Internet ไม่อินมาก 
  • Social
  • Jan 28, 2020

หากตั้งคำถามว่า ‘เมื่อโลกนี้ไม่อินเทอร์เน็ต’ สำหรับวัยรุ่นส่วนใหญ่ตั้งแต่ช่วงอายุ 27 ปีลงมา คงคิดหนักเพราะจินตนาการไม่ออกว่า โลกที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตจะเป็นอย่างไร ?

รายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยปี 2561 สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์  บอกว่า เยาวชน Gen Z (อายุน้อยกว่า 18 ปี) ที่เติบโตมาในโลกไซเบอร์ ใช้เวลาไปกับอินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 10.22 ชั่วโมงต่อวันในช่วงวันเรียน และ ใช้ 11.50 ชั่วโมงต่อวันในช่วงวันหยุด 

โลกอินเทอร์เน็ตที่พวกเราคุ้นเคยมีทั้งดีและร้าย ถึงเช่นนั้น ผลสำรวจ “สถานการณ์เด็กไทยกับภัย ออนไลน์” ปี 2562  ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พบว่า เด็ก อายุ 6 ถึง18ปี ส่วนใหญ่ 89% มองว่าอินเทอร์เน็ตให้ประโยชน์มากกว่าโทษ แต่การตระหนักถึงเรื่องภัยอันตรายและความเสี่ยงก็เป็นเรื่องจำเป็นเช่นเดียวกัน เพราะจากผลสำรวจมีเด็กเพียง 54% เท่านั้นที่เชื่อว่าตนเองสามารถจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นผ่านได้ แม้จะเก่งมาจากไหนก็จะใช่ว่าทุกคนจะปลอดภัยจากโลกออนไลน์

แต่การฝึกสกิลการต่อสู้กับภัยออนไลน์อาจจะไม่ใช่ทางออก เพราะหากเรายังเลือกเจ็บปวดกับโลกดิจิทัลมากเกินไป โลกพื้นที่แห่งความเป็นจริงหลังจอสี่เหลี่ยม อาจจะเจ็บปวดไม่แพ้กัน หรืออาจจะสาหัสกว่าเป็นพันเท่า

ฆาตกรที่ชื่อว่า หน้าจอมือถือ 

ความรุนแรงของอาการติดจอ กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี สำหรับใครที่คิดว่าก็แค่เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ 

ขอบอกว่าคุณนั้นคิดผิด!

เพราะ อาการเสพติดโซเชียลมีเดียนี้ ในประเทศอังกฤษบันทึกว่าเป็นโรคอย่างหนึ่ง ในแต่ละปีมีชาวอังกฤษเข้ารับการบำบัดมากกว่า 100 ราย ผลเสียของโรคดังกล่าวอาจนำไปสู่โรคซึมเศร้า และ โรคจิตเวชอื่นๆ ตามมา 

แม้ในสังคมภายนอกจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘การเปรียบเทียบทางสังคม’ ในเรื่องฐานะและความอยู่ดีมีสุขกันอยู่แล้ว ทว่าโลกโซเซียลมีเดียก็นำพาให้การเปรียบเทียบเข้มข้นกว่าที่เคยเป็นมา สอดคล้องกับงานวิจัยที่เผยแพร่ผ่าน Jouenal of Social and Clinical Psychology ในปี พ.ศ.2557 พบความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เวลาบนเฟซบุ๊กกับอาการซึมเศร้า (Deppressive Symptoms) ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากการที่ผู้ใช้งานเปรียบเทียบชีวิตของตนเองกับคนอื่นๆ ในโซเชียลมีเดียเหล่านี้ 

แพทย์หญิงจิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เคยกล่าวไว้ว่า ความรู้สึกขาดการยอมรับในตัวเองและรักตัวเองน้อยลง สามารถนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้ 

ไม่ต่างกับ นายแพทย์ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล จิตแพทย์ผู้เช่ียวชาญ และอดีตผู้ทรงคุณวุฒิจากกรมสุขภาพจิต สะท้อนว่าปัจจัยภายนอกท่ีส่งผลให้เกิดโรคซึมเศร้าได้คือ ความสัมพันธ์ที่ห่างไกลกันมากขึ้น จากวิถีชีวิตของความเป็นบ้านเดียวกันต่างมีหน้าจอของตัวเอง ทำให้เกิดความรู้สึกเหงา ซึ่งความเหงาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคซึมเศร้า ขณะที่โรคซึมเศร้าก็ทำให้เกิดความเหงาเช่นเดียวกัน 

ไม่ใช่แค่เฉพาะวัยรุ่นไทยที่ประสบปัญหานี้ แต่เด็กทั่วโลกก็กำลังติดบ่วงในหน้าจอมือถือของตัวเองเช่นกัน 

เฟซบุ๊ก เจ้าพ่อแห่งโซเชียลมีเดียจึงเริ่มทดลองซ่อนยอดไลก์ตามสเตตัสต่าง ๆ ของผู้ใช้งานบางส่วนในออสเตรเลีย และ มีนโยบายที่จะไม่โชว์ยอดไลก์ในหน้าเฟซบุ๊คในอนาคต เมื่อเดือน กันยายน 2562 ที่ผ่านมา 

ไมอา การ์ลิค (Mia Garlick) ผู้อำนวยการการฝ่ายนโยบายของเฟซบุ๊กออสเตรเลียกล่าวกับเว็บไซต์เดอะกาเดียน (The Guardian) ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เกิดขึ้นเพื่อป้องกันการเกิดผลกระทบจากการใช้สื่อโซเชียลมีเดียมากเกินไป หลังจากที่ได้รับความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตว่า พวกยอดไลก์ต่างๆ บนเฟซบุ๊กนั้นมันทำให้เกิดปัญหาเรื่องการเปรียบเทียบตัวผู้ใช้งานกับคนอื่นๆ และอาจส่งผลต่อปัญหาด้านสุขภาพจิตใจ

ผู้คนต่างใช้พื้นที่อินเทอร์เน็ตนี้บอกเล่าตัวตน รสนิยม ความชอบ กระทั่งความสำเร็จในชีวิต ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดหรือเสียหาย หากอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมและไม่มากล้นเกินไป เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเราอาจจะต้องสังเวยชีวิตให้กับ ฆาตราการที่ชื่อว่า หน้าจอมือถือก็เป็นได้

แก้ก่อนสาย ทำความเข้าใจโลกสองใบ ไม่เหมือนกัน 

เมื่อโลกดิจิทัลสามารถทำร้ายตัวตนในโลกแห่งความเป็นจริงของเราได้ ดังนั้นแล้วทางแก้ที่ดีอาจไม่ใช่แค่การรับมือกับผลที่เกิดขึ้น แต่คือการทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าโลกอินเทอร์เน็ต และ โลกแห่งความเป็นจริงนั้นเป็นโลกคนละใบกัน แม้มันจะมีความซับซ้อนกันอยู่ก็ตาม 

ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อให้ทัศนะว่า ข้อแนะนำที่ดีที่สุดคือใช้มันให้น้อยลง ไม่ต้องไปใส่ใจกับมันมาก ไม่ต้องโพสต์หรือออนไลน์อยู่ตลอดเวลา ต่อมาคือทำให้ชีวิตในออนไลน์มันช้าลง ให้เท่ากับชีวิตจริงบ้าง ที่ผ่านมาเคยมีงานวิจัยบอกว่าโลกออนไลน์มันเร็วกว่าโลกในชีวิตจริง 7 เท่า

"ของในออนไลน์มันไม่ได้กระทบชีวิตจริงคุณมากขนาดนั้นหรอก จริงๆ แล้วคำบ่น ด่า ว่า ที่พบในเฟซบุ๊ค ไม่ควรเอาถ้อยคำเหล่านั้นข้ามออกมาสู่โลกความเป็นจริงเลย โดยเฉพาะโลกที่มันทับซ้อนกันมาก จึงต้องเตรียมตัวและรู้จักปรับตัวให้เท่าทันเทคโนโลยี"

ขณะที่ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว กล่าวว่า ส่วนสำคัญที่สุดคือทำให้เกิดการรู้เท่าทัน

“กล่าวว่าวิธีง่ายๆ ในระดับตัวเด็กเอง เขาคงจะต้องมีพื้นที่ว่างเพียงพอที่จะไปทำกิจกรรมสร้างสรรค์ นอกเหนือจากการเล่นเนตหรือก้มหน้าอยู่กับสมาร์ทโฟน"

แต่ถามว่าแค่นี้มันเพียงพอหรือเปล่า มันไม่พอ มันต้องอยู่ที่ระบบที่จะไป support เกื้อหนุนตัวเด็กให้ห่างจากหน้าจอด้วย เช่น ครอบครัวเป็นอย่างไร มีโอกาสดูแลบ้างไหม มีโอกาสพัฒนาทักษะชีวิตต่างๆ เหล่านี้ไหม ในโรงเรียนเป็นอย่างไร มีโอกาสพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะรู้คิด อะไรต่างๆ เหล่านี้ไหม ชุมชนเป็นอย่างไร รวมไปถึงระดับโครงสร้างใหญ่ของสังคมด้วย จะทำอย่างไรให้แต่ละชุมชนหรือแต่ละสังคมเปิดพื้นที่โอกาสในการสร้างการเรียนรู้ให้มากขึ้น เป็นเรื่องที่ถึงจุดหนึ่งคงต้องคุยกัน"

นายแพทย์สุริยเดว กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังต้องสนับสนุนให้รู้จักใช้สื่อเทคโนโลยีนั้นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์แล้วสามารถทำให้เกิดการอยู่ร่วมกับมันได้แบบ learn to love คืออยู่ร่วมกับตัวเอง รักตัวเอง และอยู่ร่วมกับสังคมเพื่อนมนุษย์ได้ด้วยในทิศทางที่ดี ส่วนนี้ก็จะกลายเป็นพลังแทนที่จะกลายเป็นตัวบั่นทอน 

การเข้ามาของอินเทอร์เน็ตมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นแล้วการอยู่กับมันอย่างพอดีถึงเป็นเรื่องสำคัญ ฟังดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่เชื่อว่าถ้าทำได้ ไม่ว่าคุณจะมีโลกอีกกี่ใบ คุณก็จะมีความสุขกับมันทุกๆใบ 

เอาน่า อย่าเสียเวลาไปเจ็บปวดกับจอสี่เหลี่ยมเลย สู้เอาเวลามาเจ็บปวดในโลกแห่งความจริงดีกว่าเยอะ จะได้เข้าสโลแกน เจ็บจริง ตัวจริง ไม่ได้ใช้แสตนอิน 

รายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยปี 2561 สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์  บอกว่า เยาวชน Gen Z (อายุน้อยกว่า 18 ปี) ที่เติบโตมาในโลกไซเบอร์ ใช้เวลาไปกับอินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 10.22 ชั่วโมงต่อวันในช่วงวันเรียน และ ใช้ 11.50 ชั่วโมงต่อวันในช่วงวันหยุด 

เพราะบอนชอนและโบท็อกซ์ คือสิ่งที่ทำให้มีกำลังใจใช้ชีวิตในประเทศที่ประยุทธเป็นนายกรัฐมนตรี

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?