อลเวงรถเมล์เมืองกรุง
  • Social
  • Oct 11, 2019

เช้าวันพฤหัสอันแสนสดใส ..สดใสจริงๆ ดูพยากรณ์อากาศอยู่ที่ 32 องศา สำหรับประเทศไทยก็คงไม่มากไม่มายพอให้ร้อนอกร้อนใจกันอยู่นิดๆ แน่นอนว่าวันธรรมดาแบบนี้ใครๆ ก็ต้องออกไปทำงานกันแต่เช้า รวมถึงพนักงานออฟฟิศสาวคนหนึ่งที่หอบหิ้วกระเป๋าสัมภาระ (ที่ข้างในเป็นแล็ปท็อปตัวใหญ่ หนักจนแทบจะไหล่หลุด) รอขึ้นรถเมล์สาธารณะมุ่งหน้าไปที่ทำงานด้วยเช่นกัน

หล่อนยืนอยู่หน้าจุดจอดรถประจำทาง ที่โดยปกติมักจะมี ‘รถเมล์เจ้าถิ่น’ จอดแช่หน้าป้ายคล้ายคลึงกับการยืนบังหน้าแผงขายของในตลาด รถเมล์คันที่ไม่ใช่เจ้าถิ่นก็หาที่จอดรับส่งผู้โดยสารไป ไม่ใช่เรื่องอะไรที่เจ้าถิ่นจะต้องหลบให้ และมันก็พอเหมาะพอเจาะดีที่รถเมล์คนที่เจ้าหล่อนยืนรอ ไม่ใช่รถเมล์สายเจ้าถิ่น ที่จอดรอจอดแช่อยู่เสียนานสองนาน 

ถ้าพอจะนึกภาพออกแล้ว ก็คงจะสรุปได้ว่า การที่รถเมล์คันอื่นๆ จะมาจอดที่ป้ายขณะที่เจ้าถิ่นจอดอยู่ คงจะไม่ใช่การจอดที่สะดวกและปลอดภัยสักเท่าไหร่

และแล้วรถเมล์คันที่กำลังรออยู่ก็มาถึง เป็นรถเมล์ติดแอร์เย็นฉ่ำที่ครึ่งชั่วโมงจะโผล่มาให้เห็นกันสักหน แต่การมาถึงครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงคันเดียว เพราะรถเมล์ ‘ร้อน’ ที่ไปทางเดียวกันก็ดันนำหน้ามาถึงจุดจอดก่อนด้วยพอดิบพอดี

กลายเป็นว่าจุดจอดรถประจำทางที่หล่อนยืนอยู่ มีรถเมล์รายล้อมอยู่มากมายถึง 3 คัน หล่อนตั้งใจเลือกคันสุดท้าย แต่ไม่ว่าจะด้วยอะไร รถแอร์คันสุดท้ายตัดสินใจขับเลย.. ผ่านไป.. ไม่จอดที่ป้ายนี้มันเสียเลย..

สาบานได้ว่าหล่อนพยายามอย่างถึงที่สุดแล้วที่จะยกมือโบกให้รถจอด แต่แล้วยังไง การบึ่งเข้าเลนขวาผ่านไปแบบนั้นก็แปลว่าหมดหวังอยู่แล้ว ความเสียดายเกิดขึ้นชั่ววินาทีก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นการตัดสินใจแก้ปัญหา อย่าลืมว่ารถเมล์ร้อนอีกคันที่มาก่อนก็ยังจอดอยู่ หล่อนรีบวิ่งกลับมาเพราะกลัวรถจะบึ่งหนีไปอีก

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รถเมล์ร้อนคันนี้ปิดประตูใส่ แถมจอดแช่อยู่ตรงนั้นเหมือนจะกวนประสาท

ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ายืนงงและสับสน ได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่ามนุษย์ออฟฟิศตัวเล็กๆ (ถ้าเทียบกับรถเมล์) คนหนึ่งจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้จริงๆ ใช่ไหม และยังไม่ทันที่เธอจะได้ตัดสินใจทำอะไร ผู้โดยสารที่อยู่บนรถก็สังเกตเห็นและกดออดเพื่อบอกคนขับว่า มีคนกำลังจะขึ้น แต่ขึ้นไม่ได้

สุดท้ายรถเมล์ก็ยอมเปิดประตูให้ หล่อนก้าวขึ้นมาจองที่นั่ง เริ่มคิดในใจว่าอาจคิดมากไปเองที่มองว่าเขาปิดประตูใส่หน้าเพราะกวนประสาท แต่ก็ดันมีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นยืนยันความคิดแรกของหล่อนจนได้

“ก็คิดว่าจะขึ้นรถแอร์”

เสียงกระแทกแดกดันดังออกมาจากปากคนขับที่สายตามองไปบนถนนแต่ปากพูดกับคนเพิ่งขึ้นมาอย่างหล่อน หล่อนอยากลงเสียเดี๋ยวนั้นถ้าไม่ติดว่ากำลังจะไปทำงานสาย แต่เมื่อจ่ายค่ารถเสร็จสรรพ ทั้งหมดก็กลับเข้ามาอยู่ในความสงบ เสมอเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หล่อนถึงได้โล่งใจ

จวบจนกระทั่งความซวยก๊อกสุดท้ายเดินทางมาถึง เมื่อรถเมล์กำลังจะผ่านป้ายรถเมล์หน้าบริษัท หล่อนเตรียมตัวจะลง นิ้วจิ้มลงไปบนปุ่มออด และ.. รถไม่หยุด 

หันไปมองคนขับรถเมล์ พบใบหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวที่ทำให้หล่อนจำต้องกดออดขอลงอีกรอบ และก่อนที่รถเมล์จะเลยผ่านหน้าบริษัทหล่อนไป เขาก็ทำท่าเหมือน ‘ได้ จอดให้ก็ได้ แต่ข้าจะจอดมันกลางถนน เอ็งหาทางลงเองก็แล้วกัน’ และจอดมันเสียดื้อๆ ที่ ‘เลนกลาง’ บนถนนหกเลน

สุดท้ายก็ต้องก้าวเท้าลงบนถนนนั้นและจำต้องรีบวิ่งเพราะกลัวรถสอยเอา หล่อนถึงที่หมายอย่างปลอดภัยทั้งที่ในใจร้อนรุ่ม เอาแต่คิดเรื่องนี้ในใจตลอดทั้งเช้า ว่าควรจะเป็นความผิดของใครกันแน่ ระหว่างรถเมล์ร้อนที่ด่าเจ้าหล่อน รถเมล์แอร์ที่ขับหนี หรือรถเมล์เจ้าถิ่นที่จอดขวางทำให้รถเมล์มาใหม่จอดพร้อมกันทั้งสองคันหน้าป้ายไม่ได้

ไม่ใช่นานทีปีหนหรอกที่เราจะได้เจอปัญหารถโดยสารสาธารณะแบบนี้ เพราะนี่เป็นแค่หนึ่งในล้านของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนท้องถนน ในขณะที่ผู้โดยสารตาดำๆ สักคนจะต้องเจอได้บ่อยๆ เมื่อใช้ระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ (หรือปริมณฑลก็ตามแต่) ที่จริงมันอาจเป็นความอึดอัดคับแค้นใจที่มีมาแต่ไหนแต่ไร เพราะจากสถิติการร้องเรียนระบบรถขนส่งสาธารณะ พบว่ามีการร้องเรียนอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนเกินครึ่งหมื่นทุกปี

บอกตรงๆ ว่าไม่ได้มโนไปเองแต่อย่างใด เพราะพลิกล่าหาสถิติมายันก็ได้ว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาน่ะ เหล่ารถเมล์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รถขสมก. รถร่วม หรือแม้แต่ รถปอ. ได้รับการร้องเรียนผ่านสายด่วน 1578 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนกว่า 6,000 - 8,000 เคส 

เอาล่ะ! เราไม่ใช่ผู้ประสบเหตุนี้เพียงคนเดียวเป็นแน่

ถ้าอย่างนั้นก็คงจะต้องขยายให้เห็นถึง Top 3 ของคำร้องเรียนที่คนแจ้ง (ฉันจะแจ้ง) มากที่สุดคือ อันดับที่ 1 ขับรถประมาท น่าหวาดเสียว ใน 5 ปีที่ผ่านมามีผู้ร้องเรียนถึง 13,434 เคส

ส่วนอันดับที่ 2 ไม่น้อยหน้า ไม่หยุดรับ-ส่งผู้โดยสารที่ป้าย รวมถึงให้ผู้โดยสารลงก่อนถึงจุดหมายปลายทาง ถูกร้องเรียนถึง 10,187 เคส

และอันดับ 3 เก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่ทางราชการกำหนด และผู้ประจำรถแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพที่มีการร้องเรียนถึง 7,665 เคส (เหนาะๆ) นี่ยังไม่รวมเคสอื่นๆ ที่ไม่ได้จัดอยู่ในข้อร้องเรียนตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกอีกราว 6,560 เคสใน 5 ปี

ซึ่งก็ต้องอย่าลืมว่านี่เป็นแค่คนที่ขุ่นข้องหมองใจจนโทรไปแจ้ง แสดงว่ายังไม่นับรวมที่คนที่ได้รับการปฏิบัติร้ายๆ มาแต่ก็ไม่ได้โทรไปร้องเรียน ซึ่งก็น่าจะมีจำนวนที่พอรวมกันแล้วอาจจะต้องใช้คำว่า “มากโข”

แล้วคุณล่ะ มีประสบการณ์รถสาธารณะปฏิบัติแย่ๆ ใส่บ้างไหม ยังไงบ้าง

จริงๆ แล้ว เราก็อาจจะไม่ได้กล่าวโทษหรือร้องเรียนอะไรคนขับรถ-กระเป๋าได้เต็มประตู เพราะมีเรื่องของโครงสร้างระบบ ที่บังคับให้เหล่าผู้ให้บริการรถสาธารณะเหล่านี้ต้อง “แข่งขัน” ส่งผลให้เกิดความ “เกรี้ยวกราด” ใส่กันอยู่ตลอดเวลา


Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?