ชิมช้อปใช้ ความสำเร็จที่ล้มเหลว
  • Social
  • Oct 21, 2019

ใครจะนึกจะฝันว่าในยุคสมัยที่โทรศัพท์มือถือและโลกออนไลน์กลายเป็นสิ่งที่ใครๆ ต่างก็เข้าถึงได้ไม่ยากแล้ว ข้อมูลข่าวสารที่มีมากมายเป็นล้านๆ อย่างก็ไหลวนจนแม้แต่คนรุ่นใหม่อย่างเราๆ ก็ยัง

แทบจะตามไม่ทัน 

รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่แม่ถามว่า “ลงทะเบียนชิม ช้อป ใช้หรือยังลูก”

ชีวิตพนักงานบริษัทธรรมดาคนหนึ่งที่ยุ่งมากๆ จนแทบไม่มีเวลาสนใจอะไรแบบนี้มากนักก็เพิ่งจะนึกได้ว่า รัฐบาลที่รักของเราก็มีโครงการอะไรดีๆ (?) แบบนี้กับเขาด้วย

ชิมช้อปใช้เป็นโครงการของรัฐบาลที่มีเป้าประสงค์อยากจะสนับสนุนการจับจ่ายใช้สอยของคนในประเทศ ให้เศรษฐกิจมันฟื้นฟู จึงออกนโยบายแจกเงิน 1,000 บาทให้คนออกไปซื้อของกับร้านค้าที่เข้าร่วม ในต่างจังหวัดที่ไม่ใช่จังหวัดตามทะเบียนบ้าน โดยร้านค้าที่เข้าร่วมก็มีมากมายหลายรูปแบบ ทั้ง ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า ร้านขายของจิปาถะ ไปจนถึงซูเปอร์มาเก็ตใหญ่อันเป็นที่หมายของหลายๆ คนที่หวังจะจับจ่ายใช้สอยซื้อของกินของใช้เข้าบ้าน

ก็เลยตัดสินใจปล่อยเลยตามเลย แม่บอกให้ทำอะไรก็ทำ ลงทะเบียน กรอกข้อมูล โหลดแอพ สแกนหน้า ผ่าน และยืนอยู่หน้าซูเปอร์มาร์เก็ตสาขาที่แม่บอกว่าสามารถใช้เงินที่ได้รับมาเป็นจำนวน 1,000 บาท ชิมช้อปใช้ที่นี่ได้แถมไม่ต้องรับบัตรคิว 

เอะใจเลยลองถามแม่ว่า อะไรคือบัตรคิว แม่ก็เลยเล่าให้ฟังถึงความยากลำบากที่หนึ่ง ซึ่งมีอยู่ว่า ตามซูเปอร์มาร์เก็ตบางที่ จะมีการให้คนที่จะใช้สิทธิ์นี้รับบัตรคิวแล้วไปช้อปปิงได้ตามสบายและรอเรียกคิวเพื่อไปคิดเงิน ไม่ต้องต่อแถวรอนานๆ ตามที่ออกข่าว แต่จะมีข้อเสียตรงที่บางซูเปอร์ก็แจกอยู่ที่ 1,000 คิวต่อวันเท่านั้น หลังจากนั้นไม่รับอีกแล้ว ต้องมารับบัตรคิวในวันถัดไป

ซึ่งบางที่ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ยังคงรับชำระเงินผ่านระบบสนับสนุนของรัฐบาลอันนี้อยู่ทั้งวันตั้งแต่เช้าจนถึงห้างปิด แต่คุณมาต่อแถวเอาก็แล้วกัน ต่อคิวจนกว่าจะได้ช้อปได้ใช้สมใจของคุณนั่นแหละ 

ตอนแรกก็สงสัยว่าทำไมมันถึงได้นานขนาดนั้น คิวยาวแบบที่สิบนาทีก็ยังต่อแถวอยู่ที่เดิมขนาดนั้น แต่พอต่อแถวรอชำระเงินเข้าชั่วโมงที่ 5 ถึงได้เห็นความยากลำบากที่สองว่า ระบบจ่ายเงินชิมช้อปใช้ในซูเปอร์มาร์เก็ตนั้นทำมาในรูปแบบที่ไม่สะดวกนักสำหรับทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย เพราะการล็อกอินเข้าไปของร้านค้า (ซึ่งในที่นี้ก็คือร้านซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่) อนุญาตให้ได้แค่มือถือเครื่องเดียวซึ่งผู้จัดการสาขาเป็นคนดูแล และเคาท์เตอร์เกือบ 20 ตำแหน่งของซูเปอร์ฯ ไม่สามารถชำระตรงได้แม้แต่เคาท์เตอร์เดียว 

นั่นก็เลยเป็นเหตุให้ทุกอย่างมันล่าช้าผิดปกติจนถึงขั้นมีคนรอไม่ไหวแล้วทิ้งรถเข็นกลับบ้านเป็นความยากลำบากที่สาม เดือดร้อนต่อกันไปเป็นทอดๆ ถึงพนักงานที่ต้องวิ่งเอาของกลับไปจัดชึ้นเชลฟ์จนถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง ทั้งๆ ที่เวลาเลิกงานของเขาคือสี่ทุ่ม และนี่ก็คือความยากลำบากที่สี่

หลังจบจากสงครามรอจ่ายเงินทั้งวันทั้งคืนแล้วก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้รัฐบาลได้ออกโครงการอะไรทำนองนี้ออกมาอีกเลย แต่ยังไม่ทันจะได้ระบายความในใจจบดี เพราะความชิมช้อปใช้ยังไม่ทันหาย ความร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทยก็เข้ามาแทรก นี่ยังไม่นับโครงการวันธรรมดาราคาช็อกโลก ไปกันใหญ่แล้วคุณ ประเทศเรารวยขนาดนั้นเลยหรือ

ฉันไม่คิดไปเองหรอก ว่าเธอน่ะ ล้มเหลว

...เอาล่ะ! ทางเราไม่ได้คิดไปเองคนเดียวแน่ๆ ว่าโครงการดังกล่าวไปได้แต่จบไม่สวยงาม

เพราะตั้งแต่รับตำแหน่งมาร่วม 3 เดือน รัฐบาลประยุทธ์ 2 อัดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวเต็มเหนี่ยว ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเวลานี้คือ “ชิมช้อปใช้" สำหรับ ชิมช้อปใช้ เฟสแรก ใช้งบประมาณ 10,000 ล้านบาท แจก 1,000 บาทสำหรับประชาชนจำนวน 10 ล้านคน หรือคิดเป็น 15% ของคนไทยทั้งประเทศ

ที่แม้จะเลื่องลือว่ากดรับสิทธิ์ และยืนยันตัวตนยากเย็น ต่อแถวรอช้อปนานกว่าครึ่งวัน แต่ก็มีประชาชนที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์ครบแบบติดจรวด 

ชิมช้อปใช้เฟสแรกยังไม่จบกระบวนการดี ก็มีมาตรการชิมช้อปใช้เฟส 2 ตามมาติดๆ

โดยในครั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ชงรัฐมนตรีคลังอนุมัติเพิ่มวงเงิน Cash Back ให้มากขึ้นจากเฟสแรกจาก 15% เป็น 20% หวังจูงใจประชาชนยอมควักเงินใช้จ่ายซื้อสินค้าและท่องเที่ยว โดยเน้นกลุ่มที่มีกำลังซื้อมากขึ้นกว่าเฟสแรก และไม่มีการแจกเงิน 1,000 บาทเหมือนกับเฟสแรก 

สำหรับเฟสสอง คาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนได้ไม่เกิน 2 ล้านคน หรือคิดเป็นเพียง 3% ของคนไทยทั้งประเทศ และผู้ที่เคยลงทะเบียนในเฟสแรกก็ยังสามารถลงทะเบียนในเฟสสองได้อีก ซึ่งทำให้จำนวนผู้ที่ได้ใช้สิทธิในครั้งที่สองนี้ มีน้อยกว่า 3% ที่คาดไว้คร่าวๆ อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการปรับระบบการลงทะเบียนใหม่ จากเดิมเริ่มต้นที่เวลา 00.01 น. ของแต่ละวัน มาเริ่มต้นที่เวลา 08.00 น. หวังตัดปัญหาอดหลับอดนอนช่วงชิงสิทธิ์แบบเฟสแรก 

ท่ามกลางการกระตุ้นเศรษฐกิจสไตล์ประยุทธ์2 เหล่านักวิเคราะห์ และผู้เชี่ยวชาญ ต่างออกมาแสดงความเห็น วิเคราะห์ความสำเร็จของนโยบายนี้ และร่วมหาทางออก

ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอนโยบายหรือแนวทางที่ดีกว่า “ชิมช้อปใช้” โดยยกตัวอย่างว่า แทนที่รัฐบาลจะใช้จ่ายเงินเพื่อหวังเพิ่มอุปสงค์มวลรวมในระยะสั้นของประชาชน เหมือนที่จะทำอยู่ในขณะนี้

รัฐบาลก็อาจสามารถที่จะให้เงินจำนวนเดียวกันนี้ไปกระตุ้นผ่านกลไกตลาด เพื่อช่วยให้ประชาชนในวัยทำงานที่อยู่ในเขตเมืองและอื่นๆ ที่ยังมีภาระต้องดูแลเด็กเล็กและผู้สูงอายุในครอบครัว เพื่อให้พวกเขาสามารถที่จะมีทางเลือกในการเพิ่มเวลาในการทำงานของตนเองให้เพิ่มมากขึ้นได้

การใช้เงินช่วยเหลือในลักษณะแบบนี้ (Public expenditures on day care and elderly care) นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กเล็ก และผู้สูงอายุในเมืองอื่นๆ โดยรวมแล้ว ยังจะมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของหัวหน้าครัวเรือน ในการเพิ่มชั่วโมงการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงขึ้น เพราะพวกเขาสามารถเบาใจที่จะลดเวลาในการดูแลเด็กเล็กและคนสูงอายุในครัวเรือนด้วยตนเองให้ลดน้อยได้ ทำให้พวกเขาสามารถตั้งใจสร้างฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวให้มั่นคงและดีขึ้นในระยะยาวได้ ซึ่งก็จะส่งผลโดยตรงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้นโยบายดังกล่าวนี้มีผลการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า สามารถใช้ได้ผลจริงในต่างประเทศที่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่เป็นประเทศตัวอย่างที่ประเทศไทยใฝ่ฝันอยากจะไปให้ถึงด้วยการพยายามที่จะก้าวข้ามกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลางกันอยู่ในเวลานี้นั่นเอง

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่ามาตรการอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงด้านความเหลื่อมล้ำ 2 แบบ ผลอย่างแรกคือ ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองหลัก และเมืองรองที่ติดเมืองหลักซึ่งจะลดลงแค่ชั่วคราว ผลอย่างที่สองคือ ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองรองติดเมืองหลักและเมืองรองไกลเมืองหลักจะมากขึ้น ซึ่งอาจไม่ใช่ผลชั่วคราว

ซึ่งข้อกังวลว่าเงินจะไปเข้ากระเป๋าธุรกิจรายใหญ่มากกว่ารายเล็ก เนื่องจากมีความพร้อมทำให้ลูกค้าใช้จ่ายได้สะดวกกว่า เรื่องนี้น่ามีเค้าอยู่พอสมควร ที่สำคัญกว่านั้น หากเงินไหลเข้ากระเป๋ารายใหญ่ ถึงจะไปซื้อจากเมืองรอง แต่เงินก็ไหลกลับมาที่สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพและปริมณฑลอยู่ดี สุดท้ายเงินบางส่วนอาจไหลออกไปต่างประเทศเสียด้วยซ้ำ

มาตรการชิมช้อปใช้ที่ออกมา จึงไม่ได้ “ลด” หรือ “เพิ่ม” ความเหลื่อมล้ำ แต่มันเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจให้ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น ช่วยให้นักลงทุน นักธุรกิจสบายใจ อยากมาลงทุนในประเทศเท่านั้น

ในทางเดียวกันมาตรการนี้จึงเกิดผลข้างเคียงด้านความเหลื่อมล้ำ 2 แบบ ผลอย่างแรกคือ ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองหลักและเมืองรองที่ติดเมืองหลักซึ่งจะลดลงแค่ชั่วคราว ผลอย่างที่สองคือ ความเหลื่อมล้ำระหว่าง เมืองรองติดเมืองหลักและเมืองรองไกลเมืองหลักจะมากขึ้น ซึ่งอาจไม่ใช่ผลชั่วคราวก็ได้

เอาจริงๆ เลยนะ ไม่ได้จะบอกว่าโครงการนี้ไม่ดี ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ทำ แต่ว่ามันมีวิธีที่ดีกว่านี้ ในการกระตุ้นรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริงหากต้องการให้ตรงต้องความประสงค์ เพียงแค่จะต้องไม่ยึดโยงกับห้างร้านรายใหญ่ ที่ถึงแม้ว่าจะสะดวกสบายกับประชาชน ด้วยสาขาที่มากกว่า เดินทางสะดวกกว่าเท่านั้น

และหวังว่าการพิจารณา อนุมัติงบประมาณในโครงการต่อไปควรมองให้ไกล และกว้างกว่านี้..

การกระตุ้นรายได้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ หรือมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวใดๆ ควรเป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง หรือถ้าหากจะสามารถให้ผู้ค้าแม้รายใหญ่ได้สามารถเข้าถึงการซื้อของประชาชน ก็ควรมีการจัดระบบให้สามารถใช้ได้อย่างสะดวกสบาย