คุยกับ ปรีดา ลิ้มนนทกุล ผู้เดินเท้าต้านโกงคนพิการ
  • Social
  • Sep 7, 2019

ปมทุจริตเงินกองทุนส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการที่ ทางเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการมีการประเมินความเสียหายกว่า 1.5 พันล้านบาทที่เคยเป็นประเด็นร้อนในสังคมช่วงปีที่ผ่านมาจนนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบในที่สุด

นอกจากจะเป็นการสะกิดเตือนสังคมโดยเฉพาะในหมู่ผู้พิการให้หันย้อนมองถึงสิ่งที่ตนเองถูก “ละเมิด” ด้วยความ “ไม่รู้” หรือ “ไม่เข้าใจ” มาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องของ "การส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้พิการ" ที่มี "กฎหมายการจ้างงานคนพิการ" เป็นธงนำในส่วนนี้ 

แต่จนถึงวันนี้ 1 ปีผ่านไป ความคืบหน้าของการตรวจสอบทุจริตกลับยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอย่างที่ควรจะเป็น 

สำหรับ ปรีดา ลิ้มนนทกุล ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการเขามองว่า นี่คือ "ความล้มเหลว" 

"กฎหมายเพื่อสิทธิผู้พิการล้มเหลว คนพิการถูกละเมิดสิทธิ์อย่างไม่เป็นธรรม ผู้นำองค์กรคนพิการยังซ้ำเติมโกงคนพิการ สิ้นหวังข้าราชการทุจริตประพฤติมิชอบ 1 ปี ไม่มีผู้กระทำความผิด ไม่ได้รับโทษ" 

มันจึงนำมาสู่การเดินเท้าออกจาก อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ มุ่งหน้ากรุงเทพมหานคร ท่ามกลางสายฝน ภายใต้โครงการ “เดินต้านทุจริต พิทักษ์สิทธิ์คนพิการ 600 กิโลเมตร พิทักษ์สิทธิ์ เอาผิดคนโกง” เพื่อส่งเสียงเตือนสังคมไม่ให้ลืมว่าครั้งหนึ่งเคยมีเรื่องราวเหล่านี้อยู่ 

ตั้งแต่ตามมาตรา 33 หากสถานประกอบการใดมีพนักงานถึง 100 คน ต้องจ้างงานคนพิการ 1 คน ถ้าไม่จ้างตามมาตรา 34 ต้องจ่ายเงินสมทบเข้า “กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ” มีมูลค่า 365 วันคูณด้วยค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงินประมาณ 109,500 บาท เป็นเงินจำนวนเดียวกันกับค่าแรงพื้นฐานที่ผู้พิการจะได้รับโดยเฉลี่ยเดือนละ 9,150 บาท

สถานประกอบการหลายแห่งจึงมักเลือกใช้ “มาตรา 35” การจัดสัมปทาน และช่วยเหลือเพื่อส่งเสริมอาชีพคนพิการให้มีรายได้ และกลายเป็น “ช่องว่าง” ของการหาประโยชน์ของกลุ่ม “คนร้าย” ไปโดยปริยาย โดยเฉพาะคำถามถึงเงินกองทุนส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการที่มีอยู่กว่า 6.5 พันล้านบาทนั้น ยังถูกตั้งอยู่ในกรอบการพัฒนา และยกระดับชีวิตคนพิการอยู่หรือไม่ 

"เราได้ยื่นหนังสือเกือบทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่มีการสอบสวนข้อเท็จจริงจนถึงขั้นสอบวินัยร้ายแรง แต่กลับไม่สามารถเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ประพฤติมิชอบได้ หลักฐานต่างๆ สามารถเอาผิดเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 157 และมาตรา 200 ได้ เพราะเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือผู้นำองค์กรคนพิการที่กระทำความผิดชัดเจน"

ย้อนกลับไปเมื่อปีพ.ศ. 2555 ตัวปรีดาเองได้มีโอกาสบรรยายภาพรวมสถานการณ์การจ้างงานคนพิการในประเทศไทยให้กับนักกิจการเพื่อสังคมชาวญี่ปุ่นได้ทราบ จึงเป็นโอกาสให้เขาได้เริ่มศึกษา พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 

กระทั่งปี 2556 เขาได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารโครงการฝึกอบรมฝึกงานคนพิการร่วมกับสมาคมแห่งหนึ่ง และร่วมมือด้านการใช้ทรัพยากรบุคคลและสถานที่สำหรับการอบรมกับทางคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

ระหว่างนั้น ปรีดาได้รับทุนพิเศษจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (สาขาการจัดการออกแบบภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์) ได้พัฒนาองค์ความรู้ดังกล่าวขึ้นมาและตั้งชื่อว่า “กระบวนการขจัดปัญหาการจ้างงานคนพิการแบบองค์รวม” จนได้รับรางวัลนานาชาติ 2 รางวัล คือ รางวัลบุคคล “อโชก้าเฟลโลว์” จากมูลนิธิอโชก้า และรางวัลพิเศษชื่อ “IAUD AWARD 2014” จาก International Associate Universal Design ประเทศญี่ปุ่นร่วมกับ สจล. 

หลังจากนั้น เขาก็ได้คลุกคลีอยู่กับงานด้านพัฒนาทักษะ และคุณภาพชีวิตผู้พิการผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อีกทั้ง ในทางคู่ขนานนั้น ปรีดาได้เดินสายบรรยายให้ความรู้ทางด้านกฎหมายและสิทธิคนพิการควบคู่ไปด้วย 

"การทำงานตรงนี้ทำให้ผมพบข้อสังเกตสำคัญที่ว่า คนพิการและผู้ดูแลคนพิการส่วนใหญ่ทราบสิทธิของตนเองเพียงบางเรื่องเท่านั้น เช่น ค่าเบี้ยยังชีพ เดือนละ 800 บาท เป็นต้น อีกทั้งพบว่ายังเคยถูกละเมิดสิทธิคนพิการตามกฎหมายการจ้างงานเป็นส่วนใหญ่" 

จึงเป็นที่มาที่ทำให้เขาก่อตั้ง “เครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการ” ขึ้น เพื่อรับเรื่องร้องเรียนการถูกละเมิดสิทธิ์และได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

จนกระทั่งเมื่อเขาได้ยื่นหนังสือร้องเรียนของคนพิการ จ.นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา มายังสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในปี 2559 ก็พบว่า ผลการดำเนินการตรวจสอบที่ระบุรายละเอียดในหนังสือตอบนั้น ทำให้มีข้อสงสัยว่าทำไมหน่วยงานที่มีอำนาจไม่จัดการกับผู้กระทำความผิด กอปรกับตลอดการต่อสู้ มีอำนาจแทรกแซง มีการฟ้องร้องดำเนินคดี เพื่อไกล่เกลี่ย ทั้งแบบข่มขู่ และพาพูดคุยบนรถตู้

กระทั่งปี 2561 ก็เกิดกรณีการละเมิดสิทธิ์และปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมกับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ จ.สมุทรสาคร ทำให้เขาคิดว่าตัวเองต้องทำอะไรสักอย่าง

"โดยเฉพาะส่วนตัวผมมีความคาดหวังอย่างแรงกล้าว่า อยากช่วยเหลือให้คนพิการและครอบครัวสามารถลืมตาอ้าปาก มีอาชีพที่มั่นคง สร้างรายได้ มีความเป็นอยู่ที่ดี บนพื้นฐานจากสวัสดิการรัฐ และสิทธิต่างๆ จากพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่ประเทศไทยภูมิใจว่าไทยเราไม่ด้อยกว่าใคร ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง"

จึงกลายเป็นที่มาของการรวบรวมข้อมูล เพื่อเผยแพร่เป็นความรู้ และเป็นแนวทางการต่อสู้จนกลายมาเป็นแรงกระเพื่อมทางสังคมให้หันกลับมาย้อนมองปัญหาของผู้พิการอย่างจริงจังในวันนี้

"หากเอาผิดข้าราชการได้ จะไม่มีคนคอยช่วยผู้นำองค์กรคนพิการระดับประเทศที่ส่วนกลาง กลุ่มขบวนการทุจริตเหล่านี้จะค่อยๆ ถูกกฎหมายลงโทษไปเรื่อยๆ คนพิการก็จะสามารถลืมตาอ้าปากมีอาชีพ ได้รับการพัฒนาตัวเอง มีรายได้ มีชีวิตที่ดีขึ้นเองตามเจตนารมย์ของกฎหมาย พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งเป็นกฎหมายตามหลักสิทธิมนุษยชนได้เอง" 

แต่มาจนถึงวันนี้ เมื่อยังไม่มีความคืบหน้า เขาจึงตัดสินใจรวบรวมกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ และเครือข่ายไม่ว่าจะเป็นครอบครัวคนพิการ ผู้เสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิปฎิบัติไม่เป็นธรรมจากการถูกโกงค่าจ้างงานคนพิการ มาตรา 35 เดินเท้าจากกาฬสินธุ์มุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครเพื่อรณรงค์ให้สังคมไม่ลืมเรื่องที่เกิดขึ้น 

ที่เริ่มต้นจากกาฬสินธุ์นั่นเป็นเพราะที่นี่เป็นจังหวัดที่ ป.ป.ท.สอบพบทุจริตชัดเจน แต่ไม่มีใครต้องรับผิด แถมผู้ดูแลคนพิการยังโดนแจ้งความดำเนินคดีกลับ เดือดร้อนหนักขึ้นไปอีก ซึ่งทางกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ได้ให้ข้อมูลกับเครือข่ายฯ ยืนยันว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจ อยู่ระหว่างการตรวจสอบเนื่องจากมีรายละเอียดมาก โดยเฉพาะการสอบวินัยข้าราชการ ซึ่งยอมรับว่า ผลสอบข้อเท็จจริง จ.กาฬสินธุ์ พบมีการฉ้อโกง และได้ให้ผู้เสียหายดำเนินการร้องทุกข์แจ้งความดำเนินคดี แต่การโกงคนพิการไม่ถึง 1,500 ล้านบาท ตามที่เครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์กล่าวอ้าง เพราะมีการร้องเรียนมาหลักสิบ เท่านั้น

"ถ้าอ้างว่ามีการทุจริตเพียง 10 ราย ผู้บริหารระดับสูงของประเทศไม่ว่าจะฝ่ายการเมือง ฝ่ายปกครอง ถ้าทำไม่ได้ เอาอำนาจมาให้ผม เรามีการเลือกตั้งแล้ว ตั้งผมเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญ ผมจะเอา 500 ล้านมาให้ดูภายใน 2 เดือน 1,000 ล้านบาทภายใน 6 เดือน ครบ 1 ปี 2,000 ล้านบาท" เขาจึงขึ้นมาท้าทายรัฐด้วยความโกรธ

ตลอดเส้นทางจากภาคอีสานมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครนั้น แม้จะติดขัดด้วยสภาพน้ำที่ท่วมอยู่ในหลายพื้นที่ แต่เขา และเครือข่ายที่มาร่วมเดินในครั้งนี้นั้น ต่างเชื่อว่า การออกมาส่งเสียงเพื่อบอกเล่าให้สังคมได้รับรู้อีกครั้งในช่วงเวลานี้ ถือเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อลดช่องว่างของสังคมตามที่รัฐบาลมักประกาศให้ได้ยินอยู่เสมอว่า จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 

"ส่วนตัวผมมีศรัทธาว่า มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือเรา เฝ้ามองเราอยู่ หากเราไม่ลดละความพยายาม ในเรื่องที่เราทำแล้ว สักวันหนึ่งเราก็จะพบกับความสำเร็จ ผมใช้วิธีนี้กับทุกเรื่อง ทั้งการใช้ชีวิต การทำงาน" 

ระหว่างที่ตอบนั้น เขา และกลุ่มคนที่เชื่อเหมือนกัน ยังคงออกก้าวเดินต่อไป
 

หากเอาผิดข้าราชการได้ จะไม่มีคนคอยช่วยผู้นำองค์กรคนพิการระดับประเทศที่ส่วนกลาง คนพิการก็จะสามารถลืมตาอ้าปากมีอาชีพ ได้รับการพัฒนาตัวเอง มีรายได้ มีชีวิตที่ดีขึ้นเองตามเจตนารมย์ของกฎหมาย พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งเป็นกฎหมายตามหลักสิทธิมนุษยชนได้

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?