คุกจิ๋งเหม่ย
  • Social
  • Jun 29, 2019

รู้หรือไม่? ไต้หวัน เคยผ่านโศกนาฏกรรมทางการเมืองต่อเนื่องถึง 38 ปี เมื่อต้องอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และได้รับขนานนามว่าเป็น ยุค White Terror

คุกจิ๋งเหม่ย หนึ่งในสถานที่บันทึกร่องรอยนั้น ปัจจุบันคือ Jing-Mei White Terror Memorial Park อนุสรณ์สถานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ National Human Right Museum

อุทยานวัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนจิ๋งเหม่ย ตั้งอยู่ในเขตซินเตี้ยนของนิวไทเป บนที่ดิน 22.5 ไร่ เคยเป็นคุกกักกันนักโทษการเมือง ในช่วงเกือบ 4 ทศวรรษ มีการคุมขังนักโทษกว่า 140,000 คน และมีถึง 3,000 - 4,000 คนถูกประหารชีวิตในข้อหามีอุดมการณ์หรือการแสดงออกขัดแย้งกับพรรคก๊กมินตั๋งในขณะนั้น

ไต้หวันภายใต้การนำของ เจียงไคเช็ค แห่งพรรคก๊กมินตั๋ง ประกาศกฎอัยการศึกตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2492 - 15 กรกฎาคม 2530 หลังจากเหตุการณ์ 228 ที่ประชาชนลุกฮือกันต่อต้านพรรคก๊กมินตั๋ง ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2490 ซึ่ง ทางการได้สลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตร่วม 20,000 คน นำไปสู่การประกาศกฎอัยการศึกเพื่อควบคุมประเทศ

ช่วงเวลาดังกล่าวผู้บัญชาการและทหารครองอำนาจสูงสุดในประเทศ ห้ามชุมนุมสาธารณะ ควบคุมการแสดงความคิดเห็น เซ็นเซอร์การสอนในโรงเรียน กำกับสื่อมวลชน ห้ามประกอบกิจกรรมทางศาสนา ถือสิทธิในการตรวจสอบจดหมายส่วนตัว โทรเลข บุกเข้าตรวจเคหะสถานได้ตามอำเภอใจ

และแน่นอนไม่ว่าการสังหารหมู่ หรือจับกุมนักโทษการเมืองล้วนเงียบกริบ ภายใต้ความสะพรึงสีขาวที่ควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ

เฉิน ชิน เชิน ชายชราวัย 70 กว่า อาสาสมัครนำชมคุกจิ๋งเหม่ย ผู้ยิ้มแย้มตลอดการถ่ายทอดเรื่องราว ‘อดีต’ บนฉากหลังเดียวกับที่เคยจองจำชีวิตเขาในฐานะ ‘นักโทษการเมือง’

อดีตนักโทษการเมืองชาวมาเลเซีย เล่าความทรงจำจาก 2 ช่วงชีวิตสิ้นอิสรภาพคือที่คุกจิ๋งเหม่ยเป็นเวลาราวปีครึ่ง ก่อนจะถูกส่งตัวไปยังเกาะ กรีน ไอส์แลนด์ ทางตะวันออกของไต้หวัน ซึ่งปัจจุบันได้รับการปรับปรุงเป็น Green Island White Terror Memorial Park ภายใต้พื้นที่แห่งนี้เช่นกัน 

ช่วงที่มีการกวาดล้างจับกุมสูงสุดในปี พ.ศ. 2493 - 2496 นักต่อสู้ทางการเมืองต้องแออัดกันหลายสิบชีวิตในห้องแคบ นักโทษหญิงต้องผลัดเปลี่ยนกันนอนบนลังกระดาษที่ปูรองกันหนาว นักโทษชายได้ออกกำลังกายที่ลานเพียงวันละ 15 นาที แต่นักโทษหญิงซึ่งอยู่ชั้น 2 ไม่ให้มาปะปนกัน ทำได้เพียงการออกกำลังกายที่โถงทางเดินหน้าห้องขังเท่านั้น

ห้องหนึ่งในคุกจำลองห้องประจำของแพทย์ โดยเก็บรักษาเครื่องมือต่างๆ เอาไว้ในห้องนี้มีแผ่นกระดาษระบุรายชื่อนักโทษในยุคหนึ่ง อาชีพ วันที่ถูกจับกุม มาตราและข้อกล่าวหา จำนวนปีที่ถูกจองจำ ทำให้เห็นว่าเพียงข้อกล่าวหาในการร่วมกระบวนการปลดแอก วิจารณ์พรรคก๊กมินตั๋ง การตีพิมพ์หนังสือฝ่ายซ้าย ถูกชี้เบาะแสจากเพื่อน และกระทั่งเปิดรับฟังการถ่ายทอดวิทยุจากจีนแผ่นดินใหญ่ แค่นั้นก็พอต่อการสิ้นอิสรภาพถึง 7 ปี

ในยุคที่รัฐบาลปฏิเสธการมีอยู่ของเรือนจำแห่งนี้ ได้เกิดการลักลอบรวบรวมรายชื่อของนักโทษทั้งหมดเพื่อส่งออกมายังโลกภายนอก รายชื่อจากบัญชีคนไข้ที่แพทย์ทำการรักษาคือหลักฐานชั้นดี ต่อมาเมื่อโลกภายนอกรับรู้ องค์กรสิทธิมนุษยชนเริ่มเข้ามาสอดส่องและสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลในทศวรรษ 1960 รายชื่อดังกล่าวฟังดูคล้ายกับ Schindler's List ที่ช่วยเหลือชาวยิวจากค่ายกักกันของนาซีเยอรมนีอยู่ไม่มากก็น้อย

เฉิน ชิน เชิน ได้รับอิสรภาพหลังจากครอบครัวเขาต่อสู้อยู่เกือบ 10 ปี เขาเลือกใช้ชีวิตในไต้หวันต่อ เพราะเขาเห็นการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นในประเทศ หลังจากการยกเลิกกฎอัยการศึก

“ถึงตัวจะถูกขัง แต่ผมมีเวลาและอิสระทางความคิดเหลือเฟือ นั่นเป็นการมองในแง่ดีเท่าที่ผมทำได้ ผมได้อ่านหนังสือมากกว่า 6,000 เล่มในนั้น แน่นอนว่ามีการเซ็นเซอร์หนังสือบางอย่าง แต่การอ่านก็ช่วยพยุงจิตใจของผมไม่ให้พังครืนลงมาผมโชคดีที่เป็นคนมองโลกในแง่ดี และหลังจากผมออกจากคุก ก็มีชีวิตดีเหลือเชื่อจนเหมือนเป็นการชดเชยบางอย่างที่สูญเสียไป”

แต่กว่าจะทำใจได้ ช่วงแรกที่ถูกจับกุมและทรมาน เขาคิดฆ่าตัวตายถึง 3 ครั้ง จินตนาการถึงรูปแบบการตายเพื่อจบสิ้นความทรมานจากเหตุที่ตัวเองไม่ได้ก่อ

เรื่อง: ลักษณ์ เกษมสุข
ภาพ: ลักษณ์ เกษมสุข
เรียบเรียง: Bottom Line

ปัจจุบัน เฉิน ชิน เชิน และอดีตเพื่อนร่วมเรือนจำ มาทำหน้าที่อาสาสมัครคอยเล่าประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมเลือน และยืนยันการมีตัวตนในช่วงเวลาที่รัฐบาลในยุคนั้นพยายามกลบเกลื่อนสายตานานาชาติ แม้จะต้องถ่ายทอดความเจ็บปวดซ้ำๆ นับพันครั้งก็ตาม

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?