Tonic Food  เพราะหนาวนี้ ต้องบำรุง ถึงไวรัสมฤตยูล้างบางคน
  • Social
  • Jan 24, 2020

ทางการจีนยืนยันเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ว่าเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีประชากรกว่า 11 ล้านคน ภายหลังมีการเก็บตัวอย่างไวรัสจากคนไข้นำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ

ต่อมาโลกจึงได้รู้จักมันในชื่อของ “ ไวรัสโคโรนา” โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าไวรัสโคโรนา มีทั้งหมด 6 สายพันธุ์ ที่เคยเกิดการระบาดในมนุษย์ สำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดเป็นสายพันธุ์ที่ 7 และมีรายงานว่าพบโคโรนาไวรัสทั้งหมด 11 ชนิด

คนไทยรู้จักไวรัสในตระกูลนี้มาแล้วจากโรค "ซาร์ส" (SARS) หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (Severe Acute Respiratory Syndrome) ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อไวรัสโคโรนาเช่นกัน

ในเดือนพฤศจิกายนปี 2545 จีนพบการระบาดของโรคทางเดินหายใจปริศนาที่อ.ซุ่นเต๋อ เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง แต่จีนปิดบังเรื่องนี้นานกว่า 2 เดือน จนกระทั่งยอมเปิดเผยในเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ตอนนั้นก็เกิดเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต จนทำให้องค์การอนามัยโลกออกมาตำหนิจีนอย่างมาก ซึ่งจีนได้มีแถลงการณ์ขอโทษในภายหลัง ตามแถลงการณ์ระบุว่า เริ่มพบเชื้อไวรัสโคโรนา จากพื้นที่มณฑลกวางตุ้งของประเทศจีน ก่อนกระจายไปยังหลายประเทศ มีผู้เสียชีวิตจากโรคซาร์ส 774 คน จากจำนวนผู้ป่วยจำนวนกว่า 8 พันคน

นักวิทยาศาสตร์และนักไวรัสวิทยาตั้งสมมติฐานกันว่าไวรัสชนิดใหม่ๆ ที่สามารถพบได้ตลอดเวลา มักจะมาจากสปีชีส์ตัวใดตัวหนึ่งที่เข้าสู่มนุษย์ นำมาสู่ข้อสรุปที่ว่าเชื้อไวรัสโคโรนามีแหล่งที่มาจากสัตว์

นั่นเป็นเหตุให้ในช่วงปลายปี 2546 ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการศึกษาสัตว์ป่าที่ขายเป็นอาหารในตลาดท้องถิ่น มณฑลกวางตุ้ง และค้นพบว่า เชื้อโคโรนา ไวรัสของโรคซาร์สพบในอีเห็น ตอนนั้นก็สรุปกันในเบื้องต้นว่าไวรัสโรคซาร์สข้ามสายพันธุ์จากอีเห็นข้างลาย มาสู่มนุษย์ ทำให้อีเห็นข้างลายมากกว่า 1 หมื่นตัวต้องถูกฆ่าทิ้งในมณฑลกวางตุ้ง ต่อมาภายหลังมีรายงานเพิ่มเติมอีกว่าพบไวรัสดังกล่าวในจิ้งจอกแร็กคูน  หมาหริ่ง และแมวบ้าน

ต่อมาในปี 2548 มีงานวิจัยออกมาแย้งว่าอีเห็นและจิ้งจอกแร็กคูน ไม่ใช่ต้นเหตุของซาร์สแต่ไวรัสที่คล้ายซาร์สจำนวนหนึ่งถูกพบในค้างคาวในประเทศจีน!

หลังจากมีผลการศึกษาใหม่ออกมาทำให้นำมาสู่ข้อสรุปใหม่ว่าค้างคาวต่างหากที่เป็นตัวแพร่เชื้อไวรัสซาร์สมาสู่มนุษย์  มีรายงานออกมาว่าที่เป็นอย่างนั้นเพราะชาวจีนนำมูลค้างคาวมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องยาแผนโบราณ และยังมีชาวจีนบางกลุ่มที่นิยมรับประทานเนื้อค้างคาวในฐานะอาหารเปิบพิสดาร หลายคนยังเชื่อว่าการกินเนื้อค้างคาวช่วยรักษาโรคหืด โรคไตและอาการเจ็บป่วยทั่วไป

ผู้คนยังจำได้ดีถึงความรุนแรงของซาร์สและความน่ากลัวของมัน แต่หลังจากโรคซาร์สถูกควบคุมไปแล้ว โลกของเราก็ยังไม่เคยปลอดภัยจากไวรัส 

โลกยังต้องเจอกับโรคระบาดที่ทำให้ผู้คนขวัญผวาได้อีก ปี 2555 เกิดโรคระบาดที่เรียกว่าโรคเมอร์ส  ซึ่งได้คร่าชีวิตผู้คนไป 858 คน จากผู้ติดเชื้อเกือบ 3 พัน คน ตอนนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสและระบาดวิทยา ต่างออกมาอธิบายสาเหตุการระบาดว่าเป็นไวรัสที่มาจากอูฐแพร่เข้าสู่มนุษย์

แม้ว่าทั้งโรคซาร์สและเมอร์สถูกควบคุมได้แล้ว แต่ก็ยังมีคำถามคือ เราเกือบจะลืมไปแล้วว่า  จริงๆ แล้วเราพบต้นเหตุของไวรัสซาร์สที่แท้จริงหรือยัง?  เพราะหลังจากนั้น ก็ยังมีงานวิจัยเสนอว่าเป็นเชื้อไวรัสที่มาจากชะมด

สรุปว่าครั้งนั้น มีผู้ต้องหา ได้แก่  อีเห็น  จิ้งจอกแร็กคูน  หมาหริ่ง แมวบ้าน  ค้างคาว และชะมด

​ข่าวการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาตัวใหม่ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ในปี 2562 มีผลวิจัยล่าสุดของนักวิจัยจีนชี้ว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากเมืองอู่ฮั่น อาจมีต้นตอมาจากค้างคาวเช่นเดียวกับโรคซาร์ส

แม้ว่ามันอาจจะอันตรายน้อยกว่าโรคซาร์ส แต่ยังมีโอกาสแพร่ระบาดสูง เว็บไซต์เซาท์ ไชนา มอร์นิง โพสต์ของฮ่องกง รายงานว่า ผลการวิจัยที่ทำโดยคณะนักวิจัยร่วมจากหลายหน่วยงานของจีน พบว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อยู่ในตระกูลเดียวกับโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือ “ซาร์ส” คือ HKU9-1 เป็นไวรัสที่พบได้ใน "ค้างคาวชนิดกินผลไม้"

จากการสอบสวนโรคเบื้องต้นในประเทศจีน พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ทำงานในตลาด หรือมีประวัติเดินทางไปที่ตลาดค้าส่งอาหารทะเลแห่งหนึ่งกลางเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นตลาดที่มีการค้าสัตว์หลายชนิด เช่น นกไก่ฟ้า งู เครื่องในกระต่าย และสัตว์ป่าอื่นๆ

ตอนแรกสุดที่เพิ่งพบไวรัสโคโรนาตัวใหม่ มีรายงานว่าโรคนี้ยังไม่พบที่มาและมันได้ชื่อเบื้องต้นว่าโคโรนาไวรัสอู่ฮั่น (Wuhan coronavirus) และมันสามารถติดต่อจากคนสู่คน หลังจากนั้นมีรายงานว่าต้นเหตุมาจากค้างคาวกินผลไม้ ซึ่งข้อสรุปเหมือนโรคซาร์ส 

แต่ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Medical Virology เผยแพร่วันที่ 20 มกราคม 2563 โดยทีมนักวิจัยประกอบด้วย Wei Ji, Wei Wang, XiaofangZhao, Junjie Zai, Xingguang Li  ค้นพบว่า อันที่จริงแล้ว งู อาจเป็นต้นกำเนิดตัวจริงเสียงจริงของไวรัสตระกูลโคโรนาในประเทศจีน 

ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์รหัสโปรตีนจากโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เปรียบเทียบกับโคโรนาไวรัสที่พบในสัตว์ต่างๆ เช่น นก  งู  เม่น  ค้างคาว แมมมอธ และมนุษย์  พวกเขากลับค้นพบว่ารหัสโปรตีนในโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้นใกล้เคียงกับของงูมากที่สุด

​สอดคล้องกับการที่งูมักเป็นนักล่าค้างคาวตัวฉกาจในป่าของจีน มีรายงานระบุว่างูถูกนำมาขายในตลาดอาหารทะเลในเมืองอูฮั่น จึงทำให้ข้อสนับสนุนนี้มีน้ำหนัก งู นี่แหละ เป็นตัวการที่น่าสงสัยที่สุดที่แพร่เชื้อไวรัสนี้มาสู่คน

แต่ก็ยังมีปริศนาว่าวิธีการที่ไวรัสปรับตัวให้เข้ากับสัตว์เลือดเย็นเป็นอย่างไร ทีมวิจัยเสนอว่าการตรวจสอบที่มาของไวรัสในห้องปฏิบัติการ เพื่อค้นหาลำดับการเดินทางของโคโรนาสายพันธุ์ใหม่  ทำให้  “งู” กลายเป็นผู้ต้องสงสัยแรกสุดที่จะต้องถูกพิจารณาสอบสวนก่อนในเคสนี้

แล้วถามว่าทำไมต้องเป็นจีน  ที่สำคัญคือมักเกิดในช่วงฤดูหนาวของจีนด้วย

เมื่อครั้งไวรัสซาร์ส นั่นก็หนหนึ่งแล้ว มาถึงเชื้อไวรัสโคโรนาตัวใหม่นี้ก็มาจากแถบจีนอีก ซ้ำยังเกิดในช่วงฤดูหนาวเหมือนๆ กันอีกด้วย  ตามความเชื่อของคนจีน เชื่อว่าเมื่อเข้าฤดูหนาว เป็นช่วงเวลาในการกินอาหารสัตว์ป่าเพื่อบำรุง อาหารสัตว์ป่าแปลกๆ ถือว่าเป็นอาหารบำรุงในหน้าหนาว (Tonic Food for the Cold Seasons)

ว่ากันว่าขอให้เป็นสัตว์หันหลังให้ฟ้า ไม่ว่าจะเป็นงู เต่า กบ นก ... ก็กินได้ทั้งนั้นแหละ แม้เคยผ่านช่วงเวลาที่ซาร์สระบาดมาแล้ว ดูเหมือนว่าก็ยังไม่ได้รับบทเรียนอันสาสมนั้น ในท้องตลาดก็ยังมีอาหารสัตว์ป่าวางขายอยู่เกลื่อนกลาด อย่างที่ตลาดสัตว์ป่าที่เมืองอู่ฮั่นตามที่เป็นข่าวดังและน่าหวาดผวาอยู่ 

ทำไม เขาจึงคิดว่า  “เพราะหนาวนี้ ต้องบำรุงกำลัง”

แต่ไหนแต่ไรมา คนจีนใช้สัตว์ป่าเป็นส่วนผสมของอาหารและตัวยา  ถ้าดูหลักฐานทางประวัติศาสตร์จะพบว่า ในสมัยราชวงศ์ชิง (พ.ศ. 2187 - 2455) รัชกาลจักรพรรดิคังซี (พ.ศ.2204-2265) เวลาตั้งโต๊ะเครื่องเสวย มักจะมีเมนูอุ้งมือหมี ลูกอ่อนชีตาร์ จมูกช้าง หางแรด สมองลิงหรือแม้แต่ลิ้นชิมแปนซี ไปจนถึงดีงู  ถือว่าเป็นวัฒนธรรมการกินอาหารสัตว์ป่าที่สูงที่สุดแล้วในสมัยนั้น 

ตามความเชื่อโบราณ ว่ากันว่าสัตว์ป่านั้นเป็นอาหารบำรุงที่ดี หากบริโภคในฤดูหนาวสามารถช่วยให้ร่างกายอุ่นอยู่เสมอ

ความหมายของคำว่า “อาหารสัตว์ป่า” นั้นกว้างขวางและเลือนราง ตามความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจ “อาหารสัตว์ป่า” หมายถึงอาหารนอกเหนือจากสัตว์มีปีกและสัตว์สี่เท้าที่กินกันอยู่ประจำ สัตว์เหล่านั้นสามารถนำมาปรุงเป็นอาหาร หรือเป็นตัวยา มีรายงานว่าการกินสัตว์ป่าเริ่มคึกคักและเป็นที่นิยมสูงสุดตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง

(อาหารป่า จีน)

อาหารสัตว์ป่าเป็นยาโด๊ป

สมัยนี้  “อาหารสัตว์ป่า” ไม่จำเป็นต้องจับมาจากป่าเท่านั้น เพราะว่าในประเทศจีน มีพ่อค้าเลี้ยงงู เต่า หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ เพื่อนำไปวางขายในตลาด  อย่างเช่น มีรายงานว่าในแถบเซิ่นเจิ้นและกวางโจวเป็นพื้นที่ที่มีอาหารสัตว์ป่าวางขายที่รู้จักกันดี อาหารสัตว์ป่าที่วางขายก็มีมากมายให้เลือกสรร เช่น งู เต่าน้ำจืด นกน้ำ หนูนา แม้แต่นกยูง และนกกระจอกเทศก็มี

เมื่อถึงฤดูหนาว อาหารสัตว์ป่าที่พบกันบ่อยที่สุด จะเป็นแต่จำพวกงู  มีร้านค้าที่ขายซุปงู งูแช่เหล้า หรือแม้แต่น้ำดีงู งูที่นิยมนำมากินกัน มีงูทางมะพร้าวถ้ำ, งูสิง และ งูเห่า บางคนเชื่อว่างูเป็นยาโด๊ปชั้นเลิศ มีสรรพคุณทำให้ปึ๋งปั๋ง

สอดคล้องกับงานวิจัยของ Kadoorie Farm and Botanic Garden ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงเวลาที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและงู มียอดขายสูงสุด ขณะที่ในช่วงฤดูร้อน พบว่าสัตว์จำพวกนกจะขายได้มากที่สุด โดยเฉพาะนกกระยางและลูกนกแขวก เป็นต้น

ที่ผ่านมา มีการออกมาเตือนว่า สัตว์ป่าที่นำมาปรุงรสให้โอชะ อาจจะมีโอกาสติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อมภายนอกอยู่ก่อนแล้ว กอปรกับร่างกายมนุษย์ไม่ได้มีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคจากร่างกายของสัตว์บางชนิด ตลอดจนมีการออกกฎหมายสัตว์ป่าต่างๆ นานา  แต่ถึงอย่างนั้น  ผู้ที่ชื่นชอบอาหารสัตว์ป่าก็ดูเหมือนจะลืมเลือนอันตรายของการบริโภคอาหารสัตว์ป่าไปแล้ว

อย่างที่เคยมีข่าวว่า ในช่วงที่หนูนาระบาดที่ต้งถิงหูมีชาวนาหลายคนจับหนูนาเหล่านี้ไปขายให้กับร้านอาหาร เพื่อปรุงเป็นอาหาร หนูสามารถแพร่เชื้อกาฬโรค และโรคติดต่ออื่นๆ เช่นโรคไข้เลือดออกและโรคเลปโตสไปโรซิส

และยังมีข่าวมาอีกว่า บางที่ถึงขนาดใช้หนูที่ตายด้วยยาฆ่าหนู มาปรุงอาหารขาย

ยิ่งทำให้ตระหนักว่า การกินอาหารสัตว์ป่า ไม่เพียงแต่ไม่มีประโยชน์ แต่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายอีกด้วย

เหมือนประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และมาจากจีน (อีกแล้ว)

ไวรัสซาร์สระบาดทั่วโลก และพอจะรู้กันว่าต้นสายเชื้อโรคมาจากเชื้อโคโรนาไวรัส มนุษย์ใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะค้นหาได้ว่าตัวการไวรัสมาจากไหนแน่

ปี 2560 ทีมนักวิจัยของสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นนำโดย Ben Hu ตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสาร Plos Pathogens รายงานว่า หลังจากค้นหาทั่วประเทศจีนมานานหลายปี ได้ค้นพบว่า ค้างคาวมงกุฎคือสาเหตุของโคโรนาไวรัส 

ปี 2563  ทีมวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งนำโดย Wei Jiตีพิมพ์ผลการศึกษาใน Journal of Medical Virology เสนอว่าอาจจะมาจากงู

มนุษย์ค้นพบต้นเหตุที่แท้จริงหรือยัง?

ถามว่ากลัวโคโรนาไวรัสมั้ย? ก็กลัวสิ...เพราะมีรายงานว่า ตลาดอาหารสัตว์ป่าซึมเซาลงไปหลังจากมีการระบาดของโรคซาร์ส แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี.. กลับกลายเป็นต้นเหตุของการระบาดครั้งใหม่ของโรคร้ายแรงที่คล้ายคลึงกัน

 

เรื่อง : วทัญญู  ฟักทอง

 

ข้อมูลประกอบการเขียนจาก :

onlinelibrary.wiley.com

scmp.com

japantimes.co.jp

kfbg.org

cdc.gov

journals.plos.org

bangkokbiznews.com

 

สาเหตุของโคโรนาไวรัส อาจมาจากสัตว์ป่าแปลกๆ ที่มนุษน์มักนิยมกินเป็นอาหารเพื่อบำรุงกำลังตามความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ ซึ่งมันนำมาโรคระบาดในฐานะของไวรัสมาติดสู่คน และจนกระทั่งตอนนี้ เราอาจยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุการติดไวรัสได้อย่าง 100% เลยเสียด้วยซ้ำ

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์