จาก Gay Town แห่งแรกในกัมพูชา สู่การเรียกร้องสิทธิของ LGBTQ+
  • Social
  • Oct 29, 2019

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา มีสลัมแห่งหนึ่งอยู่ข้างทางรถไฟสลัมแห่งนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขมรผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ แต่ต่อมาเริ่มมีการอพยพของ "คนนอก" เข้ามามากขึ้น และมากขึ้นเรื่อยๆ โดยคนนอกที่ว่านั้นเกือบทั้งหมดเป็นชายรักร่วมเพศที่ถูกตัดขาดจากครอบครัวและสังคมรอบข้าง (ส่วนใหญ่มากจากต่างจังหวัด) เพราะพวกเขาไม่ได้รับการยอมรับจึงถูกขับไล่ออกจาชุมชนของพวกเขาเอง กลายเป็นคนไร้บ้านและดั้นด้นไปตายเอาดาบหน้าในเมืองใหญ่

เมื่อไม่ถูกยอมรับในสังคมทั่วไป พวกเขาจึงไม่สามารถมีสิทธิเท่าเทียมในการหางานหรือหาที่พักอาศัยได้เหมือนคนอื่นๆ จึงต้องจำใจบ่ายหน้าสู่ชุมชนสลัม โดยชุมชนสลัมที่ชื่อว่า Beoung Kak 2 มีจำนวนชายรักชายอพยพจากที่ต่างๆ เข้ามาอาศัยซุกหัวนอนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้สลัม Beoung Kak 2 แห่งนี้ได้กลายเป็น Gay Town แห่งแรกของกัมพูชาไปโดยปริยาย

แต่ก็ใช่ว่าการมาอยู่รวมกันในสลัม Beoung Kak 2 จะทำให้พวกเขาสามารถแสดงตัวตนของเพศที่สามได้มากไปกว่าสถานที่ที่จากมา เพราะพวกเขาก็ยังคงไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มเจ้าถิ่นเดิม และถูกกดขี่ต่างๆ นานา ทั้งมีการใช้กำลังความรุนแรง ทั้งเอาเปรียบด้านอาชีพ แรงงาน หลายคนต้องจำใจทำอาชีพโสเภณีเพื่อหาเลี้ยงชีพ แต่ถึงอย่างนั้นชาวสีรุ้งส่วนใหญ่ก็ไม่ย้ายออกจากสลัมแห่งนี้ เพราะเชื่อว่าการที่พวกเขาอยู่รวมกันจะทำให้พวกเขาแข็งแกร่งได้มากกว่า และสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ไปด้วยกันได้ และเป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่กลุ่มเกย์เขมรที่เติบโตอย่างเปิดเผยจำนวนมาก 

ล่วงเลยมาจนถึงช่วงปี 2018-2019 จากสลัมที่เป็นเกย์ทาวน์แห่งแรกของกัมพูชา ในวันนี้คอมมิวนิตี้ของชาวเขมรเพศที่สามได้ขยายตัวออกไปมากขึ้น เมื่อดูเผินๆ ก็เหมือนว่าชาวกัมพูชาทั่วไปเริ่มจะยอมรับกลุ่ม LGBTQ+ ได้มากว่าในอดีต (และการเป็นเกย์ไม่ผิดกฎหมาย) เห็นได้จากที่ปัจจุบันนี้กัมพูชาถือว่าเป็นสวรรค์ของชาวเพศที่สามจากทั่วโลก มีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับกลุ่มเพศที่สามเปิดขึ้นมารองรับนักท่องเที่ยวมากมาย เช่น บาร์เกย์ การแสดงโชว์แดร็กควีน (DragQueen) สปาเกย์ คลับโรงแรม และซาวน่าเฉพาะกลุ่มชาวสีรุ้ง ฯลฯ สถานที่เหล่านี้มีอยู่ทั้งในกรุงพนมเปญ เมืองเสียมราฐ และหัวเมืองใหญ่ๆ หลายจังหวัด

แต่ลึกๆ ลงไป การเป็น LGBTQ+ ในสังคมเขมรสมัยนี้ก็ยังถือเป็นเรื่องยากอยู่ดี สำหรับชาวกัมพูชาจำนวนมากการเติบโตเป็นเกย์หรือคนเพศที่สาม ชีวิตของพวกเขาคือการต่อสู้ เพราะยังมีปัญหาทางสังคมหลายๆ อย่างที่กระทบต่อสวัสดิภาพในชีวิตของชาวสีรุ้ง ไม่ว่าจะเป็นการข่มขืน การบังคับให้แต่งงาน การข่มขู่ การไม่รับเข้าทำงาน ความรุนแรง และความไม่เท่าเทียม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ยังคงมีให้เห็นอยู่ทั่วไปในสังคมเขมร ในทางปฎิบัติแล้วสังคมโดยรวมยังไม่เปิดกว้างให้กับกลุ่ม LGBTQ+ 

มีรายงานของหน่วยงาน Rainbow Community Kampuchea (RoCK) ได้จัดอันดับปัญหาสำคัญ 4 ข้อที่ชุมชน LGBTQ+ ของกัมพูชาต้องเผชิญ ได้แก่ การเลือกปฏิบัติ / การถูกกีดกันจากครอบครัว / การคุกคามและความท้าทายทางกฎหมาย (รายงานเผยแพร่ในปี 2015) โดยมีเคสมากมายที่พบ เช่น ถูกเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน ถูกบูลลี่ในโรงเรียน ถูกข่มขู่จากเพื่อนร่วมงาน และการคุกคามของตำรวจ

มีเคสหนึ่งที่น่าสนใจเป็นเคสของชาวสีรุ้งที่ชื่อว่า Chuk Sopheap ไกลออกไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของจังหวัดพระตะบอง Chuk Sopheap ถูกบังคับให้ออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 18 เนื่องจากเขาเปิดเผยตัวตนว่าเขาเป็นเพศที่สาม เมื่อโดนไล่ออกจากบ้านเขาจึงมุ่งหน้าสู่เสียมราฐเพื่อหางานทำและที่นั่นเขาได้รับการยอมรับ ก่อนที่จะย้ายไปที่พนมเปญซึ่งตอนนี้เขาทำงานที่ Space Hair Salon and Bar ซึ่งเป็นซาลอนตอนกลางวันและบาร์เกย์ตอนกลางคืน

“ที่นี่ทำให้ฉันมีอิสระมากมาย” Chuk ในวัย 35 ปีเล่า แล้วยังบอกอีกว่าการเป็นเกย์ในต่างจังหวัดไม่ใช่เรื่องง่าย บ้านเกิดของเขาเป็นเพียงเป็นชุมชนเล็กๆ ไม่เหมือนกับสังคมเมืองใหญ่ที่ทุกคนจะสามารถสนุกสนานและเป็นตัวของตัวเองได้

การเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงานก็เป็นเรื่องที่มีกลุ่มเพศที่สามร้องเรียนกันมาก โดยมีหลายองค์กรปฏิเสธที่จะจ้างชาวสีรุ้งเข้าทำงานเนื่องจากเพศสภาพที่ไม่ตรงกับเพศจริง

ต่อมามีหลายหน่วยงานในกัมพูชาเริ่มมีความพยายามในการแก้ไขปัญหานี้ โดยองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนเน้นให้การศึกษากับชุมชนต่างๆ มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องสิทธิของกลุ่ม LGBTQ+ โดยหวังว่าจะนำไปสู่การยอมรับ การเปลี่ยนทัศนคติ และการเปลี่ยนแปลงกฎหมายให้มีความเท่าเทียมกันของคนทุกเพศ

อย่างในปี 2015 กระทรวงกิจการสตรีรวมชุมชน LGBTQ+ ได้ใส่แผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อป้องกันความรุนแรงต่อผู้หญิงและต่อเพศที่สาม ทางด้านกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาดูแลประชากรข้ามเพศมากขึ้น และกระทรวงแรงงานกำลังมองหาวิธีที่จะสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานของกลุ่มเพสที่สามให้ดีขึ้น

และถัดมาในปี 2018 กระทรวงศึกษาธิการได้ให้คำมั่นที่จะเริ่มสอนเรื่องเพศศึกษาในโรงเรียนรวมถึงเซสชัน SOGI (รสนิยมทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ) ส่วนในปี 2019 เราพบว่าสังคมเขมรเริ่มเปิดรับกลุ่มคน LGBTQ+ อย่างเปิดเผยมากขึ้น มีการแต่งงานข้ามเพศที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น อย่างเช่นในเคสของ Hunny Hach หนุ่มข้ามเพศ ที่ครอบครัวยอมรับในเพศสภาพของเธอและยอมจัดงานแต่งงานระหว่างหญิงและหญิงขึ้นมาได้สำเร็จอย่างงดงาม และเมื่อโพสต์ภาพงานแต่งออกไปทางโซเชียลมีเดียก็ได้รับการยอมรับจากสังคมอย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม ก็ได้แต่หวังว่าในที่สุดชาวสีรุ้งในกัมพูชาจะได้ใช้ชีวิตที่เท่าเทียมอย่างแท้จริง

---------------------

อ้างอิง:

https://www.pri.org/stories/2010-11-12/cambodias-first-gay-town

https://theculturetrip.com/asia/cambodia/articles/whats-it-like-to-be-lgbt-in-cambodia/?fbclid=IwAR1G6XIMkYuFfoeORgdcR_YKOdUuJEM1vTeZzERJ6zm0qcElG5Nfu55ExBw

https://qvoicenews.com/2019/06/14/lgbtq-cambodian-community-queer-khmer-activist-shares-story/

การเป็น LGBTQ+ ในสังคมเขมรสมัยนี้ก็ยังถือเป็นเรื่องยากอยู่ดี สำหรับชาวกัมพูชาจำนวนมากการเติบโตเป็นเกย์หรือคนเพศที่สาม ชีวิตของพวกเขาคือการต่อสู้ เพราะยังมีปัญหาทางสังคมหลายๆ อย่างที่กระทบต่อสวัสดิภาพในชีวิตของชาวสีรุ้ง ไม่ว่าจะเป็นการข่มขืน การบังคับให้แต่งงาน การข่มขู่ การไม่รับเข้าทำงาน ความรุนแรง และความไม่เท่าเทียม ฯลฯ

นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ที่ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนทั้งในแพลตฟอร์มหนังสือพิมพ์และออนไลน์ ชอบท่องโลกกว้างเป็นชีวิตจิตใจ ไม่พลาดที่จะค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากการกิน ดื่ม เที่ยว ไปพร้อมกับเพิ่มทักษะ Self-Development ในทุกๆ จังหวะของชีวิต