงเลือกชีวิตอิสระของตัวเองมากขึ้น ภาพหญิงสมัยใหม่ที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก ดูแลบ้านอย่างเดียวจึงน้อยลง หรือวางแผนที่จะไม่มีลูกตั้งแต่แรก

ค่าครองชีพต่ำ VS ค่าครองชีพสูง

ประโยคที่ว่า “เลี้ยงตัวเองให้รอดยังยาก” เป็นเสียงสะท้อนส่วนใหญ่จากคนกลุ่มมิลเลนเนียลส์ เมื่อถูกถามถึงการมีลูก

ฟีโนมีนา  เคยเผยข้อมูลจากการคำนวณการเลี้ยงลูก 1 คน ในยุคปัจจุบัน ตั้งแต่เกิดจนเรียนจบปริญญาโท ต้องใช้เงินเป็นตัวเลขกลมๆ (ปรับตามเงินเฟ้อปีละ 3%) ปรากฎว่าเลี้ยงแบบประหยัดใช้เงินทั้งหมดราว 1.3 ล้านบาท แบบปานกลาง 6.5 ล้านบาท ส่วนแบบสูงสุดจัดเต็มทุกมิติอยู่ที่ 51 ล้านบาทเลยทีเดียว 

เมื่อมองย้อนไปในอดีต ค่าครองชีพต่ำกว่าค่าครองชีพในปัจจุบันซึ่งมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจ ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ทำให้ค่าครองชีพ ค่าอาหาร และกิจกรรมต่างๆ มีค่าใช้จ่ายที่ต้องขยับขึ้น ในขณะที่สังคมในอดีต ซึ่งค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าปัจจุบัน และส่วนใหญ่เป็นสังคมแบบเกษตรกรรม ซึ่งทำให้สามารถหาอาหารเลี้ยงปากท้องได้โดยแทบไม่จำเป็นต้องหาเงินเพื่อไปซื้ออาหารอีกทอดหนึ่ง การเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งจึงมีสิ่งที่ต้องจ่ายน้อยกว่าในปัจจุบัน  "ความคาดหวังให้ลูกเติบโตมาเลี้ยงดูตนตอนแก่ ลดลงเหลือแค่ลูกเติบโตมาเลี้ยงดูตัวเองได้ โดยไม่ต้องมารบกวนตนตอนแก่ก็พอ"

สังคมพบหน้า VS โซเชียลมีเดีย

การเข้ามาของ “โซเชียลมีเดีย” มีส่วนทำให้คนรุ่นใหม่ๆ ไม่อยากมีลูกอย่างไม่น่าเชื่อ ข้อดีโซเชียลมีเดียในมิติของการดูแลลูก คือการสร้างคอมมูนิตี้ของพ่อบ้านแม่บ้านให้มาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน แต่ข้อเสียที่ตามมาคือมีคนทั้งโลกช่วยเลี้ยงลูกเต็มไปหมด ซึ่งบางครั้งนำไปสู่ความเครียด โรคซึมเศร้า ได้เลยทีเดียว

ในอีกทางหนึ่ง เทคโนโลยี และโซเชียลมีเดียยังเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตของเด็กยุคใหม่แบบพรากกันไม่ได้ เด็กๆ ยุคนี้เรียนรู้และเข้าใจเรื่องการเข้าถึงนวัตกรรมอย่างรวดเร็ว เด็กทุกคนสามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการในแหล่งข้อมูลต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งข้อเสียคือบางข้อมูลไม่ผ่านการคัดกรอง ไม่สร้างสรรค์ หรือไม่เหมาะกับเด็กที่อาจขาดวิจารณญาณในการวิเคราะห์ข้อมูล การใช้โซเชียลมีเดียจึงยากที่จะดูแลภายในขอบเขตเหมือนในอดีตได้ ประกอบกับสภาพสังคมที่มีภัยลักษณะใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เป็นสิ่งที่คนกลุ่มมิลเลนเนียลส์รู้สึกกังวลเมื่อนึกถึงความเป็นอยู่ของลูกหลานในอนาคตที่อาจตกอยู่ในสภาวะที่ไม่ปลอดภัย ยากจะควบคุมดูแล 

2. ทำไมคนรุ่นก่อนรับความเสี่ยง(ลงทุน) ได้น้อยกว่าคนรุ่นใหม่

ประสบการณ์ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ VS ประสบการณ์เศรษฐกิจช่วงฟื้นตัว

“ประสบการณ์” เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมการลงทุนของแต่ละรุ่นแตกต่างกัน สำหรับคนกลุ่มมิลเลนเนียลส์เป็นวันที่ทำงานมาแล้วในระดับหนึ่งส่วนใหญ่ผ่านวิกฤติทางการเงินครั้งล่าสุดมา หลายคนเคยลงทุนในช่วงนั้นแล้วขาดทุนย่อยยับ ทำให้ไม่กล้าลงทุนอีก คล้ายกับคนรุ่นก่อนหน้าที่ผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งแล้วเข็ดกับการลงทุนในหุ้นไปแล้ว ขณะที่เด็กรุ่นใหม่กว่ากลุ่มมิลเลนเนียลส์อย่างกลุ่มนิสิตนักศึกษาปัจจุบันเริ่มลงทุนช่วงที่ตลาดหุ้นฟื้นตัว ไม่ว่าลงทุนในตลาดไหนก็ได้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี ทำให้กล้ารับความเสี่ยงการลงทุนไปโดยปริยาย 

สภาวะนี้ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น จากการสำรวจ Consumer Finace ตรวจสอบดูฐานะรายได้รายจ่ายการลงทุนของคนอเมริกันพบว่าช่วงปี 2005 คนอเมริกันออมเงินประมาณ 10% ในตลาดหุ้น แต่พอวิกฤติเกิดขึ้นการลงทุนของคนอเมริกันลดเหลือแค่เลขตัวเดียว เพราะคนส่วนใหญ่ไม่กล้ากลับเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นอีก ดังนั้น ความกล้าเสี่ยงในการลงทุนนอกจากจะขึ้นอยู่กับปัจเจกแล้วประสบการณ์ต่าง ๆ ที่พบเจอยังทำให้คนที่ใช้ชีวิตในยุคเดียวกันมีพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกัน และเป็นเหตุผลที่คนรุ่นเก่า และคนรุ่นใหม่กล้าเสี่ยงต่างกันไปด้วย

ไม่จำเป็นต้องเสี่ยง VS จำเป็นต้องเสี่ยง

ความแตกต่างของโลกการเงินปัจจุบันทำให้เกิดพฤติกรรมที่แตกต่างกัน สำหรับคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์จะเรียกว่าโชคดีกว่าคนรุ่นมิลเลนเนียลส์ก็คงไม่ผิด ข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝากย้อนหลังของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าช่วง 2539 ดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยทุกธนาคารอยู่ที่ 5-5.25% สถาบันคุ้มครองเงินฝากมากถึง 15 ล้านบาท หากธนาคารล้ม ทำให้คนยุคได้รับผลตอบแทนที่สูงแม้จะ “ไม่ต้องเสี่ยง” ใดๆ เลย เว้นแต่ใครที่ต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่านั้น หรือเร็วกว่า มัน(ส์)กว่า ก็จะหาทางลงทุนในสไตล์ของตัวเอง

แต่พอตัดภาพมาที่รุ่นมิลเลนเนียลส์ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 0.05-2.25% ขณะที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากปรับการคุ้มครองลงมาอยู่ที่ 1 ล้านบาท (เริ่มใช้ 11 ส.ค.63) เห็นได้ชัดเจนว่าแม้จะใช้เครื่องมือเดิม แต่ผลตอบแทนต่างกันลิบลับทำให้คนรุ่นใหม่ต้องแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น จนเป็นปรากฏการณ์เดียวกันทั่วโลกที่เรียกว่า Reach for yield หรือ Search for yield หมายความว่าทุกคนต่างแสวงหาผลตอบแทนที่สูง เมื่อต้องการเพิ่มมูลค่าเงินให้มากขึ้นก็ต้องยอมรับความเสี่ยงมากขึ้นตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เข้าถึงความรู้ทางการเงินยาก VS เข้าถึงความรู้ทางการเงินง่าย

อิทธิพลของโซเชียลมีเดีย และเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคนรุ่นใหม่ในการค้นหาสิ่งต้องการรู้ในแง่ของการลงทุน หาที่ปรึกษา หรือหาข้อมูลด้านการลงทุนได้ง่ายๆ ทุกที่ ทุกเวลา และส่วนใหญ่ให้บริการกันแบบฟรีๆ เรื่องการเงินการลงทุนกับคนรุ่นใหม่จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผิดไปจากในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อนืั้บริการอินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย การลงทุนเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น การเข้าถึงข้อมูลการลงทุนส่วนใหญ่มาจากหนังสือ การเรียน การอบรมต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยทุนทรัพย์สูงมาก หรือต้องอาศัยความตั้งใจเป็นพิเศษ ทำให้คนรุ่นก่อนไม่มีโอกาสได้เรียนรู้การลงทุนมากเท่าคนรุ่นใหม่ ทำให้ไม่มีโอกาสเสี่ยงกับการลงทุนมากเท่าคนรุ่นใหม่นั่นเอง

เครื่องมือการลงทุนจำกัดเฉพาะกลุ่ม VS เครื่องมือการลงทุนเข้าถึงทุกกลุ่ม

“คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น” คำพูดต่อๆ กันมานานในสังคมไทย สะท้อนว่าในอดีตการลงทุนต่างๆ โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องของคนรวยเท่านั้น เพราะเครื่องมือในการลงทุนต่างๆ จะเข้าถึงเฉพาะนักลงทุนที่มีเงินทุนสูงหลักสิบล้านหรือร้อยล้านขึ้นไปเท่านั้น แต่ในปัจจุบันเราสามารถเข้าถึงเครื่องมือการลงทุนได้ง่ายกว่าในอดีตหลายเท่าตัวจากการพัฒนา Exponential Technology ที่หมายถึงการใช้เทคโนโลยีมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นพร้อมกับราคาลดลงอย่างรวดเร็ว เช่น ผู้ให้บริการทางการเงิน Fin Tech (Finance+Technology) ที่เน้นให้บริการกลุ่มรายย่อยที่มีเงินลงทุนหลักร้อยหรือหลักพันบาทก็สามารถลงทุนด้วยตัวเองได้ หรือแม้แต่สถาบันการเงินต่างๆ ก็ปรับตัว เริ่มออกมาให้บริการแอปพลิเคชันที่เอื้อต่อการลงทุนสำหรับรายย่อยมากขึ้น ซึ่งเครื่องมือทางการเงินที่ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงการลงทุนได้มากกว่าในอดีตเหล่านี้ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้กล้าลงทุนมากกว่าคนรุ่นเก่า

3. ทำไมคนรุ่นใหม่นิยมซื้อก่อนค่อยเก็บ คนรุ่นก่อนเก็บก่อนค่อยซื้อ

เข้าถึงสินเชื่อยาก VS เข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย

ข้อมูลของเครดิตบูโรเปิดเผยว่า คนสมัยนี้ มีหนี้กันค่อนข้างเร็ว คนอายุ 25-35 เกือบเกือบ 80% โดยเฉพาะคนกรุงจะสร้างหนี้เร็ว โดยคนรุ่นใหม่มีหนี้มากขึ้น และหนี้ที่มีมากที่สุดคือ “หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค”

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คนรุ่นใหม่ สร้างหนี้กันมากขึ้น หรือเครื่องมือทางการเงินที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าในอดีต

เนื่องจากสถาบันการเงินต่างๆ มีเครื่องที่สามารถเข้าถึงพฤติกรรมทางการเงินของลูกค้ามากขึ้น ทำให้ธนาคารกล้าตัดสินใจเสี่ยงในการปล่อยกู้มากกว่าเดิม ทำให้มีโปรโมชันล่อตาล่อใจออกมาเสมอ เช่น โปรฯ ผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน ฯลฯ การเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายกว่าทำให้คนรุ่นใหม่มีนิยมซื้อก่อนค่อยเก็บมากกว่า คนรุ่นก่อนๆ ที่ต้องใช้สินทรัพย์ค้ำประกันเพื่อแสดงถึงศักยภาพในการผ่อนชำระ การทำบัตรเครดิตในช่วงแรกๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้พฤติกรรมการใช้เงินของคนรุ่นก่อนๆ จึงออกมาในรูปแบบการเก็บหอมรอมริบเพื่อซื้อสินค้า เก็บเงินสำหรับการท่องเที่ยว หรือเก็บเงินเพื่อให้ได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่างแทน

ผศ.ดร.คณิสร์ ย้ำว่า “ความสะดวกตรงนี้ไม่ได้เป็นโทษโดยตรง แต่ถ้าเกิดเรานำเครื่องมือตรงนี้ที่ให้เป็นประโยชน์มาใช้ให้เป็นโทษกับเรามันก็ทำได้เช่นเดียวกัน ฉะนั้นทุกวันนี้ที่คนมีหนี้กันมากขึ้นส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่ามีได้ แต่มีแล้วมีความรับผิดชอบหรือเปล่าอันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

ข้างบ้านกระตุ้นความอยาก VS ถูกกระตุ้นความอยากจากคนทั้งโลก

ในอดีตมีงานวิจัยที่ว่า “มนุษย์เราอดเปรียบเทียบกับชาวบ้านไม่ได้” ถ้าเป็นสำนวนฝรั่งมักใช้ว่า keeping with the Joneses เปรียบเปรยถึงโจนส์ ซึ่งเป็นชื่อสกุลของเพื่อนบ้าน ที่เมื่อข้างบ้านมีอะไรใหม่ๆ ก็มักจะเปรียบเทียบกับตัวเองแล้วอยากมีไปด้วย

สะท้อนว่าอิทธิพลของความอยากได้อยากมีในยุคก่อนๆ คือการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆ ใกล้ตัว

ขณะที่ปัจจุบันมีสิ่งกระตุ้นที่มากขึ้นหลายเท่าตัว ช่องทางหลักของการเปรียบเทียบคือ “โซเชียลมีเดีย”

การใช้จ่ายของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะสังคมเมือง บ่อยครั้งมีแรงกระตุ้นว่าเป็นของที่ต้องมี หรือคาดหวังว่าต้องมีของสิ่งนั้นๆ เหมือนกับคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่คนข้างบ้านหรือเพื่อนใกล้ตัว แต่เป็นการหลอมหลวมความอยากได้อยากมีจากคนทั้งโลกที่อยู่ในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ทำให้หลายคนเลือกใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการจะเป็นมากกว่าที่ควรจะเป็น และนำไปสู่การใช้จ่ายเกินตัวซึ่งชักนำสู่วงจรของหนี้ หรือหนี้เสียในที่สุดหากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง

4. ทำไมคนรุ่นก่อนอยากทำงานในองค์กรใหญ่ คนรุ่นใหม่อยากเป็นเจ้านายตัวเอง

ยุคที่องค์กรใหญ่แข็งแกร่งและเติบโต VS มีโอกาสสำหรับธุรกิจเล็กๆ มากขึ้น

ยุค Disruption จากห่วงโซ่ธุรกิจแบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก เปลี่ยนเป็น ปลาเร็ว แซงปลาช้า ทำให้องค์กรขนาดใหญ่อดีตเจ้าตลาดต้องเร่งปรับตัวกันยกใหญ่

ขณะเดียวกันปัจจุบันระบบนิเวศของการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก ทั้ง SMEs และ Start Up ในประเทศไทยมีมากขึ้น ทำให้คนรุ่นใหม่ๆ ที่มีไอเดียที่แตกต่างมีช่องทางในการสร้างธุรกิจด้วยตัวเองได้สะดวกขึ้น เช่น การลดทุนจดทะเบียนในการเปิดบริษัทของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าลง ลดจำนวนผู้ถือหุ้น ซึ่งทำให้การจัดตั้งบริษัทสะดวกขึ้น

รวมถึงการสนับสนุนของภาครัฐ ที่พยายามลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของรายย่อย ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กทั้ง SMEs, Start Up มีช่องทางหรือโอกาสในการเติบโตมากขึ้น กลุ่มคนรุ่นใหม่จึงหันมาลองสร้างโอกาสทางธุรกิจของตัวเองมากขึ้น

ต้องการความมั่นคง VS ต้องการอิสระ

ในอดีตองค์กรใหญ่มีความมั่นคงมากกว่าองค์กรเล็ก เพราะสายป่านยาว มีความน่าเชื่อถือวงกว้าง มีบุคคลากรหัวกะทิมุ่งหน้าเข้าทำงาน ฯลฯ หลายๆ องค์ประกอบทำให้องค์กรยักษ์ใหญ่ในอดีตเข้มแข็ง และดำเนินธุรกิจไปอย่างมั่นคง ทำให้คนรุ่นก่อนส่วนใหญ่ทำงานในองค์กรเดิมยาวนานมากกว่า 10 ปี เพื่อรักษาเก้าอี้และค่อยๆ เติบโตในองค์กร

ขณะที่กลุ่มมิลเลนเนียลส์มองว่าวัฒนธรรมองค์กรใหญ่มีระดับชั้นบริหารมาก ขยับตัวได้ช้า กลายเป็นจุดอ่อนในการเติบโตในยุค Digital Disruption และวัฒนธรรมองค์กรใหญ่ ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่น เป็นอิสระ เป็นกันเอง ทำงานที่ไหนก็ได้ ทำให้คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เลือกที่จะปั้นธุรกิจเองมากขึ้น หรือเลือกที่จะลองผิดลองถูกเพื่อหาสิ่งที่ใช่ในแต่ละองค์กรเฉลี่ย 1-2 ปี และเติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้

ผศ.ดร.คณิสร์ มองเรื่องนี้ว่า “คนเราไม่ต้องไปถึงจุดสูงสุดที่มนุษย์ทุกคนจะสามารถไปได้ สำคัญคือว่าเรานี่แหละเราหยุดที่จุดไหนแล้วมีความสุข เราชอบบอกว่าความสุขคือ สิ่งที่เป็นลบด้วยสิ่งที่คุณคาดหวัง ฉะนั้นถ้าสิ่งที่เป็นบางทีมันแก้ไม่ได้ ปรับสิ่งที่คาดหวังได้ ชีวิตอาจจะไม่ได้ยากอย่างที่คิดก็ได้”

หมายเหตุ: นิยามของคนรุ่นก่อนในความหมายที่หยิบยกขึ้นมาเป็นแก่นของการพูดคุยในครั้งนี้คือ กลุ่มประชากรตั้งแต่รุ่น “BabyBoomer (เบบี้บูมเมอร์)” กลุ่มประชากรที่เกิดช่วงปี พ.ศ.2483-2503 ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันเป็นรุ่นปู่ย่าตายาย ช่วงอายุ 59-79 ปี

ส่วนคนรุ่นหลังหรือรุ่นใหม่ที่กล่าวถึงคือ “Millennials (มิลเลนเนียลส์)”หรือผู้ที่เกิดตั้งแต่ พ.ศ.2529-2538ปัจจุบันมีช่วงอายุตั้งแต่ 24-33 ปี ซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศ (อ้างอิงช่วงอายุจากเว็บไซต์ greedisgoods)

สังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี ค่านิยมในแต่ละยุคสมัย ล้วนเป็นวัตถุดิบที่มีส่วนทำให้คนรุ่นก่อน และคนรุ่นหลังใช้ชีวิตแตกต่างกัน แต่แม้จะมีทางออกคนละทาง วิธีการคนละแบบ แต่เกิดขึ้นบนเป้าหมายเพื่อความ “อยู่รอด” และ “มีความสุข” เช่นเดียวกัน

นักเขียนผู้มีใบผู้ประกาศการันตี สนใจเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับการเงิน และการลงทุน รวมทั้งพยายาม เวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์ ให้กับตัวเอง และคนรอบข้าง

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?