อยากคุยกับผีก็ต้องมีเครื่องมือสื่อสาร
  • Social
  • Oct 30, 2019

“ใช่”  “ไม่ใช่”  “ลาก่อน”

ถ้อยคำเหล่านี้ถูกพิมพ์ลงบนกระดานเรียกผีสุดคลาสสิก มันดูเหมือนเป็นถ้อยคำธรรมด๊าธรรมดา แต่บางทีวิญญาณผีร้ายไม่ยอมพูดคำว่า “ลาก่อน” นะสิ (ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ตัวใครตัวมันนะ...)

​ความเชื่อเรื่องผีมีแทรกอยู่ในแทบทุกวัฒนธรรม หลายวัฒนธรรมเชื่อว่าผีมีอำนาจบันดาลได้ทั้งโชคลาภและภัยพิบัตินานา ใครที่เคยพบเจอก็เชื่อว่าผีมีจริง แต่คนที่ไม่เคยเจอคงยากที่จะเชื่อได้ ผีจึงเป็นเรื่องลี้ลับชวนให้อยากค้นหาและพิสูจน์ทราบมากที่สุดเรื่องหนึ่งในโลก

แต่ก่อนเชื่อกันว่าคนที่มีประสาทสัมผัสพิเศษจึงสามารถสื่อสารกับวิญญาณหรือผีได้ แต่ถ้าจะพิสูจน์เรื่องนี้คงทำได้ยากเพราะขึ้นอยู่กับเครื่องรับและเครื่องส่งเช่นเดียวกันกับเครื่องมือสื่อสาร ทุกวันนี้เราส่งไลน์ ส่งรูป โทรศัพท์หากัน ถ้าเปิดกล้องก็คุยกันได้แบบเห็นหน้ากัน แม้จะอยู่ห่างไกลกันเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปิดสัญญาณก็ไม่สามารถสื่อสารกันได้ อย่างเช่นวิทยุ โทรทัศน์ ถ้าเราปรับคลื่นให้ตรงกัน ก็รับสัญญาณได้ทั้งภาพและเสียง

นอกจากการสื่อสารระหว่างมนุษย์ด้วยกันแล้ว พบว่ามนุษย์มีความพยายามที่จะสื่อสารกับวิญญาณมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพื่อสอบถามถึงความเป็นไป ชีวิตหลังความตายที่ดูลึกลับชวนพิศวงว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่ ตายแล้วไปไหน จริงหรือไม่ที่วิญญาณต้องตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ตามคำสอนทางศาสนาหรือแม้แต่เรื่องบางเรื่องที่อยู่เหนือการคาดเดา  มนุษย์จึงมีความพยายามพัฒนาวิธีการสื่อสารกับผีขึ้นมา

พัฒนาการของการสื่อสารกับวิญญาณ

​การสื่อสารในช่วงแรกๆ ใช้สัญญาณแปลกๆ ที่รับรู้ได้ง่ายๆ โดยคนกลางที่ต้องการสื่อสารกับผีจะตั้งคำถามชี้นำและรอเสียงตอบรับจากวิญญาณ เช่น อาจเป็นเสียงลมพัดกระทบอะไรบางอย่าง เสียงประหลาดที่ไม่มีที่มาที่ไป ชวนหลอน ขนลุกขนพอง ผู้ที่เชื่อก็จะถือว่านั่นเป็นสัญญาณจากผี

แต่เมื่ออยากจะคุยกับผีทั้งที วิธีการดังกล่าวดูเหมือนว่าจะไม่รวดเร็วทันใจวัยรุ่นเอาซะเลย พัฒนาการต่อมาพบว่ามีการสื่อสารที่ซับซ้อนขึ้นโดยให้วิญญาณสามารถแสดงความคิดเห็นได้หลากหลาย แต่เดิมผู้สื่อสารต้องออกเสียงตัวอักษรทีละตัวแล้วรอเสียงตอบรับจากวิญญาณ ก็เปลี่ยนมาเป็นการใช้ไพ่หรือแผ่นกระดานอักษร และจากที่ต้องรอเสียงประหลาดต่างๆ ก็พัฒนาการมาอีกขึ้นหนึ่งคือการให้วิญญาณขยับวัตถุสิ่งของที่เป็นสื่อกลางแทน เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็วทันใจยิ่งขึ้น

จึงมีการคิดค้นและประดิษฐ์กระดานพูดได้ขึ้น แล้วมันก็ได้ผลจริงๆ ด้วย เพราะหลังจากมีกระดานพูดได้ก็เกิดปรากฎการณ์การใช้กระดานพูดได้อย่างแพร่หลายในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในโอไฮโอ ช่วงศตวรรษที่ 19

กระดานพูดได้หรือผีถ้วยแก้ว

​วิธีการสื่อสารกับผีวิธีหนึ่งที่เป็นที่นิยมทั่วโลกคือ การสื่อสารกับผีผ่านสื่อกลางอย่าง “กระดานพูดได้” หรือที่คนไทยเรียก “ผีถ้วยแก้ว” ซึ่งพบว่าเป็นวิธีที่ป๊อปปูลาร์มาก เชื่อกันว่าการคุยผ่านกระดานพูดได้ มีความเป็นกลางและน่าเชื่อถือ ก็ในเมื่อมนุษย์อย่างเราๆ ไม่รู้ว่าจะสื่อสารกับคนที่เรารักที่ตายจากไปได้อย่างไร ก็ต้องใช้ผีนี่แหละเป็นสื่อกลาง

ในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองของสหรัฐฯ (ค.ศ.1861-1865) ซึ่งเป็นระยะเวลาเดียวกันกับที่ลินคอล์นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากช่วงหนึ่ง จึงเปิดช่องให้ความเชื่อและพิธีกรรมทางวิญญาณเป็นที่แพร่หลายในสหรัฐฯ เนื่องจากผู้คนขาดช่องทางที่จะสื่อสารกับญาติพี่น้องที่อยู่แนวหน้าหรือแนวหลัง จึงต้องอาศัย “วิญญาณ” เป็นผู้ช่วยแจ้งความเป็นตายร้ายดี

แม้แต่ แมรี ทอดด์ ลินคอล์น ภรรยาประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ก็ยังจัดให้มีพิธีกรรมนั่งล้อมวงสื่อสารกับผี (Séance) ถึงในทำเนียบขาว หลังลูกชายวัย 11 ปี เสียชีวิต

พิธีกรรมนั่งล้อมวงสื่อสารกับผี เป็นการละเล่นอย่างหนึ่งที่มีอยู่ทั่วโลก เชื่อว่าเป็นเพราะผีหรือวิญญาณทำนายเรื่องราวในอนาคตได้  ในประเทศแถบตะวันตกเรียกการละเล่นนี้ว่า "กระดานวิญญาณ" (Spirit board) หรือ "กระดานพูดได้" (Talking board) หรือ "วีจาบอร์ด" (Ouija board)

คำว่า "วีจา" (Ouija) ที่ใช้ในความหมายภาษาอังกฤษ มาจากคำว่า "oui" ในภาษาฝรั่งเศสแปลว่า "ใช่" และ "ja" ในภาษาเยอรมันที่แปลว่า "ใช่" เช่นเดียวกัน ​ทีนี้เมื่อคำนี้เป็นที่แพร่หลายในอเมริกา ซึ่งรู้ๆกันอยู่ว่าคนอเมริกัน มักจะกร่อนเสียงไปจนเพี้ยนไปจากเดิมนิดหน่อยตามสไตล์ American English กลายไปเป็นวีจี (weegee) และกลายเป็นที่ยอมรับกันอย่างกลายๆ รู้กันว่า หมายถึง Ouija board

ชาร์ลส์ เคนนาร์ด ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ผลิต Ouija board ก็บอกว่ากระดานนี้เรียกว่า วีจา เพราะเขาได้ถามกระดานด้วยตัวเองและกระดานประสงค์ให้เรียกว่าอย่างนั้น

อย่างไรก็ดี  นักประวัติศาสตร์พบว่าชาติแรกที่ใช้การละเล่นแบบนี้เพื่อติดต่อสื่อสารกับผี น่าจะเป็นชาวจีน การค้นคว้าจากนักประวัติศาสตร์พบว่า มีการเล่นมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์ซ่ง ราว ค.ศ. 1100 เรียกว่า "ฝูจี" โดยเป็นกิจกรรมที่มีการทำกันเป็นล่ำเป็นสัน ถึงขนาดมีตำราหรือคู่มือบันทึกไว้เลยทีเดียว แต่ถูกห้ามในยุคราชวงศ์ชิงก่อนการปฏิวัติซินไฮ่ไม่นาน นอกจากนี้แล้วยังมีการละเล่นคล้ายคลึงกันนี้ในอินเดียโบราณ กรีกโบราณ โรมัน และยุโรปยุคกลางอีกด้วย

กระดานเรียกผีมาจากไหน

​การใช้กระดานเพื่อสื่อสารกับวิญญาณมีที่มาจากลัทธิเจตนิยม (spiritualism) เป็นลัทธิที่เชื่อภูตผีวิญญาณ) ซึ่งเริ่มนิยมแพร่หลายในอเมริกาช่วงปลายทศวรรษ 1840 โดยเป็นวิธีการหนึ่งที่ร่างทรงใช้ในการติดต่อกับวิญญาณคนตาย ต่อมาในปี 1890 มีนักธุรกิจจดสิทธิบัตรและผลิตกระดานพูดได้ออกขายครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1890 ในรูปแบบของเกมกระดานใช้เล่นเพื่อความเพลิดเพลิน จนทำให้กระดานพูดได้กลายเป็นของเล่นประเภทเกมกระดานอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในอเมริกานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

​จริงๆ แล้วตอนที่เริ่มทำกระดานพูดได้ออกวางขายในสหรัฐฯ ก็เพื่อใช้เป็นเกมเล่นสนุกสนาน แต่หลังจาก ค.ศ.1961 มีข่าวดังเรื่องที่เพิร์ล เคอร์แรน เขียนบทกลอนและนิยายต่างๆ ผ่านวีจาบอร์ด เธออ้างว่าวิญญาณกวีและนักเขียนตัวจริงคือ เพเชียนช์ เวิร์ธ ชาวอังกฤษเป็นคนที่เขียนผ่านเธอ ต่อมาก็เกิดกระแสของนักเขียนที่อ้างคล้ายๆกัน พวกเขายืนยันว่าเรื่องราวที่นำมาเขียนได้มาจากวิญญาณที่มาร่วมเล่นเกมกระดาน จนทำให้ภาพลักษณ์ของกระดานพูดได้เปลี่ยนไปเป็นอุปกรณ์ในการสื่อสารกับวิญญาณ และหลังจากวันนั้นมา กระดานพูดได้ก็ถูกใช้ในเชิงความเชื่อมาตลอด

Parker Brothers ผู้ผลิตเกมแห่งอเมริกันภายใต้แบรนด์ของฮาสโบร บอกว่า มีมากกว่า 1,800 เกมที่ได้รับการตีพิมพ์ภายใต้ชื่อ Parker Brothers โดยตั้งแต่ปี 1883 ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ได้แก่ Monopoly, Cluedo, Sorry !, Risk, Trivial Pursuit, Ouija, Aggravation, Bop It และ Probe ปัจจุบัน Parker Brothers พยายามที่จะขายกระดานวีจาในฐานะของเล่นที่ไม่มีพิษภัย แต่ด้วยภาพลักษณ์ของกระดานวีจาที่มันกลายเป็นกระดานอาถรรพ์ไปเสียแล้ว ก็เลยแทบไม่มีใครที่จะเอากระดานอันนี้ไปเพื่อเป็นของเล่นเฉยๆ

แพลนเช็ตต์ เหรียญ  ถ้วย จาน แก้ว ปากกา วัตถุสื่อสารกับวิญญาณ

​กระดานพูดได้ของฝรั่ง เป็นกระดานแบนราบที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตัวเลข 0-9 คำว่า yes, no, goodbye และสัญลักษณ์อื่นๆที่ใช้ในการติดต่อกับวิญญาณ มีชิ้นไม้ทรงหัวใจมีขายืน 3 ขาหรือเรียกว่า “แพลนเช็ตต์” (planchette) เป็นอุปกรณ์สำหรับชี้ข้อความจากวิญญาณ โดยการสะกดทีละตัวอักษร เวลาเล่นก็การเอาปลายนิ้วแตะบนแพลนเช็ตต์เบาๆ แล้วทำการเชิญวิญญาณเพื่อถามคำถามและรอให้แผ่นไม้เคลื่อนไปตามตัวอักษรบนกระดานเพื่อสะกดเป็นคำต่างๆ

​ในประเทศญี่ปุ่นก็มีการเล่นแบบเดียวกันนี้และเป็นการละเล่นที่ฮิตมากของวัยรุ่น เรียกว่า “คกคุริซัง” (Kokkuri-san) ซึ่งจะใช้เหรียญในการเล่น วิธีการเล่นคือ ให้แต่ละคนวางปลายนิ้วมือบนเหรียญเบาๆ แล้วท่องคำอัญเชิญผี จากนั้นเหรียญจะค่อยๆ เลื่อนไปที่อักษรฮิรางานะทีละตัวเพื่อตอบคำถาม ชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อกันว่าวิญญาณของสุนัขจิ้งจอกจะมาตอบคำถามแทนวิญญาณของคนตาย

การเล่นเกมลักษณะนี้พบในจีนสมัยใหม่ด้วย ซึ่งมีวิธีเล่นคล้ายฝรั่ง แต่ใช้จานเป็นอุปกรณ์ในการสื่อสารกับวิญญาณ เรียกว่า เตี๋ยเซียน คำว่า เตี๋ย หมายถึงจาน ส่วน เซียน คือเทพเจ้าหรือเทวดา อุปกรณ์ที่ใช้คือ แผ่นกระดาษซึ่งมีตัวอักษรภาษาจีนและจานใบเล็กๆ ก้นจานจะใช้ปากกาสีแดงเขียนรูปลูกศรปลายชี้ออกจากจาน เวลาเล่นจะคว่ำจานลงบนแผ่นกระดาษ ผู้เล่นจำนวนระหว่างสองถึงสี่คนจะแตะนิ้วบนจาน จากนั้นก็เชิญวิญญาณมาและถามคำถามต่างๆ ที่ต้องการทราบ รอให้จานเคลื่อนไปบนแผ่นกระดาษและคอยดูว่า ลูกศรชี้ไปยังตัวอักษรใดบ้าง

การเล่นเตี๋ยเซียนเคยได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในไต้หวัน ถึงขนาดที่รัฐบาลไต้หวันได้ออกคำสั่งห้ามไม่ให้มีการเล่น ผลิตและจำหน่ายเตี๋ยเซียน โดยนอกจากเตี๋ยเซียน ยังมีรูปแบบการเล่นอื่นๆ ที่ใช้วิธีคล้ายคลึงกัน เช่น ปี่เซียน ซึ่งใช้ปากกาเป็นสื่อแทนจาน ผู้เล่นจะถือปากกาไว้ และเมื่อเชิญวิญญาณมาแล้ว ปากกาก็จะเคลื่อนไหวและขีดเขียนเป็นคำหรือรูปต่างๆบนกระดาษ

​ในขณะที่ของไทยเรียกว่า ผีถ้วยแก้ว เพราะใช้ถ้วยหรือแก้วในการเล่น ซึ่งไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นแก้วหรือถ้วยทรงใด ขนาดสูงแค่ไหนหรือมีสภาพแบบใด แต่มีข้อห้ามคือ ถ้วยนั้นต้องคว่ำ และระหว่างเล่นห้ามยกนิ้วออก เพราะจะถือว่าไม่เคารพวิญญาณหรืออาจจะถูกวิญญาณเข้าสิงได้

ไม่ว่าจะใช้วัตถุอะไรเป็นสื่อกลางก็ตาม แต่การเล่นในลักษณะนี้ทุกประเทศก็ยังมีข้อห้ามที่เหมือนกันคือ ก่อนจะเลิกเล่น วิญญาณนั้นจะเคลื่อนไปยังตัวอักษรที่แสดงคำทักทาย เช่น "สวัสดี" หรือ "ลาก่อน" ในไทยเราพบว่านอกจากใช้ถ้วยแก้วแล้ว ยังใช้เหรียญหรือปากกาในการเล่น คู่กับกระดานไม้หรือกระดาษที่มีการเขียนอักษรต่างๆ ลงไปในนั้น

​น่าสังเกตว่าหลังจากที่กระดานพูดได้กลายเป็นของเล่นเพื่อความสนุกสนานในครัวเรือนและวางขายทั่วไปในอเมริกาเมื่อศตวรรษที่ 19 ทำให้เกิดเครื่องมือและเกมแบบใหม่สำหรับใช้สื่อสารกับวิญญาณขึ้นโดยเฉพาะ หลังจากนั้น แพลนเช็ตต์ เหรียญ ถ้วย แก้ว จาน ปากกา ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุแทนวิญญาณ ปรากฏการณ์นี้แพร่กระจายไปทั่วโลกผ่านสื่อบันเทิงหรือตัวสินค้า ก็คงเหมือนกับที่มนุษย์ประดิษฐ์โทรศัพท์เพื่อใช้สื่อสารกันนั่นแหละ

เห็นมั้ยว่า มนุษย์เราติดต่อสื่อสารกับผีมาเป็นพัน ๆ ปี และหลายๆ วัฒนธรรมก็มีวิธีการสื่อสารกับวิญญาณด้วยวิธีการคล้ายๆ กัน

อ้างอิง:

Tales from a Talking Board (1991) by Jim Magus 

มนุษย์มีความพยายามที่จะสื่อสารกับวิญญาณมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพื่อสอบถามถึงความเป็นไป ชีวิตหลังความตายที่ดูลึกลับชวนพิศวงว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?