ค่าไฟฟ้าไทย อยู่ตรงไหน ใน “อาเซียน”
  • Social
  • Dec 12, 2019

ไฟฟ้า เป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งต่อการดำรงชีวิตของคนเรา จากการทดแทนแสงสว่างในเวลากลางคืน ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นพลังงานให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทบจะทุกชนิด และถือเป็นหนึ่งในสาธารณูปโภคพื้นฐานที่รัฐบาลจะต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชน อีกทั้งยังเป็นดัชนีชี้วัดความเท่าเทียมของคนในสังคมอย่างชัดเจนที่สุดรูปแบบหนึ่งด้วย 

วันนี้ ค่าไฟไทย-อาเซียน เทียบกับประเทศทั่วโลกเป็นอย่างไร

มีข้อมูลราคาค่าไฟฟ้าของประเทศต่างๆ ที่ถูกเผยแพร่ออกมาในเดือนมีนาคม 2562 จาก globalpetrolprices.com พบว่า ราคาค่าไฟฟ้าในอาเซียนถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลางไปจนถึงถูก โดยมีตัวอย่างราคาค่าไฟในประเทศต่างๆ ดังนี้

  • ฟิลิปปินส์ ราคา 5.7 บาท/กิโลวัตต์/ชั่วโมง
  • สิงคโปร์ ราคา 5.7 บาท/กิโลวัตต์/ชั่วโมง
  • ไทย ราคา 3.9 บาท/กิโลวัตต์/ชั่วโมง
  • อินโดนีเซีย ราคา 3 บาท/กิโลวัตต์/ชั่วโมง
  • มาเลเซีย ราคา 1.8 บาท/กิโลวัตต์/ชั่วโมง

โดยในรายงานจากเว็บไซต์ดังกล่าว ยังระบุข้อมูลที่น่าสนใจของไทยอีกด้วยว่า เป็นประเทศที่สามารถสร้างรายได้จากค่าไฟฟ้า ควบคู่กับการคงอัตราค่าไฟฟ้าไว้ในระดับที่ต่ำ (ราคาถูก) ได้ 

เมื่อนำค่าไฟฟ้าของกลุ่มตัวอย่างประเทศในอาเซียนไปเปรียบเทียบกับอัตราค่าไฟฟ้าในต่างประเทศ จะพบว่าราคาไฟฟ้าในประเทศอื่นๆ ถือว่าค่อนข้างสูง ยกเว้นบางประเทศที่มีการประคองราคาค่าไฟฟ้าในอัตราต่ำ เพื่อให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ มีประเทศที่น่าสนใจ ได้แก่

  • เยอรมนี ราคา 9.9 บาท/กิโลวัตต์/ชั่วโมง
  • ญี่ปุ่น ราคา 8.4 บาท/กิโลวัตต์/ชั่วโมง
  • อิตาลี ราคา 8.1 บาท/กิโลวัตต์/ชั่วโมง
  • ออสเตรเลีย ราคา 7.5 บาท/กิโลวัตต์/ชั่วโมง
  • อังกฤษ ราคา 7.5 บาท/กิโลวัตต์/ชั่วโมง
  • สหรัฐฯ ราคา 4.2 บาท/กิโลวัตต์/ชั่วโมง
  • เกาหลีใต้ ราคา 3.3 บาท/กิโลวัตต์/ชั่วโมง
  • จีน ราคา  2.4 บาท/กิโลวัตต์/ชั่วโมง
  • อินเดีย ราคา  2.4 บาท/กิโลวัตต์/ชั่วโมง

ส่วนปัจจัยที่ทำให้ราคาค่าไฟสูง และต่ำแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ มีข้อมูลจากเว็บไซต์สตาติสตาอธิบายไว้ว่า ส่วนหนึ่งมาจากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ในประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศ หลังจากที่ใช้เงินวางระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของประเทศให้พร้อมรองรับประชาชนได้แล้ว ก็สามารถนำเงินมาขยับขยาย หรือกระตุ้นการทำงานของเศรษฐกิจประเทศในลักษณะอื่นๆ ได้อีก ในที่นี้คือ การประคองราคาไฟฟ้าให้มีราคาถูก เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนได้รับสาธารณูปโภคในราคาเข้าถึงได้ ต่อยอดไปถึงความพร้อมในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างง่ายดายเพราะได้รับการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่ดี 

ปัจจัยถัดมาที่มีผลต่ออัตราค่าไฟฟ้าคือ สภาพทางภูมิศาสตร์ เพราะการสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าในประเทศจะต้องหาพื้นที่ที่มีทรัพยากร หากในประเทศไม่มีพื้นที่ที่มีทรัพยากรก็จะต้องรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออัตราราคากลาง ยังไม่รวมผลกระทบด้านหนึ่งด้านใดต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่และบริเวณที่จะตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้า ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าทั้งสิ้น

นอกจากนี้ เชื้อเพลงที่นำมาใช้ผลิตไฟฟ้า ก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออัตราค่าไฟที่จะถูกตั้งเป็นอัตรากลาง ซึ่งเรื่องของเชื้อเพลิง มีส่วนเชื่อมโยงกับปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์หรือพื้นที่ เพราะบางพื้นที่มีข้อจำกัดในการตั้งโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลงบางประเภท จึงทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงมาผลิต ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า 

อย่างเช่น ประเทศอิตาลี ที่ไม่สามารถตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้เนื่องจากประเทศอยู่ในทำเลที่มีแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง และผลจากการระเบิดของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ปี 2529 ทำให้โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ถูกปิดทั้งหมด และเปลี่ยนมาผลิตไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ พลังงานหมุนเวียน ปิโตรเลียม และถ่านหินแทน 

เพราะเหตุผลนี้ จึงทำให้อิตาลีต้องจัดเก็บค่าไฟในราคาสูง คืออยู่ที่ 8.1 บาท ต่อกิโลวัตต์ ต่อชั่วโมง 

เชื้อเพลิงแสนถูก แต่ผลกระทบแสนสาหัส?

เรื่องของเชื้อเพลงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า เป็นประเด็นที่ควรจะได้รับการขยายความในแง่มุมของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเชื้อเพลิงแต่ละชนิดที่นำมาผลิตไฟฟ้าก็มีราคาแตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่ ประเทศที่สามารถกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าได้ต่ำ มักเป็นประเทศที่ยังใช้ “ถ่านหิน” มาเป็นเชื้อเพลงในการผลิตไฟฟ้า

ข้อมูลจากกรีนพีซ ระบุว่าถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่ถูกนำมาใช้ตั้งแต่พี พ.ศ. 1653 เป็นวัถุดิบหลักของอุตสาหกรรมทั้่วโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถ่านหินเกือบร้อยละ 40 ถูกนำไปใช้ผลิตไฟฟ้า แต่รู้หรือไม่ว่า การเผาไหม้ของถ่านหิน เป็นการททำลายสิ่งแวดล้อมและสร้างมลพิษให้โลกเป็นจำนวนมาก

โรงงานไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลก จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตไฟฟ้าเป็นจำนวนราวๆ 11 พันล้านตัน และในขณะที่มีการอนุมัติให้สร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหินแห่งหนึ่งขึ้นในปี 2548 ก็มีการคาดการณ์ว่า โรงงานไฟฟ้าถ่านหินจะทำให้การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 ในปี 2573 หรือภายใน 25 ปี 

การใช้เชื้อเพลิงถ่านหินในโรงไฟฟ้า ทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาหลายด้าน ตั้งแต่การทำเหมือง กระบวนการเผาไหม้กำจัดของเสีย ทำให้ขยะเป็นพิษ แม่น้ำเจือปนสารอันตราย การรั่วไหลของสารเคมี รวมถึงการสร้างฝุ่นขนาดเล็กที่มีอันตรายต่อปอด

และหากกล่าวถึงผลกระทบจากการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและปัญหาที่ตามมา กรีนพีซรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณ 1.5 แสนคนต่อปีจากการได้รับผลกระทบทางสภาพอากาศ ได้รับฝุ่นหรือสารพิษ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกจากก๊าซเรือนกระจก 

อย่างไรก็ตาม เชื้อเพลิงถ่านหินก็ยังเป็นเป็นเชื้อเพลิงที่มีตุ้นทุนต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ และทำให้หลายประเทศในเอเชีย เช่น เวียดนาม หรืออินโดนีเซีย ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับผลิตไฟฟ้า เพราะมีการมองว่าประเทศจำเป็นที่จะต้องใช้พลังงานจำนวนมหาศาลเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงต้องใช้เชื้อเพลิงที่มีราคาถูกเพื่อควบคุมงบประมาณ แม้จะต้องเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันโรงไฟฟ้าในอาเซียนก็ยังใช้เชื่อเพลิงถ่านหินเป็นหลัก รองลงมาเป็นน้ำมัน ซึ่งทั้งคู่เป็นเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศ ซึ่งในระยะหลังมานี้ ก็เริ่มได้เห็นแนวโน้มการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขยับสูงขึ้นในหลายประเทศ เช่น ประเทศไทย ที่ก็จะมีการใช้พลังงานหมุนเวียนหลายรูปแบบ ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานลม และชีวมวล 

มีการคาดการณ์ในรายงานจากทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 ภายในปี 2583 รวมถึงจะเป็นภูมิภาคที่ขับเคลื่อนแนวโน้มตลาดพลังงานโลก และจะมีความต้องการใช้พลังงานมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั่วโลกถึง 2 เท่าตามการเติบโตของเศรษฐกิจ

เพราะฉะนั้นประเทศที่ต้องการพลังงานจำนวนมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงต้องตระหนักถึงอันตรายของการใช้เชื้อเพลิงที่เป็นถ่านหินต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับว่าเป็นความท้าทายสำหรับผู้จัดทำนโยบาย ที่จะต้องหาแนวทางแก้ไขหรือปรับแผนการใช้พลังงาน รวมถึงพิจารณาการใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ ที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

ไฟฟ้า ถือว่าเป็นหนึ่งในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ที่รัฐบาลจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชน ทั้งในแง่คุณภาพ การบริการ และราคา

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?