หากวันนี้ไม่มีงานหนังสือ
  • Social
  • Oct 3, 2019

ทุก ๆ ปี เหล่าหนอนหนังสือทั้งหลายจะเฝ้ารอคอย มหกรรมงานหนังสือระดับชาติ ที่จะจัดขึ้นอย่างน้อย 2 ปีละ 2 ครั้ง เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาของการเรียกเงินออกจากกระเป๋า ตามคอนเซ็ปที่ว่า "ซื้อไว้ก่อน อ่านทีหลัง"

นอกจากการรวมร้านหนังสือและบูธสำนักพิมพ์มากที่สุดในประเทศไทยแล้ว งานมหกรรมงานหนังสือ ยังมีโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม ทั้งยังมีหนังสือที่ออกใหม่ ให้ได้เลือก และทั้งหมดที่ว่ามานี้คือจุดดึงดูดให้นักอ่านมากหน้ามุ่งสู่งาน

งานวิจัยการศึกษาพฤติกรรมการอ่านและซื้อหนังสือของคนไทยปี 2557 พบว่า พฤติกรรมการซื้อหนังสือของคนไทยมักมีการซื้อหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือหรือมหกรรมหนังสือมากกว่าซื้อตามร้านหนังสือปกติ รวมถึงมีการรอซื้อภายในงานมากกว่าที่ซื้อตลอดทั้งปี

อธิบายง่ายๆ ว่า ไม่ใช่เราคนเดียว (หรอก) ที่จดจ่อรอเสียทรัพย์ในงานหนังสือ แต่คือคนไทยหรือหนอนหนังสือส่วนใหญ่เฝ้ารอคอยการซื้อหนังสือในงานหนังสือ หรือมหกรรมงานหนังสือมากกว่าซื้อในร้านอื่น ๆ ด้วยกันทั้งนั้น จนถึงขั้นจดลิสต์รายการหนังสือที่น่าสนใจแล้วค่อยไปตำแบบจัดหนักในงานแทน

งานหนังสือ ≠ ภาพรวมตลาด

ข้อมูลจาก สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ได้เก็บสถิติรายได้งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ตั้งแต่ปี 2554-2561 พบว่ายอดขายหนังสือในงานมีมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว โดย 8 ปีหลังสุด ยอดขายได้แก่

ปี 2554 มีมูลค่า 279,200,293 บาท

ปี 2555 มูลค่า 400,000,000 บาท

ปี 2556 มูลค่า 387,893,568 บาท

ปี 2557 มูลค่า 353,737,286 บาท

ปี 2558 มูลค่า 301,517,407 บาท

ปี 2559 มูลค่า 278,109,133 บาท

ปี 2560 มูลค่า 303,148,770 บาท

และ ปี 2561 มูลค่า 277,866,672 บาท

ทั้งนี้รวม 8 ปี มียอดขายในงานทั้งหมด 2,581,473,129 บาท 

แม้ภาพผู้คนเบียดเสียดกันภายในที่จัดงานมหกรรมหนังสืออาจจะเป็นคำตอบของความนิยม แต่นั้นไม่สามารถตอบได้ว่าตลาดหนังสือในประเทศไทยดีขึ้นหรือไม่ เพราะมูลค่ารายได้ในงานมหกรรมหนังสือ นับเป็นเพียงร้อยละ 10 ของมูลค่าตลาดหนังสือจากทั้งหมด 

สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ยอมรับว่า ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมามูลค่ารวมตลาดหนังสือลดลงมาตลอดติดต่อต่อเนื่องกัน ก่อนหน้านั้น หรือช่วงปี 2554-2555 ภาพรวมตลาดหนังสือมีมูลค่า 26,000 ล้านบาท แต่ในปี 2560 เหลือประมาณ 15,000-16,000 ล้านบาท ทั้งนี้ในปี 2561 ยอดขายหนังสือกลับมาอยู่ตัวอีกครั้งมีมูลค่าแตะ 20,000 ล้านบาท จากกระแสยอดฮิต ละครบุพเพสันนิวาส ที่นำเอาโครงเรื่องมาจากหนังสือนิยาย

ภาวะที่เรียกว่าซบเซามีสาเหตุมาจากหลายส่วน โดยส่วนใหญ่ ๆ มาจากพฤติกรรมการรับสารที่เน้นโลกออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ทำให้ส่งผลถึงอุตสาหกรรมตลาดหนังสือ จนเกิดปัญหาการแข่งขันสูง กระแสหนังสือเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว หลาย ๆ สำนักพิมพ์เลือกที่จะเกาะกระแส ทำให้ออกผลิตภัณฑ์ที่คล้าย ๆ กันออกมา ร้านหนังสือมีอิทธิพลน้อยลง คนนิยมซื้อหนังสือผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น รวมถึงร้านหนังสือหักค่าส่วนต่างเพิ่มมากขึ้น ทำให้สำนักพิมพ์เองไม่สามารถวางหนังสือจำหน่ายที่ร้านได้เหมือนเมื่อก่อน ต้นฉบับต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น และ หายากขึ้น

สูตรเอาตัวรอดสำนักพิมพ์เล็ก-ใหญ่

จารุวรรณ เวชตระกูล กรรมการผู้จัดการสำนักพิมพ์วิช กล่าวว่า ผลกระทบของธุรกิจสิ่งพิมพ์ต่อสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก เห็นได้ชัดมากกว่าสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการออกหนังสือใหม่ ๆ

“ปัจจุบันวงการหนังสือที่อยู่รอดได้คือต้องเป็นตัวจริงเท่านั้น หมายความว่าหนังสือที่ออกมาต้องมีคุณภาพมาก ๆ ถึงจะจับกลุ่มคนอ่านได้ โดยเฉพาะสำนักพิมพ์เล็ก ๆ ยิ่งต้องทำออกมาให้หนังสือดีที่สุด ทั้งเนื้อหา หน้าปก ต้นฉบับ ทุกอย่างเลย นี่คือทางรอดของสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก ในขณะที่สำนักพิมพ์ขนาดใหญ่อาจจะเลือกหยิบหนังสือขายดีจากต่างประเทศมาแปลขาย ซึ่งสวนทางกับในอดีตสำนักพิมพ์ไม่ว่าทั้งเล็กหรือใหญ่ นิยมออกหนังสือให้ได้เยอะ ๆ เดือนหนึ่งตีพิมพ์ใหม่ 6-7 เล่ม”

สำหรับงานมหกรรมหนังสือ จารุวรรณ มองว่า ในความเป็นจริงมันเกิดภาวะขาดทุนอยู่แล้ว เพราะต้นทุนภายในงานก็มีมูลค่าสุง ค่าบูธ ค่าพนักงาน ค่าสถานที่ เป็นรายจ่ายที่ค่อนข้างหนักสำหรับสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก ยิ่งต้องแข่งโปรโมชั่น ยิ่งขาดทุน แต่งานหนังสือก็ถือเป็นโอกาสอย่างหนึ่งในการระบายสต๊อคสินค้า

“อดีตเราเปิดบูธเอง แต่ปัจุบันเรารับภาระไม่ไหวเลยเปลี่ยนไปเป็นการฝากขายกับบูธอื่น ๆ กระจายไปคุ้มค่ากว่า ถึงแม้จะโดนหักค่าส่วนต่างในการขาย แต่จุดประสงค์หลัก ๆ ของการไปวางขายในงานหนังสือคือการบอกกลุ่มผู้อ่านว่ายังมีเราอยู่”

ซึ่งการปรับต้วสำหรับสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก คือการให้เปิดจองซื้อหนังสือทางออนไลน์ หรือการพรีออเดอร์สินค้า มากกว่าการขายหน้าร้านเพราะเข้าใจพฤติกรรมของผู้อ่านที่เปลี่ยนไป

ภีมรพี ธุรารัตน์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด สำนักพิมพ์มติชน กล่าวว่า ในมุมมองของสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่พื้นที่สื่อสารสำคัญที่สุด

“สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือหนังสือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ไม่ใช่การอ่านวันเดียวแล้วจบ เหมือนการดูหนังในโรง แต่ใช้เวลานานกว่านั้นมาก ดังนั้นแล้วเราต้องเลือกหนังสือที่คนต้องการอ่านมากที่สุด แต่ก็มักจะเกิดปัญหาอย่งเช่น หนังสือบางเรื่องอาจจะมีข้อมุลที่น่าสนใจมาก ๆ แต่คนไม่สนใจ ข้อดีของสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่คือมีคอนเนคชั่นมากกว่า คนจะเห็นและมีพื้นที่มากกว่า เช่น การโปรโมทผ่านพาร์ทเนอร์ให้ช่วยแชร์ ช่วยสร้างการเข้าถึงของคน เรียกง่าย ๆ ว่า มีพื้นที่สื่อสารเยอะกว่า”

สำหรับมุมมองต่องานมหกรรมหนังสือ ภีมรพี อธิบายว่า ต้องยอมรับว่ายอดขายสำคัญที่สุด ดังนั้นจึงต้องมีการออกหนังสือให้ทันช่วงงานหนังสือ แต่ถึงอย่างนั้นก็มาจากการวางแผนล่วงหน้านานประมาณ 6 เดือน เพื่อจัดหนังสือที่น่าสนใจ ถ้าเกิดมีกระแสกระทันหันเราก็ต้องเลือกหนังสือที่กำลังกระแสในช่วงนั้น มาด้วย

“การปรับตัวสำหรับสำนักพิมพ์เองคือการ กระโดดลงมาเล่นออนไลน์ ไม่ใช่เน้นการขายของ แต่เน้นการเอา Content มานำเสนอ”

ในขณะที่เรามองว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) จะมาแรงแซงหนังสือเล่ม แต่เว็บไซต์ซีเอ็นบีซีรายงานอ้างข้อมูลประจำปี 2562 ของสมาคมสำนักพิมพ์อเมริกันเผยว่า ปี 2561 สิ่งพิมพ์ทุกชนิดในสหรัฐทำรายได้เกือบ 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ตัวเลขดังกล่าวรวมถึงหนังสือเรียน หนังสือการค้า และเรื่องแต่ง

“E-book มันจำเป็น แต่ปัจจุบันมันยังไม่ 100% เน้นตัวเล่มมากกว่า สำหรับมติชนเองก็มี e-book เหมือนกัน รู้สึกว่าจะออกตามหลังหนังสือเล่มไม่นานแหละ มันก็เป็นอีกช่องทางที่เราจะ Go digital เป็นการปรับตัวให้ลูกค้าได้เลือกหลากหลายขึ้น และยังเป็นอีกช่องทางที่เพิ่มรายได้ที่เพิ่มเข้ามาเพื่อสนับสนุนสนพ.และผู้เขียน(หรือผู้แแปล) ให้ได้ผลิตชิ้นงานต่อๆ ไปด้วย” ภีมรพี กล่าว

หากเราลองคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าไม่มีงานมหกรรมหนังสือ แล้วหนังสือจะมีจุดยืนตรงไหน ? เพราะด้วยพฤติกรรมการอ่านที่เปลี่ยนไป คนไม่นิยมเข้าร้านหนังสือ จนส่งผลให้ร้านหนังสือปรับตัวหรือสำนักพิมพ์ปิดตัวลง และพฤติกรรมการซื้อที่รอคอยแค่ 2 ครั้งต่อปี ช่องทางออนไลน์อาจจะใช่คำตอบจริง ๆ หรือไม่

คำกล่าวที่ว่า หนังสือกำลังจะตาย อาจจะเป็นเรื่องไม่จริง

แต่คนทำหนังสือกำลังจะตาย อาจจะเป็นเรื่องจริง (กว่า)

พร้อมๆกับเป็นเรื่องที่น่าคิดต่อว่า สมมติถ้าไม่มีงานหนังสือที่เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยพยุงตลาด ธุรกิจสำนักพิมพ์และวงการหนังสือบ้านเราจะหน้าตาเป็นแบบไหน

 

 

มูลค่ารายได้ในงานมหกรรมหนังสือ นับเป็นเพียงร้อยละ 10 ของมูลค่าตลาดหนังสือจากทั้งหมด 

เพราะบอนชอนและโบท็อกซ์ คือสิ่งที่ทำให้มีกำลังใจใช้ชีวิตในประเทศที่ประยุทธเป็นนายกรัฐมนตรี