อาการสมาธิสั้น
  • Social
  • Aug 2, 2019

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเด็กและผู้ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ในมุมหนึ่ง เทคโนโลยีถือเป็นตัวช่วยให้เด็กๆ สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

แต่เทคโนโลยีก็เป็นเหมือนดาบสองคม เพราะอาจก่อให้เกิดโทษแก่เด็กได้ โดยเฉพาะหากผู้ใหญ่ที่ปล่อยให้เด็กใช้เทคโนโลยีบางประเภท อาทิ สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตติดต่อกันเป็นเวลานาน และไม่มีการควบคุมระยะเวลาการใช้งาน อาจมีผลเสียที่ร้ายแรงต่อเด็กทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต

จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต พบว่า การใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตมีผลทำให้เด็กเป็นโรคสมาธิสั้น โดยมีโอกาสเพียง 15-20% เท่านั้นที่สามารถหายขาดเองได้โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษา ในขณะที่ 80-85% ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และจะเป็นโรคสมาธิสั้นจนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ส่งผลกระทบต่อความคิด การวางแผน และการจัดการบริหารชีวิต จากความผิดปกติของสมองส่วนหน้า

ดังนั้น การสังเกตรู้เท่าทันอาการ ยอมรับเพื่อรักษาอาการ อาจจะจะช่วยให้โรคสมาธิสั้นแก้ไขได้ทันการและหายขาดก่อนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ โรคสมาธิสั้นจึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครองหรือคนในครอบครัวควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมและใส่ใจเด็กๆ

ภูชิชย์ ฝูงชมเชย นักกิจกรรมบำบัด จากศูนย์พัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2 แนะนำถึงการสังเกตอาการสมาธิสั้นในเด็กว่า ควรเริ่มจากการพิจารณาอายุของเด็กกับระยะเวลาของกิจกรรมที่เด็กทำก่อนว่ามีระยะเวลานานเกินไปหรือไม่

โดย นำอายุเด็กมาคูณด้วยสาม ซึ่งจะเท่ากับจำนวนนาทีที่เด็กสามารถอยู่ในสมาธิได้ อาทิ เด็ก 5 ขวบ ควรจะมีสมาธิ และสามารถจดจ่ออยู่กับการทำกิจกรรมต่างๆ ได้ประมาณ 15 นาที

นอกจากนั้น ยังมีวิธีการสังเกตเด็กสมาธิสั้นเบื้องต้น 2 แนวทางดังนี้

สังเกตว่าเด็กมีอาการขาดสมาธิหรือไม่ โดยเด็กที่มีอาการขาดสมาธิจะมีอาการ 6 ใน 9 ข้อ

  • ละเลยในรายละเอียด หรือทำผิดด้วยความเลินเล่อ
  • มีความยากลำบากในการตั้งสมาธิ
  • ดูเหมือนไม่ฟังเวลาคนอื่นพูดด้วย
  • ทำตามคำสั่งไม่จบหรือทำกิจกรรมไม่เสร็จ
  • มีความยากลำบากในการจัดระเบียบงานหรือกิจกรรม
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้ความพยายาม
  • มักทำของหายบ่อยๆ
  • วอกแวกสนใจสิ่งเร้าภายนอกง่าย
  • หลงลืมทำกิจวัตรที่ต้องทำเป็นประจำ

สังเกตว่าเด็กมีอาการซน อยู่ไม่นิ่ง และหุนหันพลันแล่นหรือไม่ โดยจะต้องมีอาการ 6 ใน 9 ข้อ

  • ยุกยิก ขยับตัวไปมา
  • นั่งไม่ติดที่ ชอบลุกเดิน
  • ไม่สนใจเมื่อมีผู้พูดด้วย
  • ไม่สามารถเล่นเงียบๆ ได้
  • เคลื่อนไหวไปมาตลอดเวลา
  • พูดเยอะเกิน
  • พูดโพล่งขึ้นมาก่อนถามจบประโยค
  • มีความยากลำบากในการรอคอย
  • ขัดจังหวะหรือพูดแทรกผู้อื่นในกลุ่มสนทนาหรือกลุ่มเล่น

**โดยเด็กจะต้องมีอาการเหล่านี้ก่อน 12 ขวบ และแสดงอาการต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน** 

หากผู้ปกครองสังเกตเห็นว่าบุตรหลานมีอาการเหล่านี้ ควรพาบุตรหลานไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวินิจฉัยโรคโดยละเอียดต่อไป

นอกจากนั้นยังต้องไม่ลืม วิธีการปฏิบัติกับเด็กๆ ด้วย หลัก 3R ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลเด็กๆ และประยุกต์ใช้ได้จริงในการดูแลบุตรหลาน คือ 

Relationship ความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวกับเด็ก ไม่ใช่การหยิบยื่นแค่ของเล่นให้แก่เด็ก ควรเล่นด้วยกันกับเด็ก หรือมีกิจกรรมร่วมกัน เช่นการเล่านิทานก่อนนอน

Reinforcement การชื่นชมหรือให้รางวัลแก่เด็กแบบพอดี เมื่อเด็กทำดี ซึ่งต้องเป็นการชมที่เจาะจงว่าพฤติกรรมอะไรที่เด็กทำดี เช่น เก็บของเล่นเข้าที่เองได้ หรืออาบน้ำแปรงฟันด้วยตัวเองได้

Rules กฎระเบียบที่ไม่เข้มงวดหรือหย่อนยานเกิน และผู้ปกครองควรปฏิบัติกฎนั้นอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ  พร้อมกับการมีต้นแบบที่ดีซึ่งผู้ที่จะเป็นต้นแบบที่ดีที่สุดแก่ลูก คือพ่อแม่ และผู้ปกครองเด็กนั่นเอง

เด็กเป็นโรคสมาธิสั้น มากกว่า 80 % ไม่สามารถรักาาให้หายขาดได้

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์