จากเอกชัยถึงจ่านิว  ระวังความเกลียดชังเป็นไวรัสที่แพร่กระจาย
  • Social
  • Jul 8, 2019

ตอนที่คุณเอกชัย หงส์กังวาน เคลื่อนไหวปมนาฬิกาหรูแล้วถูกดักทำร้าย เราอาจรับรู้แต่ยังไม่ (ค่อย) ใส่ใจ เพราะคิดว่านี่คือพฤติกรรมความรุนแรงคนเฉพาะกลุ่มที่มุ่งทำร้ายคนคนหนึ่ง

แต่นี่ไม่ใช่เพียงแค่กรณีเดียว เพราะหลังจากนั้นเขาก็โดนทำร้ายรวมอีก 6 ครั้ง เผารถอีก 2 ครั้ง เช่นเดียวกับกรณีของ ฟอร์ด (อนุรักษ์ เจนตวนิชย์) และ จ่านิว  (สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์) ซึ่งเพิ่งถูกทำร้ายไปเมื่อสัปดาห์ก่อนโดยที่ยังไม่มีวี่แววที่จะจับตัวคนร้ายได้

มากกว่าการรุมประณามผู้ใช้ความรุนแรง สังคมไทยกำลังเป็นห่วงความเกลียดชังของบรรดาสมาชิกที่ค่อยๆก่อร่างขึ้นจากความเห็นต่างทางการเมือง

ความเกลียดชัง เป็นอารมณ์หนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงความไม่ชอบหรือปฏิกิริยาที่แสดงความไม่เห็นด้วย

แฟนเพจ สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ให้ความหมายว่า ความเกลียดชังเป็นอารมณ์ส่วนบุคคล เป็นเรื่องปกติของ มนุษย์ บางครั้งเป็นอารมณ์ร่วมของสังคม ประเทศ เชื้อชาติ นิกาย ผิวสี หรือ แม้กระทั่งความเชื่อทางศาสนา และที่น่ากลัวที่สุดวันนี้มันได้คุกคามโซเชียลมีเดียซึ่งเป็นอีกพื้นที่ซึ่งมนุษย์ปัจจุบันพบปะสังสรรค์กัน

"คุณเคลื่อนไหวแบบนี้ ก็เป็นธรรมดาที่ต้องโดนบ้าง" ใครบางคนในโลกโซเชียลตั้งข้อสังเกตตัวอย่างคำพูดของความเฉยชา ในวันที่ผู้ที่มีความคิด ความเชื่อ ต่างจากตัวเองถูกกระทำ  

ในเวทีเสวนา ทุเลาความรุนแรงและความเกลียดชังในสังคมไทย ที่จุฬาฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน มีการเปิดเผยการเก็บข้อมูลวาทะกรรมที่สร้างความเกลียดชัง(Hate Speech)ในสังคมไทยว่า มี 4 ระดับ และความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยเมื่อปี 2553 (การชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง)พบวาทกรรมที่สร้างความเกลียดชังอยู่ที่ระดับ 3 คือมีการยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นยุยงให้กระทำความรุนแรง

“ขณะที่สิ่งที่เกิดขึ้นในปีล่าสุดนี้จะอยู่ในระดับใดก็ไม่สามารถบอกได้ ซึ่งไม่ใช่แค่การสบถ แต่เป็นการยั่วยุ เหมารวม โดยพบมากช่วงหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีการผูกโยงกับข่าวลวง ข่าวเท็จ พยายามให้เกิดผลกระทบกับมติมหาชนทำให้สถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น อีกวิธีการที่พบคือมีการสร้าง Hate Speech ในกลุ่มคนที่มีความเห็น ความเชื่อเหมือนกันเพื่อให้เกิดการตอกย้ำความเชื่อนั้นๆ” 

ศาสตราจารย์ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ หัวหน้าสาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ความเกลียดชังในฐานะที่เป็นความรู้สึกนั้น มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถส่งต่อผ่านกันได้ เช่นเดียวกับหลายๆความรู้สึกที่จะส่งผ่านกัน และโดยส่วนตัวนิยามว่า ความเกลียดคือยาพิษ ที่จะกัดกร่อน และทำลายสังคมในท้ายที่สุด

“กลุ่มสุดขั้วที่ชอบความเกลียดชังมีทั่วโลก ในไทยเองหากใครแสดงความเห็นใจคนอีกฝ่ายหนึ่งก็จะถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม อย่างกรณีนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว นักเคลื่อนไหวที่ถูกทำร้าย ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นฮีโร่ประชาธิปไตย แต่อีกฝ่ายหนึ่งมองว่าถูกจ้างมา”

ยิ่งในยุคที่โซเชียลมีเดียกระจายกว้างไม่ต่างสื่อกระแสหลัก แต่ละแอคเคาท์ User ที่เราล้วนเป็นเจ้าของ ก็ไม่ต่างจากพื้นที่ระบายความเกลียดชัง ยิ่งเมื่อเขียนด่า-เขียนดี ยิ่งมีคน Like คน Share การเผยแพร่ความเกลียดชังจึงทำได้ไม่ยาก ความเกลียดชังจึงไม่ต่างจากเชื้อไวรัสโดยมีสื่อเป็นคนแพร่เชื้อ ไม่ต่างอะไรจากภาพยนตร์เรื่อง Hotel Rwanda เรื่องราวว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปี 1994 ที่มีสื่อวิทยุเป็นตัวกระจายความเชื่อระหว่างคนสองกลุ่ม (หรือกลุ่มเดียวที่เป็นเจ้าของทรัพยากรสื่อ)

ฉันทนา บรรพสิริโชติ หวันแก้ว กรรมการก่อตั้งศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เเบบเเผนความรุนเเรง ความขัดแย้ง เริ่มจากการโต้เถียง การทำร้ายร่างกายคนที่เห็นต่าง รวมไปจนถึงบางประเทศมีบัตรอนุญาตให้ทำร้ายร่างกาย ซึ่งถือเป็นการไม่เคารพสิ่งที่เห็นต่าง  

ทั้งนี้ความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่อยากเห็นในฐานะองค์กรคืออยากเห็นเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นของทุกฝ่ายไม่ว่าจะเห็นต่างกันก็ตาม หากเราเคารพสิทธิคนอื่น ก็จะมองเห็นคนอื่นเป็นมากขึ้น อย่างกรณีจ่านิว แม้จะไม่เห็นด้วยอย่างไร แต่ก็ไม่ควรถูกทำร้ายร่างกาย และหากจับคนผิดไม่ได้ วันหนึ่งเหตุการณ์แบบนี้อาจจะเกิดกับเราคนใดคนหนึ่งได้

ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย บอกว่า อยากให้มองถึงความเป็นมนุษย์ของคนทุกคน แม้ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหว แต่ไม่ควรใช้ความรุนแรง และหวังให้ทุกฝ่ายเข้าใจการทำงานของแอมเนสตี้ฯ ที่พยายามให้สังคมตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนและการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

อย่าให้ความเกลียดชังเป็นไวรัสที่พร้อมจะแพร่กระจายออกไป เพียงเพราะความเห็นที่แตกต่าง เพราะหากไวรัสที่ว่านี้ซึมเข้าไปในความรู้สึกเมื่อใด ในไม่ช้าเราจะเริ่มเมินเฉยกับความรุนแรง โดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับคนที่เราก็ไม่ค่อยชอบเขาเท่าใดหนัก

ความแตกต่างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความเกลียดชังจนถึงขนาดสะใจที่ถูกผู้เห็นต่างโดนทำร้าย ถือเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์