คุกไทย มีไว้ขังใคร
คุกไทย มีไว้ขังใคร
คุกไทย มีไว้ขังใคร
คุกไทย มีไว้ขังใคร
  • Explicit
  • Jul 15, 2019

เรือนจำหรือคุกมักกลายเป็นภาพลบฝังหัวสังคมไทยไปแล้ว ไม่ว่าจะในภาพยนตร์ ละคร นวนิยาย ตลอดจนเรื่องเล่าต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนโลกออนไลน์ มักถูกจดจำในฐานะเขตแดนต้องห้าม ไม่เพียงแต่กักเก็บผู้กระทำผิด หากยังกลายเป็นโรงเรียนชั้นดีที่ “อัพเวล” ของเหล่า “เทพ” ทั้งหลาย

ขณะที่ตัวเลขคู่ขนานของปริมาณ ผู้ต้องขัง ในทะเบียนของกรมราชฑัณฑ์ก็พุ่งขึ้นแทบทุกปี ซึ่งเรื่องนี้ ดร.นัทธี จิตสว่าง ผู้เชี่ยวชาญด้านการยุติธรรม และอาชญาวิทยาเคยนำเสนอไว้ในบทความวิชาการเรื่อง มาตราการทางเลือกในการปฏิบัติต่อผู้กำระทำผิดเพื่อแก้ปัญหานักโทษล้นคุก ว่า จากสถิติผู้ต้องขังในเรือนจำในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นการเพิ่มขึ้นของผู้ต้องขังต่อเนื่องมาโดยตลอด จำนวนผู้ต้องขังเกินความจุปกติที่เรือนจำจะรองรับได้ในทุกปี

เทียบเคียงกับ สถิติผู้ต้องขังจากกรมราชฑัณฑ์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมาพบว่า มีผู้ต้องขังทั้งสิ้น 354,905 คน ขณะที่ 143 เรือนจำทั่วประเทศสามารถรองรับผู้ต้องขังได้เพียง 112,348 คน นั่นหมายความว่าวันนี้ คุกต้องแบกคนเกินจำนวนที่รับได้ไม่ต่ำกว่า 2 เท่า!

เรื่องนี้ แม้แต่ พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ก็ยอมรับ เพราะตามปกติเรือนจำทั่วประเทศรองรับนักโทษได้แค่ 150,000 คน และผู้คุม 1 คนสามารถดูแลนักโทษได้ 5 หรือคิดเป็น 1:5 แต่ปัจจุบันอัตราการดูแลผู้ต้องขังอยู่ที่ 1:35 หรือ 1:40 

อีกทั้งจากการจัดอันดับจำนวนผู้ต้องขัง จากการเก็บข้อมูลของ prisonstudies.org พบว่า ประเทศไทยมีผู้ต้องขังสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก อันดับ 3 ของเอเชีย (เป็นรองแค่ จีน กับ อินเดีย) และครองที่ 1 ของอาเซียนอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ

ใครที่อยู่หลังลูกกรง

ตัวเลขท็อปเท็นของโลกในเรื่องเรือนจำไม่พอกับปริมาณผู้ต้องขังนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีสักเท่าไหร่ เพราะมันยังสะท้อนถึงแนวโน้มอาชญากรรม รวมทั้งคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำของบ้านเราอีกด้วย

เรื่องนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงศ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ ชี้ให้เห็นว่า การที่ประเทศไทยมีจำนวนผู้ต้องขังอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งในแง่จำนวนทั้งหมด (อันดับ 6 ของโลก) และจำนวนผู้ต้องขังต่อจำนวนประชากร (อันดับ 9 ที่จำนวนผู้ต้องขัง 445 คนต่อประชากร 1 แสนคน โดยการศึกษาของ statista.com) อาจเกิดจากความไม่เอื้ออำนวยของระบบ เพราะมีกฎหมายที่มีโทษทางอาญาค่อนข้างเยอะ

แม้กระทั่งการไม่คาดเข็มขัดนิรภัยก็มีโทษสูงสุดคือ “จำคุก

หากลงรายละเอียดถึงจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ จะพบว่า เกือบร้อยละ 20.66 เป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี หรือระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา และจำนวนราวร้อยละ 70 ที่เป็นนักโทษเด็ดขาดนั้น กว่าครึ่งเป็นผู้ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี โดย 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

“สิ่งหนึ่งที่พบคือ เมื่อคนถูกจับในคดีอาญาแม้ว่าจะไม่ใช่คดีที่ใช้ความรุนแรง แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในเรือนจำราว 5-10 ปี เมื่อออกมาจะมีแนวโน้มที่จะเป็นอาชญากรที่ใช้ความรุนแรง และ 2 ใน 3 จะกระทำผิดซ้ำและถูกส่งกลับไปยังเรือนจำอีกภายใน 3 ปี บางคนถึงกับกล่าวว่า คุกเป็นโรงเรียนสอนอาชญากรสร้างเครือข่ายอาชญากรรม ไม่ว่าจะเข้าไปด้วยข้อหาอะไร มักจะออกมาด้วยความรู้ด้านอาชญากรรมมากขึ้นเสมอ” นั่นคือข้อเท็จจริงที่เขาค้นพบหลังจากคลุกคลีอยู่กับเรื่องนี้มาหลายปี

แน่นอนว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตัวผู้กระทำผิดที่เป็น “ผู้บรรลุนิติภาวะ” เท่านั้น เพราะแม้แต่เด็กและเยาวชนก็อยู่ในข่ายของการเพิ่มปริมาณสมาชิกในสถานกักกันให้ยิ่งมากขึ้นด้วย

“เมื่อประตูโรงเรียนปิด ประตูคุกก็เปิดออกค่ะ” ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ป้ามล หรือ ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ก็ยังยืนยันถึงความบกพร่องของระบบที่เอาแต่ผลักเด็กออกจากการศึกษาจนทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาพของ “ผู้แพ้” ซึ่งสถานการณ์ทำนองนี้เกิดติดต่อกันมาตลอดตั้งแต่มีการเริ่มพูดถึงการปฏิรูประบบการศึกษา

ผลก็คือ ทำให้เด็กไม่ต่ำกว่าแสนคนต่อปีต้องออกมาระหกระเหินข้างนอกรั้วโรงเรียนก่อนจะเริ่มก้าวสู่โลกสีเทาจุดเริ่มต้นของยุวอาชญากรในที่สุด

“ทุกคนก็อยากให้เป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกัน บทสนทนาที่นำมาถกเถียงกันก็คือ ใครจะเจ๋งกว่าใคร ไม่แปลก หลังจากออกโรงเรียนกลางคันสัก 2-3 เดือนการปล้นเล็กๆ ก็จะเกิดขึ้น แล้วมันก็จะยกระดับไปเรื่อยๆ จนเป็นการก่ออาชญากรรมที่รุนแรง” เธอบอก

ยิ่งกว่านั้น นี่คือภาพสะท้อนของเด็กและเยาวชนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมกว่า 3 หมื่นคนจากรายงานของ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)

เมื่อย้อนกลับไปดูภาพรวมของผู้คนที่อยู่ในสถานกักกัน หรือเรือนจำนั้น มันจึงเป็นทั้งความท้าทาย และเครื่องหมายคำถามสำหรับกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างยิ่งในการที่จะหาทาง “ปลดล็อก” ปัญหา “คนล้นคุก” ที่เรื้อรังมายาวนานโดยไม่หลุดจากกรอบ และหลักการของกระบวนการยุติธรรม

ระหว่างทางเข้าคุก

เมื่อทัศนคติทำนอง ...เคยเป็นโจรอย่างไรก็เป็นโจรอยู่วันยังค่ำ ได้กลายเสมือนกำแพงที่มองไม่เห็น และกลายเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขา ถูกผลักกลับเข้าคุกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง 

ยังไม่นับอาการ “เสพติดคุก” หรือ “หวาดกลัวอิสรภาพ” ซึ่งจากสถิติที่กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงยุติธรรมกางออกมาให้ดูนั้น พบว่า มีสัดส่วนผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว 3 ปีกว่าร้อยละ 35 กลับไปกระทำผิดซ้ำ เพื่อจะได้กลับเข้าไปอยู่ในคุกอีกครั้ง 

กระทั่ง การกักขังแทนค่าปรับ อันเป็นที่มาของกรณี “คนจนถูกขังแทนค่าปรับ” ที่ถึงแม้จะใช้ชื่อเรียกต่างจาก จำคุก แต่ในทางปฏิบัตินั้นก็แทบไม่ต่างกันเลย

หมายความว่า กระบวนการยุติธรรมไม่ช่วยอะไร

"ที่ผ่านมาไทยมีการใช้มาตรการที่ไม่ใช่การคุมขังถึง ร้อยละ 85 ในผู้กระทำผิด 100 คน" ตัวเลขที่ ศุภกิจ แย้มประชา รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม หยิบขึ้นมายกตัวอย่างถือเป็นรูปธรรมของการหลีกเลี่ยงการ “ต้องขัง” ในกระบวการยุติธรรมตลอดเวลาที่ผ่านมา

หากตีความในแง่ของการพิจารณาในชั้นศาลนั้น คำว่า คุมขัง กักขัง จำคุก หรือ ควบคุม มีลักษณะการใช้ในหลายกรณีโดยอันที่จริงนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ กระบวนการที่ไม่ต้องนำไปสู่การกักตัวได้มีการนำไปใช้ค่อนข้างครอบคลุมตั้งแต่ก่อนพิจารณาคดี และหลังกำหนดโทษ ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่ในดุลยพินิจของศาลทั้งสิ้น

ในแต่ละปีมีการพิจารณาเข้าสู่ชั้นศาลราว 5-6 แสนคดี โดยในจำนวนนี้มีไม่ต่ำกว่า 2 แสนคดีที่มีการยื่นขอประกันตัว ซึ่งกว่าร้อยละ 94 มักได้รับอนุญาตให้ประกันตัว โดยมีกรอบกว้างๆ คือ สำหรับผู้ที่ได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี มีการเปลี่ยนกฎหมายเดิมซึ่งผู้ที่ได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี จึงจะสามารถประกันตัวได้

แต่ที่สำคัญที่สุด คือ การลดโอกาสที่ความผิดพลาดชั่วไม่กี่นาทีจะเปลี่ยนชีวิตคนเหล่านั้นให้กลายเป็นอาชญากรที่ร้ายแรงขึ้น จากการเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้การกระทำผิดอื่นเพิ่มเติม การนำไปสู่วงจรอาชญากรที่สมบูรณ์ การสร้างบาดแผลในชีวิตจนต้องใช้ชีวิตในทางที่ผิดไปจนสุดทาง หรือถูกตราหน้าจนไร้หนทางที่จะประกอบอาชีพสุจริตเมื่อกลับออกมาสู่สังคม 

“ระบบยุติธรรมที่ดี คือ ลดอัตราการกระทำผิดให้สังคมอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข แต่วันเวลาผ่านไปเราอาจหลงลืมจุดมุ่งหมายนี้ และกลับไปมุ่งเน้นการลากตัวคนทำผิดมาลงโทษ โดยลืมมองไปว่าแทนที่จะหลาบจำกลับกลายเป็นสร้างคนผิดมากขึ้นหรือร้ายแรงขึ้น” ผู้อำนวยการ TIJคนเดิมย้ำ

“ตัวแทนภาคประชาชน” ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญอีกส่วนที่จะเข้ามาช่วย “ปลดล็อก” สถานการณ์ดังกล่าว 

อย่างที่ สหรัฐอเมริกาจะมีระบบลูกขุนที่เข้ามาช่วยในคดีร้ายแรง ยุโรปมีผู้พิพากษาสมทบ ญี่ปุ่นเริ่มมีการนำประชาชนเข้ามามีส่วนในระบบลูกขุนและผู้พิพากษาสมทบ สำหรับ ประเทศไทยนั้นได้เริ่มมีการนำผู้พิพากษาสมทบเข้ามาสู่ระบบ ทำให้มีความรู้และความเข้าใจเฉพาะด้านมากขึ้น อีกทั้งยังมีองค์กรช่วยเหลือประชาชนต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

คงไม่ผิดนัก หากจะบอกว่า การที่จะสร้างสังคมที่สงบสุข ไม่เพียงแต่ต้องปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องเท่านั้น แต่ทุกฝ่ายต้องเข้าไปมีส่วนร่วม เพื่อช่วยลดจำนวนผู้กระทำผิดซ้ำซ้อน และกระตุ้นให้ผู้ที่ก้าวพลาดสามารถกลับมาเป็นคนดีของสังคมได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเริ่มต้นปรับที่ทัศนคติส่วนตัว อย่าผลักให้คนผิดพลั้งก้าวไปติดอยู่ในมุมมืด ต้องให้กำลังใจ ให้โอกาสพวกเขาเหล่านั้นกลับมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคมต่อไปได้

ใจเขา ใจเรา

ถ้าจะบอกว่า ปัญหาของคนในคุกก็คือปัญหาของทุกคน คงไม่ผิดนัก เพราะวังวนการกระทำผิด ไปจนถึงกระบวนการสิ้นสูญอิสรภาพนั้นล้วนเชื่อมโยงกันกับทุกภาคส่วนของสังคม 

แม้จะมีมาตราการ “ผ่อนปรน” ในกระบวนการยุติธรรมเพื่อช่วยแก้ปัญหา กลับกัน การมองย้อนกลับไปถึงกลุ่มผู้กระทำผิดที่ถูกผลักเข้าสู่วังวนทัศนคติแบบตัดสินแทน กระทั่งการปักใจเชื่อจนกลายเป็นกุญแจบานใหญ่ ที่หากถามคนส่วนใหญ่เองก็ไม่ปฏิเสธถึงความรู้สึกที่ดูจะมีระยะสำหรับใครที่มีประวัติ “เคยต้องขัง” ต่อท้าย ก็เป็นอีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม และตั้งคำถามถึงด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลัง ประเด็นเรื่องของการ “สร้างโอกาส และส่งเสริมการกลับสู่สังคม” ถูกพูดถึง และเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในหลายพื้นที่

“เพียงแค่เรามีวิธีคิดที่มีความเป็นมนุษย์ขึ้นเท่านั้นเอง”

รศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์ นักวิชาการที่ทำงานเกี่ยวกับผู้ต้องขังหญิงมาตลอกหลายปีมองถึงหลักคิดพื้นฐานที่จะสร้างเรือนจำในนิยามใหม่ที่จำเป็นต่อการสร้างคุณค่าในตัวเองที่ถูกลบหายไปหลังจากที่พวกเธอต้องเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ไร้อิสรภาพใบนี้

หลักคิดเกี่ยวกับบทลงโทษนั้น การสูญเสียอิสรภาพสำหรับคนๆ หนึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่แล้ว เมื่อคนๆ นั้นถูกตัดสินว่ากระทำผิด สิ่งที่ต้องคิดต่อมาก็คือกระบวนการฟื้นฟูเพื่อให้พวกเขากลับไปเป็นบุคลากรส่วนหนึ่งของสังคมได้เหมือนเดิม ในขณะที่ปัจจัยที่เกิดขึ้นกับเหล่าผู้ต้องขังนั้นได้กลายเป็น “ตราประทับ” ที่ไม่มีวันถูกลบออกไปจากชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

ต้องไม่ลืมนะคะว่า นักโทษที่อยู่ในคุกส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว นั่นเท่ากับว่าเราเสียทรัพยากรบุคคลที่จะขับเคลื่อนประเทศไปตั้งเท่าไหร่” นักวิชาการด้านผู้ต้องขังคนเดิมย้ำ

เหมือนที่ใครบางคนเคยบอก

...แม้กระทั่งอาชญากรที่อายุน้อยที่สุดก็ไม่ได้คิดที่จะทำเพราะความตั้งใจ

 

เรื่อง: อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์, ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี

ภาพ: รชานนท์ อินทรักษา

การที่จะสร้างสังคมที่สงบสุข ไม่เพียงแต่ต้องปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องเท่านั้น แต่ทุกฝ่ายต้องเข้าไปมีส่วนร่วม

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?