คุยกับ ดร.ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย : ทะเลจร รองเท้าจากขยะที่คิดไกลกว่ารีไซเคิล
  • Social
  • Aug 14, 2019

ลองจินตนาการถึง รองเท้าแตะขนาด 8,000 กิโลกรัม จะนึกภาพออกไหม 

มันคือ กองรองเท้าสูงขนาดต้นมะพร้าวย่อมๆ หรือถ้ายังนึกไม่ออก ให้นึกถึง รองเท้าแตะที่อัดแน่นเต็มหลังรถสิบล้อ 1 คัน 

นั่นแหละวัสดุหลักของ ทะเลจร - tlejourn แบรนด์รองเท้า SE (Social Enterprise) หรือ กิจการเพื่อสังคม ที่ผลิตมาจากกองรองเท้าขยะทะเลที่เก็บได้จากเกาะอาดัง ราวี และหลีเป๊ะ จ.สตูลในช่วงระยะเวลา 3 เดือน เมื่อ 3 ปีก่อน

รองเท้ากองนี้เป็นส่วนหนึ่งของปริมาณขยะกว่า 27 ล้านตัน (ต่อปี) ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ในจำนวนนี้ มีขยะกว่า 10 ล้านตันไหลลงสู่ทะเล โดยมีพลาสติก (หรือพอลิเมอร์) เป็นสัดส่วนที่เยอะที่สุด และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมประเทศไทยถึงติดอันดับ 6 ของผู้ผลิตขยะพลาสติกลงสู่ทะเลมากที่สุดในโลก จนทำให้ ขยะทะเล กลายเป็นวาระแห่งชาติขึ้นมาในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ในฐานะคนที่อยู่กับกระบวนการส่วนต้นของปัญหาจึงทำให้ อ.อาร์ม - ดร.ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย จากภาคปฏิบัติของสาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี วางงานพอลิเมอร์สำหรับหลักสูตรการเรียนการสอนแตกแขนงออกเป็น Upcycling หรือการเพิ่มมูลค่าให้กับเศษวัสดุในอุตสาหกรรมเพื่อลดการเกิดวัสดุเหลือใช้ที่จะไปตกในกองขยะให้น้อยที่สุดขึ้นมาด้วย ขณะเดียวกันก็หาวิธีการนำไม่ว่าจะเป็น เศษล้อยาง รองเท้า ขวดพลาสติก กลับมาใช้ประโยชน์อีกทางหนึ่ง

แผ่นพื้นยางปูสนามเด็กเล่น คือ สิ่งที่ได้ในช่วงแรกๆ จนเมื่อได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการ one young world 2015 รองเท้าจากทะเลก็เริ่มต้นขึ้น

จากวัตถุดิบ ขยะทะเล นำมาปรับแต่งตัวผลิตภัณฑ์ ส่งทีมไปเรียนทำรองเท้า จนได้ออกสื่อทั้งท้องถิ่น และส่วนกลาง เกิดการบอกต่อในสังคมออนไลน์ กระทั่งเข้าไปวางโชว์อยู่บนห้างกลางใจเมือง

ขั้นตอนการทำงานของทะเลจรจะเริ่มจากนำกองรองเท้าเก่าเหล่านั้นมา “เปิดเนื้อใหม่” ก่อนจะนำมาอัดเข้ารูปเป็นแผ่นตามขนาดที่ต้องการ แล้วค่อยเข้าสู่ขั้นตอนปั๊มพิมพ์ ให้กลายมาเป็น พื้นรองเท้า แผ่นยาง สายหูรองเท้า ส่วนขั้นตอนการประกอบร่างนั้น ถึงส่งต่อให้เป็นหน้าที่ของชุมชนเป็นคนดูแล

“มันก็เป็นธุรกิจเต็มรูปแบบนะ เมื่อก่อน ทำเพื่อให้ขยะตรงนี้หมด แล้วเวลามีขยะใหม่มาถ้าเราทำขายไปเยอะๆ มันก็จะหมด” เขาพูดถึงรองเท้าแตะนับแสนข้างที่ได้มา แน่นอน สารตั้งต้น กับดอกผลที่เกิดล้วนเป็นไปได้จริง ปริมาณขยะทะเลก็ลดจริง ชาวบ้านได้รายได้จริง

แต่แรงกระเพื่อมที่ออกไปนั้น กลับไม่ใช่อย่างที่ตัวเขา และทีมงานคิดเอาไว้ตั้งแต่แรก

ตัวชี้วัดรูปธรรมของโครงการ ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องของการ “ลดขยะ” “สร้างเครือข่าย” “สร้างอาชีพ” โดยมีรองเท้าเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อน

"คนรับรู้ว่ามีขยะ มีปัญหา” นั่นคือ “สาร” ที่คนสัมผัสได้ผ่านรองเท้า แทนที่จะเป็นการ “ลดปริมาณขยะ” อย่างที่ตัว อ.อาร์มตั้งใจเอาไว้ จึงนำไปสู่รูปแบบ และวิธีการทำงานหลังจากนี้

“พอได้รองเท้ามา มันเยอะจริงๆ แล้ว เราก็ไม่ได้อยากได้รองเท้าอย่างเดียวแล้ว ก็ต้องไปลองเก็บดู จะได้เข้าใจว่าทำไมมันเยอะ เลยคุยกับทาง Trash Hero เป็นเครือข่ายเก็บขยะกัน ทุกวันนี้ก็เลยกลายเป็นเก็บขยะเป็นงานหลักทะเลจรเป็นงานเสริม หรือไม่ก็ใช้ทะเลจรใช้รองเท้าเพื่อดึงคนเข้ามาหาปัญหาขยะแทน”

ก็ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีในการแก้ปัญหา ?

“ไม่แก้ปัญหาหรอกครับ ยังไงก็เก็บไม่หมดในชั่วชีวิตเราอยู่แล้ว” อ.อาร์มตอบเสียงดังฟังชัด

เขายกตัวอย่างข่าวชิ้นหนึ่งที่เคยมีนักวิทยาศาสตร์ออกมาประเมินว่า ไม่เกินปี ค.ศ.2050 ขยะทะเล โดยเฉพาะพลาสติกจะมีมากกว่าปลาในมหาสมุทรเสียอีก

“นึกภาพแล้ว แม่ง เก็บยังไงหมดล่ะ (หัวเราะ) สมมติเราพูดต่อไปอีกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ลอยอยู่ 80 เปอร์เซ็นต์จม แล้วจะเก็บยังไงล่ะ ยิ่งไมโครพลาสติก ไมโครไฟเบอร์ ไม่ต้องพูดถึงเลย รับสภาพอย่างเดียว”

ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่อยากให้มองพลาสติกเป็นผู้ร้ายอยู่ฝ่ายเดียว แต่ วัฒนธรรมใช้แล้วทิ้ง ที่ทำให้คนร่วมด้วยช่วยกันทิ้งต่างหากที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง นั่นจึงเป็นการ “เปลี่ยนวิธีคิด-วิธีสื่อสาร” ในเรื่องของการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่โดยไม่ต้องสร้างขยะชิ้นใหม่ขึ้นมา ขณะเดียวกัน การลดปริมาณขยะในพื้นที่สาธารณะที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของขยะทะเลก็เป็นเรื่องที่ควรทำควบคู่ไปด้วย

“เราก็เลือกที่จะทำให้มันดีที่สุดแล้วกัน มีคนบอกว่าต้องแก้จิตสำนึกก่อนจะมานั่งเก็บ ไม่เวิร์กหรอก แต่ขยะตรงหน้ากู 5 ชิ้น ถ้าเก็บหมดมันก็สะอาดตรงนั้น จิตสำนึกช่างหัวไป ทำที่ทำได้ก่อน เราก็มีความสุขดี แล้วมันก็สะอาดขึ้นนะ”

ทางหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาขยะทะเลก็คือ การเปลี่ยนวัฒนธรรมใช้แล้วทิ้ง เป็นการคัดแยกขยะ รวมถึงการ ลด-ละ-เลิก

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์