ตุรกีบอกว่า กำลังสู้รบกับผู้ก่อการร้ายชาวเคิร์ด แต่ที่จริงแล้ว...
  • Explicit
  • Oct 16, 2019

แม้กลุ่มไอเอส (IS) ในซีเรียจะเสียฐานที่มั่นสำคัญๆ ไปแล้ว แต่ผู้คนยังได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองที่กินเวลากว่า 8 ปี สงครามกลางเมืองในซีเรียที่ลุกลามบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ มีทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย ตุรกี และประเทศในตะวันออกลาง ยังไม่เคยจางหายไป

ที่ผ่านมากองกำลังของตุรกีและสหรัฐฯ ประจำการอยู่ทางภาคเหนือของซีเรีย มีรายงานว่าสหรัฐฯ สนับสนุนกลุ่มเคิร์ดที่เป็นกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ขณะที่กองกำลังตุรกีต่อต้านกลุ่มเคิร์ด เพราะมองว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย รัฐบาลตุรกีต้องการให้ทั้งตรุกีและสหรัฐฯถอนกำลังออกไป  เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdogan) ประธานาธิบดีตุรกีต้องการเจรจากับสหรัฐฯ เกี่ยวกับการถอนอาวุธในซีเรีย และการกำหนด เขตปลอดภัย (Safe Zone) ตามแนวชายแดนตุรกี ที่สหรัฐและตุรกีจะตกลงร่วมกันและจะกลายเป็นที่อยู่ของผู้ลี้ภัยได้ถึงราว 2 ล้านคน ซึ่งสหรัฐฯ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ได้จริงจังกับการถอนอาวุธและสร้างเขตปลอดภัยเท่าที่ควร  

“ถ้าเราไม่สามารถตกลงกับสหรัฐฯได้ เราจะจัดการกับกลุ่มก่อการร้ายด้วยตัวเอง”

ประธานาธิบดีตุรกีกล่าวในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ถึงกระนั้น เขาก็กลับมามือเปล่า…

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2019 เวลา 23.00 น (ตามเวลาท้องถิ่น) ฝ่ายทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ว่า “ตุรกีกำลังจะเดินหน้าเข้าไปปฏิบัติการ (ทางทหาร) ในพื้นที่ทางเหนือของซีเรีย ซึ่งมีการเตรียมแผนไว้นานแล้ว  กองทัพสหรัฐฯ จะไม่เข้าไปสนับสนุนหรือไปเกี่ยวข้องใดๆ กับปฏิบัติการครั้งนี้ กองทัพสหรัฐฯ ได้พิชิตดินแดนคาลีฟะห์ของไอซิส (ISIS) เรียบร้อยแล้ว และจะไม่อยู่ในพื้นที่นี้อีกต่อไป”  และยังระบุด้วยว่า ตุรกีจะต้องรับผิดชอบสมาชิกนักรบรัฐอิสลาม (IS หรือ ISIS) ที่ถูกกลุ่มกองกำลังชาวเคิร์ดจับไว้ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจำนวนมากกว่า 12,000 คน โดยในจำนวนนี้ 4,000 คนเป็นนักรบต่างชาติ 

ต่อมาประธานาธิบดีทรัมป์ทวีตข้อความต่อว่า “สหรัฐฯ ได้ถลำลึกต่อสู้ในสมรภูมินี้อย่างไม่รู้จุดสิ้นสุด… และตอนนี้ตุรกี ยุโรป ซีเรีย อิหร่าน อิรัก รัสเซีย และเคิร์ด ต้องไปหาทางออกกันเอง” การถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากพื้นที่ทางเหนือของซีเรียสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มเคิร์ดที่ร่วมมือกับสหรัฐฯ ต่อสู้

สื่อต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐฯ ทยอยถอนทหารออกจาก 2 จุดแรกที่ประจำอยู่ในเขต Tel Abyad และ Eissa ต่อมาตั้งแต่วันอังคารที่ 8 ตุลาคม ตุรกีก็เริ่มปฏิบัติการทางอากาศโจมตีเป้าหมายกลุ่มกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (Syrian Democratic Forces – SDF ชื่อเดิม YPG หรือ Partiya Yekitiya Demokrat) ในหลายพื้นที่บริเวณแนวชายแดนซีเรีย รวมทั้งการเคลื่อนกำลังภาคพื้นดินเข้ามาถล่มพื้นที่เป้าหมายที่เชื่อว่าเป็นฐานของกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ชี้แจงว่า “การประกาศถอนกำลังที่ออกมาในวันอาทิตย์ ไม่ใช่การถอนทหารทั้งหมดออกจากซีเรีย แต่เป็นการเคลื่อนย้ายกำลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษเพียง 50-100 นายไปยังพื้นที่อื่นในซีเรีย หรือย้ายออกจากพื้นที่ที่ตุรกีเตรียมปฏิบัติการเพื่อปกป้องทหารสหรัฐฯ และกันออกจากการต่อสู้”

อย่างที่ทราบกันว่า ทั้งสหรัฐและตุรกีต่างให้การสนับสนุนกองกำลังกลุ่มต่างๆ แบบต่างฝ่ายต่างทำ เมื่อเป็นเช่นนี้ปัญหาต่างๆ จึงไม่ได้รับการคลี่คลายและยิ่งเติมเชื้อไฟให้ลุกโชนมากขึ้นเพราะตุรกีมองนโยบายการทูตของสหรัฐฯว่าเป็นเพียงการยื้อเวลา และเลี่ยงประเด็นไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องของตุรกี

แม้ในทางปฏิบัติสหรัฐฯ จะแสดงความพยายามและมุ่งมั่นให้ตุรกีหันมาปรับความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดในซีเรีย ซึ่งในประเด็นนี้ตุรกีมองว่าเป็นสิ่งที่ยากจะรับได้เพราะหนามยอกของตุรกี คือ ขบวนการพรรคแรงงานชาวเคิร์ด (the Kurdistan Workers’ Party or PKK (Kurdish: Partiya Karkerên Kurdistan) ที่เรียกร้องการเป็นรัฐปกครองตนเองมาช้านาน หากปล่อยให้กองกำลังชาวเคิร์ดในซีเรียร่วมมือและสนับสนุนชาวเคิร์ดในตุรกี นั่นย่อมส่งผลกระทบด้านความมั่นคง แบบยากที่จะรับมือได้  ตุรกีมองว่ากลุ่มชาวเคิร์ดเป็นกลุ่มก่อการร้ายและต้องการผลักดันชาวเคิร์ดให้ออกห่างจากเขตปลอดภัยซึ่งอยู่ลึกเข้าไป 32 กม.ในซีเรีย 

ของแสลงสำหรับตุรกี 

หลังต้อนรับปี 2017 ได้เพียง 1 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 2 มกราคม มีรายงานข่าวเหตุกราดยิงไนต์คลับในนครอิสตันบูลของตุรกี สร้างความตื่นตระหนกกันไปทั่วโลก พร้อมกับการตั้งคำถามว่า

“ทำไมตุรกีเผชิญเหตุโจมตีบ่อยเหลือเกิน? เพราะอะไร?” 

ลองจินตนาการดูว่า คุณไปชมการแข่งขันฟุตบอลหรือแค่ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะในคืนวันเสาร์ แล้วอยู่ดีๆ ชีวิตคุณต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล อันเนื่องจากเกิดเหตุโจมตีขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ากอปรกับความระส่ำระสายของการเมืองภายใน 

นั่นก็เป็นเพราะว่า ตุรกีมีพรมแดนกว่า 500 ไมล์ติดกับซีเรีย ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะเป็นพรมแดนที่ปลอดภัยเสียเท่าไหร่ เหมือนมีกลุ่มก่อการร้ายไอเอสปฏิบัติการอยู่ข้างบ้าน และเมื่อปี 2014 กลุ่มไอเอสได้เปิดฉากโจมตีในตุรกี เป็นครั้งแรก เหตุโจมตีเกิดขึ้นหลังมีการกล่าวอ้างว่า ตุรกีเปิดพรมแดนติดกับซีเรีย เพื่อส่งกำลังทหารเข้าไปช่วยกลุ่มต่อต้านโค่นล้มรัฐบาลซีเรีย กลับกลายเป็นการเปิดช่องทางให้กลุ่มไอเอสเข้าไปในซีเรียมากขึ้น เส้นทางเหล่านี้เอง เปิดโอกาสให้กลุ่มไอเอสเข้ามาก่อเหตุในตุรกี ซึ่งกลุ่มไอเอสก่อเหตุโจมตีสนามบินในนครอิสตันบูล สังหารผู้คนไป 44 ราย 

ส่วนชาวเคิร์ดเป็นชนกลุ่มน้อยที่กระจัดกระจายอยู่ในซีเรีย อิหร่าน อิรัก และตุรกี ซึ่งสหรัฐฯ สนับสนุนกลุ่มชาวเคิร์ดบางส่วน เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลซีเรีย แต่รัฐบาลตุรกีมองชาวเคิร์ดเป็นผู้ก่อการร้าย แล้วใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ จู่โจมนักรบชาวเคิร์ดในซีเรีย ดังนั้น ชาวเคิร์ดในตุรกีจึงก่อเหตุโจมตีในตุรกีเพื่อล้างแค้นให้ชาวเคิร์ดในซีเรีย 

ยกตัวอย่าง เหตุโจมตีใกล้สนามฟุตบอล ซึ่งสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจไปหลายนาย กลุ่มที่แตกแยกออกมาจากกลุ่มกบฏ PKK อ้างว่าอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีครั้งนี้ ซึ่งกลุ่ม PKK คือ กลุ่มนอกกฎหมายในตุรกี 

สำหรับกลุ่ม TAK ที่แยกออกมาจาก PKK นั้น ก่อเหตุในตุรกีหลายสิบครั้งเมื่อปี 2016 เป้าหมายโจมตีส่วนใหญ่ จะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของตุรกี เช่น สถานีตำรวจ ค่ายทหาร แต่พวกเขายังโจมตีตลาดต่างๆด้วย ซึ่งการโจมตีในแต่ละครั้ง กลุ่มเหล่านี้จะอ้างเสมอว่า "ต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของชาวเคิร์ด"

ในสายตาของตุรกี พื้นที่ตรงนี้จึงเสี่ยงที่จะกลายเป็นแนวเขตของกลุ่มก่อการร้าย ที่สำคัญคือพื้นที่ในส่วนที่เคิร์ดยึดครองได้ในช่วงที่ผ่านมามันมีแหล่งทรัพยากรพลังงานด้วย  หากไม่ปลดปล่อยอาจถูกนำไปใช้สร้างรายได้จนทำให้เข้มแข็งขึ้นมาเหมือนที่ IS เคยมีรายได้จากการขายน้ำมันมาแล้ว 

มีรายงานข่าวว่าช่วงกลางปี 2014 บ่อน้ำมันที่ไอซิสยึดครองได้สามารถผลิตน้ำมันได้ถึงวันละ 30,000-40,000 บาร์เรล จากนั้นก็จะนำน้ำมันดิบไปขายให้กับคู่ค้า ซึ่งจะส่งน้ำมันดิบไปกลั่นตามโรงกลั่นที่ตั้งขึ้นในเขตพื้นที่ที่ไอซิสยึดครองอยู่  ต่อมา น้ำมันเบนซินและดีเซล จากโรงกลั่นจะส่งไปขายทั่วซีเรียและอิรัก ขณะเดียวกันก็มีการลักลอบส่งน้ำมันเถื่อนข้ามชายแดนไปขายในตุรกีเป็นส่วนใหญ่

ไอซิสได้กำไรจากการขายน้ำมันดิบที่หัวหลุมผลิตน้ำมัน และกำไรจากการขายให้กับซัพพลายเออร์ต่อๆ กันไป  น้ำมันดิบที่ซื้อจากหัวหลุมเจาะน้ำมัน จะตกราคา 20-25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น แต่ไปสิ้นสุดกระบวนการขายในตุรกี ในราคาต่ำกว่าราคาน้ำมันในตลาดโลก แพงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการขายน้ำมันดิบจากไอซิส

จนมีรายงานข่าวในช่วงปลายปี 2014 ว่ากระทรวงกลาโหมรัสเซีย นำหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมแฉว่าตุรกีแอบซื้อน้ำมันเถื่อนจากไอซิสมาโชว์ต่อเจ้าหน้าที่กองทัพและนักข่าว แต่ไม่นานหลังจากนั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ออกมาปกป้องประธานาธิบดีแอร์โดอันทันที โดยชี้ว่า ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่สนับสนุนข้อกล่าวหาดังกล่าวของทางการรัสเซีย 

  • ตุรกีบอกว่า กำลังสู้รบกับ 'ผู้ก่อการร้ายชาวเคิร์ด' แต่ในความเป็นจริงมีความซับซ้อนกว่านั้น

บทความใน วารสารอาร์มด์ฟอร์ซ  (Armed Forces Journal) รายงานว่า พันตรี ร็อบ เทย์เลอร์ (Major Rob Taylor) และผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ อีกจำนวนมากตั้งข้อสังเกตว่า สงครามเหนือพื้นที่ซีเรียนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นสงครามสายท่อส่งน้ำมันและก๊าซ เพื่อต้องการช่วงชิงการควบคุมเหนือซัพพลายด้านพลังงานซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และตุรกี ต่างเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องโค่นล้มอัสซาด ผู้นำซีเรีย  “เพื่อที่พวกเขาจะสามารถควบคุมซีเรีย และเอาสายท่อส่งของพวกเขาเองพาดผ่านซีเรียไปจนถึงตุรกี”

“ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ ตลอดจนอัลกออิดะห์และกลุ่มอื่นๆ ต่างกำลังวางแผนเดินเกมกลยุทธ์โค่นล้มอัสซาด และเข้าฉวยใช้ประโยชน์เมื่อกองกำลังชาวสุหนี่เป็นผู้พิชิตเข้ายึดครองกรุงดามัสกัสตามที่พวกเขาวาดหวังเอาไว้ จากการดำเนินการเช่นนี้ พวกเขาหวังว่าจะได้รับส่วนแบ่งในความมั่งคั่งจากสายท่อส่ง”

สายท่อส่งที่พูดถึงกันนี้ จะวางพาดข้ามจังหวัดอะเลปโป (Aleppo) ของซีเรีย โดยที่อะเลปโปนี่เอง คือสถานที่ซึ่งประธานาธิบดีแอร์โดอัน วิ่งเต้นล็อบบี้มาตลอดในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้ประกาศเป็นเขตห้ามบิน (no-fly zone) โดยมีแสนยานุภาพทางทหารของสหรัฐฯคอยหนุน

ตุรกียังกำลังพยายามสร้างความสัมพันธ์ด้านการทหารกับพวกผู้ผลิตพลังงานต่างๆ รวมทั้งกำลังสร้างฐานทัพทางทหารในต่างแดนเพื่อให้ตนเองสามารถเข้าถึง พื้นที่แนวระเบียงพลังงาน (energy corridors) แห่งสำคัญๆ เป็นต้นว่า กาตาร์ที่ร่ำรวยด้วยก๊าซธรรมชาติในอ่าวเปอร์เซีย โซมาเลียในบริเวณจะงอยแอฟริกา (Horn of Africa) จอร์เจียในแถบเทือกเขาคอเคซัส (Caucasus) และซูดานในทะเลแดง (Red Sea) นอกจากนั้น ตุรกียังมีกำลังทหารอยู่ในภาคเหนือของอิรักที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำมัน  ภาคเหนือของไซปรัสซึ่งนอกชายฝั่งออกไปมีแหล่งก๊าซธรรมชาติสำรอง  รวมทั้งกองกำลังในบริเวณติดชายแดนซีเรีย

เมื่อมองในเคสซีเรีย พบว่า ซีเรียเคยผลิตน้ำมันได้สูงสุดในช่วงทศวรรษ 1990  วันละประมาณ 600,000 บาร์เรล แต่ก็ค่อยๆ ลดลงถึงวันละ 400,000 บาร์เรลต่อวัน ในปี 2011 อยู่ในอันดับที่ 34 ของโลก หลังจากความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น การผลิตน้ำมันดิบของซีเรีย ก็ร่วงลงมาอยู่ที่วันละ 50,000 บาร์เรล และปริมาณส่งออกหดลงมาเกือบจะอยู่ที่ศูนย์ บ่อน้ำมันของซีเรียส่วนใหญ่อยู่ทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งในช่วงหลังตกอยู่ใต้อิทธิพลของฝ่ายต่อต้าน และรัฐบาลเข้าไปทำอะไรไม่ได้มากนัก ดูตามแผนที่จะเห็นว่า ซีเรีย ตั้งอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางกว้าง 21 ไมล์ ที่เป็นทางผ่านระหว่างอิหร่านกับคาบสมุทรอาระเบีย และนี่คือจุดผ่านของน้ำมันดิบไม่น้อยกว่า 17 ล้านบาร์เรลต่อวัน  ดูให้ใกล้ก็จะเห็นว่าคลองสุเอซและท่อน้ำมันซูเมด (Sumed) อยู่ใต้ไปจากซีเรียไม่มากนัก และนี่คือเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันวันละ 3.8 ล้านบาร์เรลเป็นอย่างน้อย

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 ของตุรกี  ไม่เพียงแต่ต้องการเป็น Energy Bridge แต่ต้องการพัฒนาไปสู่การเป็น Energy Hub ในภูมิภาคอย่างแท้จริง โดยใช้ความได้เปรียบทางภูมิยุทธศาสตร์ของตัวเอง

ตุรกีมีของ

ภูมิศาสตร์ตุรกีตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างประเทศที่มีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญมากเกือบ 3 ใน 4 ของโลก ทั้งในภูมิภาคคอเคซัส เอเชียกลางรอบทะเลสาบแคสเปียน ซึ่งเป็น land-locked energy producers (อาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน และเติร์กเมนิสถาน) และตะวันออกกลาง(อิรักและอิหร่าน) กับประเทศผู้บริโภคในยุโรป

ตุรกีมีท่อก๊าซ 7,571 ก.ม. ท่อน้ำมัน 3,636 ก.ม. โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ 6 แห่ง โดยส่งออกน้ำมันที่กลั่นแล้ว ไปยังประเทศ OECD และตะวันออกกลางมากถึง 2 ใน 3 ของน้ำมันกลั่นที่ผลิตได้ทั้งหมด

โดยพัฒนาเส้นทางขนส่งพลังงานทุกทิศทาง เพื่อเชื่อมโยงกับทุกภูมิภาคทั้งทางบกและทะเล โดยเน้นการส่งผ่านน้ำมันและก๊าซจากทะเลสาบ แคสเปียนและตะวันออกกลางไปยุโรปโดยผ่านตุรกี

ตุรกีเป็นประเทศที่มีภูมิยุทธศาสตร์เป็นเกาะป้องกันและต่อรองคือเป็นประเทศมีของ ประเทศนี้ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อหลายภูมิภาค มีทั้งยุโรปบอลข่าน คอเคซัส เอเชียกลาง และทะเลดำ อนุภูมิภาคตรงนี้เรียกว่า ยูเรเซีย มีตุรกีตั้งอยู่ตรงจุดศูนย์กลาง จะหาประเทศที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สมบูรณ์อย่างนี้ได้ยาก

ตุรกีบอกว่ากำลังสู้รบกับ 'ผู้ก่อการร้ายชาวเคิร์ด' โดยนัยนี้อีกนัยหนึ่งคือ ความต้องการปลดปล่อยแหล่งพลังงานจากการครอบครองของเคิร์ด เพราะหากชาวเคิร์ดในตะวันออกกลางมีความเข้มแข็งขึ้นมาเมื่อไหร่ อาจหันกลับมาท้าทายตุรกี เฉพาะในตุรกีเองนั้นมีจำนวนประชากรเคิร์ดถึง 18 ล้านคน ซึ่งมากกว่า อิหร่านที่มีจำนวนประชากรเคิร์ด 8 ล้านคน  ในอิรักมีประชากรเคิร์ด 5 ล้านคนและในซีเรียมีชาวเคิร์ดประมาณ 2 ล้านคน

ถึงวันนี้สิ่งที่ตุรกีทำคือรักษาอธิปไตยของตน จึงละเมิดอธิปไตยซีเรีย และเมื่อตุรกีได้ประโยชน์ดังหวังแล้ว ถึงวันนั้นซีเรียจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องน่าคิด...

การตัดสินใจปฏิบัติการรุกโจมตีกองกำลังเคิร์ดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรียของตุรกีในครั้งนี้ จนทรัมป์ต้องออกมาประกาศกร้าวว่า

"ผมเตรียมทำลายเศรษฐกิจของตุรกีอย่างฉับพลัน หากพวกผู้นำตุรกียังคงเดินไปในเส้นทางของการทำลายล้างและอันตราย"

พร้อมกับประกาศแผนจะเก็บภาษีศุลกากรเหล็ก รวมถึงระงับการเจรจาการค้ากับตุรกีมูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์ด้วย

อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตด้วยว่าที่ผ่านมาหลายประเทศแถบนั้นต้องง้อต้องพึ่งตุรกีเพราะอย่างที่บอกไปว่าตุรกีมีของ อย่างเช่น เมื่อปี 2015 มีรายงานข่าวตุรกียิงเครื่องบินรัสเซียตก จนเป็นเหตุให้รัสเซียสั่งคว่ำบาตรทางการค้ากับตุรกี แต่ในที่สุด ต่อมา รัสเซียยอมเลิกคว่ำบาตร เพราะรัสเซียต้องพึ่งพาอาหารจากตุรกีเยอะ ไหนจะพวกสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป  เครื่องจักรกลและชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กันในครัวเรือนของคนรัสเซียส่วนหนึ่งก็มาจากตุรกี  และไหนจะแรงงานชาวตุรกีที่ไปเป็น Guest Workers หรือ แรงงานแขก ผู้มาช่วยเยอรมนีทำงาน ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองจนมาถึงศตวรรษที่ 21 มีสถิติข้อมูลว่ามีชาวตุรกีในเยอรมนีมากกว่า 3 ล้านคน

ล่าสุด สตีเวน เทอร์เนอร์ มนูชิน (Steven Terner Mnuchin) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯตัดสินใจคว่ำบาตรกระทรวงกลาโหมและพลังงานของตุรกี รวมไปถึงรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม  มหาดไทย และพลังงาน โดยจะอายัดทรัพย์สินที่มีอยู่ในสหรัฐฯ และห้ามการทำธุรกรรมในระบบการเงินของสหรัฐฯ

แม้ว่ารัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศคว่ำบาตรกระทรวงและรัฐมนตรีด้านกลาโหมและพลังงานของตุรกี หวังบีบยุติปฏิบัติครั้งนี้  แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่มีวี่แววว่าตุรกีจะรามือ...
 

อ้างอิง

aljazeera.com

atimes.com

bbc.com

nytimes.com

Armed Forces Journal

ตุรกีบอกว่ากำลังสู้รบกับ 'ผู้ก่อการร้ายชาวเคิร์ด' โดยนัยนี้อีกนัยหนึ่งคือ ความต้องการปลดปล่อยแหล่งพลังงานจากการครอบครองของเคิร์ด เพราะหากชาวเคิร์ดในตะวันออกกลางมีความเข้มแข็งขึ้นมาเมื่อไหร่ อาจหันกลับมาท้าทายตุรกี

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?