รู้จัก "ปาลังการายา" เมืองหลวงแห่งใหม่อินโดนีเซีย
รู้จัก "ปาลังการายา" เมืองหลวงแห่งใหม่อินโดนีเซีย
รู้จัก "ปาลังการายา" เมืองหลวงแห่งใหม่อินโดนีเซีย
รู้จัก "ปาลังการายา" เมืองหลวงแห่งใหม่อินโดนีเซีย
  • Social
  • Sep 19, 2019

“เมืองปาลังการายา” เมืองหลวงแห่งใหม่ของอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก และยังเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ตอนกลางของเกาะบอร์เนียว ซึ่งติดกับพรมแดนมาเลเซียห่างจากกรุงจาการ์ตาไปทางตะวันออกเฉียงเหนือหลายร้อยกิโลเมตร

ดินแดนแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ แร่ธาตุ ถ่านหิน และปาล์มน้ำมัน จัดว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพดึงดูดนักธุรกิจต่างชาติให้ความสนใจเข้าไปลงทุนได้อย่างไม่ขาดสาย

แต่บรรดานักวิจารณ์เตือนว่า วิธีนี้ไม่ได้ช่วยให้กรุงจาการ์ตาพ้นจากหายนะน้ำทะเลท่วม แถมยังก่อให้เกิดวิกฤติสิ่งแวดล้อมบนเกาะบอร์เนียว อันเป็นที่ตั้งของป่าฝนเขตร้อน ที่อยู่ของอุรังอุตังที่ใกล้สูญพันธ์ุเต็มที

ประธานาธิบดีวิโดโดประกาศในสัปดาห์นี้ว่า จะย้ายเมืองหลวงออกไปสร้างเมืองหลวงใหม่ ห่างออกไปทางตะวันออกเกือบ 2,000 กิโลเมตร เพื่อบรรเทาความแออัดบนเกาะชวาที่มีประชากรหนาแน่น

กรุงจาการ์ตาอันกว้างใหญ่ รวมทั้งเขตมหานครมีประชากรอาศัยอยู่เกือบ 30 ล้านคน มีปัญหานานัปการ ทั้งการจราจรติดขัดสุดขีด ปัญหามลพิษ และภัยธรรมชาติทั้งแผ่นดินไหวและน้ำท่วม จนได้ชื่อว่าเป็นอีกเมืองหนึ่งของโลกที่เสี่ยงจมน้ำทะเลก่อนใครเพื่อน

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า พื้นที่ 1 ใน 3 ของจาการ์ตาอาจจมอยู่ใต้น้ำภายในปี 2593 เนื่องจากสูญเสียน้ำใต้ดิน ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และภาวะโลกร้อนทำให้สภาพภูมิอากาศผันผวน

ส่วนการก่อสร้างเมืองหลวงใหม่บริเวณสุดขอบตะวันออกของเกาะบอร์เนียว จะเริ่มต้นขึ้นในปี 2563 ข้าราชการพลเรือนราว 1.5 ล้านคนจะเริ่มต้นย้ายไปภายในปี 2567 ค่าใช้จ่ายในการนี้อยู่ที่ 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์

เกาะบอร์เนียวเป็นที่ตั้งของ 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย ซึ่งเกาะแห่งนี้มีการทำเหมืองใหญ่ๆ หลายแห่ง และมีป่าฝนเขตร้อนที่ได้ชื่อว่าเป็นที่อยู่อาศัยของอุรังอุตังเพียงไม่กี่แห่งในโลกนี้

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเผยว่า ขณะนี้การทำเหมืองและสวนปาล์มน้ำมันได้ทำลายสภาพแวดล้อมเกาะบอร์เนียวและถิ่นที่อยู่ของสัตว์หายากไปเรียบร้อยแล้ว ปัญหาจะยิ่งเลวร้ายไปกว่านี้ถ้ามีการสร้างเมืองใหญ่ใกล้พื้นที่อนุรักษ์ และพื้นที่นี้เคยบอบช้ำมาจากเหตุน้ำมันรั่วครั้งใหญ่เมื่อปีก่อนอีกด้วย ยิ่งไม่ควรปล่อยให้มีการทำลายซ้ำเติมเข้าไปอีก

“กาลิมันตันตะวันออกเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมหนักหนาอยู่แล้ว มีการทำเหมืองและสวนปาล์มหลายร้อยแห่ง เมื่อพื้นที่หนาแน่นเพราะเมืองหลวงใหม่ พวกเขาก็ต้องย้ายเป็นที่อื่นอีกใช่มั้ย” เซนซี ซูฮาดี โฆษกวาลไฮ เครือข่ายสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซียกล่าว

ด้านผู้นำชนเผ่าในบอร์เนียวมีความหวังแต่ไม่ค่อยเต็มที่นักว่า เมืองหลวงใหม่อาจมีส่วนช่วยกลุ่มชนชายขอบ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ ที่มีประชากรอาศัยอยู่ราว 20 ล้านคน เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศ 260 ล้านคน

“แต่เราก็กังวลอยู่เหมือนกัน ชาวดายัคกังวลเรื่องสภาพผืนป่า วิถีชีวิตของเราผูกพันกับป่ามาช้านาน” ยูลิอุส โยฮาเนส นักวิชาการผู้นำชุมชนชาวดายัคเล่าถึงความกังวล

รัฐบาลอินโดนีเซียให้คำมั่นว่าจะทุ่มงบฯ ลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์แก้ปัญหาจาการ์ตา และบอกว่าผืนป่าอนุรักษ์จะไม่ได้รับผลกระทบจากเมืองหลวงใหม่ โดยเมื่อเร็วๆ นี้วิโดโดเพิ่งประกาศพักการออกใบอนุญาตแผ้วถางพื้นที่ป่าปฐมภูมิ เพื่อทำเกษตรและป่าไม้เป็นการถาวร แต่ซูฮาดีแย้งว่า อย่างไรเสียผืนป่าปฐมภูมิก็ยังเสี่ยงได้รับผลกระทบ

เทียบกับไฟป่าแอมะซอนที่เกิดขึ้นในตอนนี้ อินโดนีเซียก็มีปัญหาไฟป่าทุกปีเช่นกัน และต้องส่งเจ้าหน้าที่หลายพันคนเข้าไปจัดการดับไฟป่าที่บ่อยครั้งเกิดจากการแผ้วถางที่ดินทำการเกษตร เปลวไฟเผาผลาญผืนป่ามหาศาล และส่งควันพิษอบอวลไปทั่วเกาะบอร์เนียวและสุมาตรา

เมื่อปี 2558 ไฟป่าขนาดมหาศาลทำให้ควันลอยไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชนวนเหตุให้เกิดความขุ่นเคืองกับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ ผลการศึกษาของสหรัฐระบุว่า ไฟป่าสุมาตราอาจเป็นสาเหตุให้ประชาชนกว่า 1 แสนคนต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

“ถ้ารัฐบาลแก้ปัญหาไฟป่าไม่ได้ ก็ต้องยกเลิกแผนย้ายเมืองหลวง” นิร์โวโน โจกา ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองแสดงทัศนะ

แม้แต่ในกรุงจาการ์ตา พอมีข่าวเรื่องย้ายเมืองหลวง ชาวกรุงหลายคนก็ตั้งข้อสงสัย โดยมีผลการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดพบว่า ชาวอินโดฯ  95% ไม่เห็นด้วยกับการย้ายเมืองหลวงในครั้งนี้ และเริ่มมีมุกล้อเลียนกันบนโลกออนไลน์ว่า เมืองหลวงใหม่ควรตั้งชื่อว่า “โจโกกราด” หรือ “เซนต์โจโกเบิร์ก” ให้สมกับความทะเยอทะยานของโจโก วิโดโด

อินโดนีเซียเตรียมจะย้ายเมืองหลวงไปยังพื้นที่ใหม่ ณ เมืองปาลังการายา เพื่อบรรเทาความแออัดบนเกาะชวาที่มีประชากรหนาแน่น และหนีปัญหาน้ำท่วม การก่อสร้างเมืองหลวงใหม่จะเริ่มต้นในปี 2563 ค่าใช้จ่ายในครั้งนี้คาดว่าประมาณ 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์

เพราะบอนชอนและโบท็อกซ์ คือสิ่งที่ทำให้มีกำลังใจใช้ชีวิตในประเทศที่ประยุทธเป็นนายกรัฐมนตรี