เมื่อโกรธกร้าว คนเราหลงลืมอะไรบ้าง
  • Social
  • Oct 24, 2019

บ่ายวันหยุดนักขัตฤกษ์วันที่ 23 ตุลาคม หลังคลิป “หนุ่มแว่นหัวร้อน” ยืนโวยวายคู่กรณีที่ขับรถกระบะชนรถของตนเองอยู่ริมถนนถูกปล่อยออกไปในโลกโซเชี่ยล ผู้คนก็ได้รู้จักกับหนุ่ม (ที่พร่ำบอกว่าตนเป็น) เศรษฐีเจ้าของถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามทั้ง ‘คู่กรณี’ และ ‘คนไทย’ ทั้งประเทศ จุดกระแสความหัวร้อนให้แพร่กระจายออกไปในวงกว้างพร้อมแฮชแท็ก #รวยจนขาดสติ ที่มีคนเข้ามาแชร์และแสดงความคิดเห็นจนถึงหลักแสนอย่างง่ายดายภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

ก็อย่างว่า อากาศร้อน ใจคนก็ร้อนตามไปด้วย ตกเย็นวันเดียวกันหลังจากที่คู่กรณีไปตกลงกันต่อที่สถานีตำรวจ ผู้คนมากมายหลังได้เห็นโพสต์ที่ถูกแชร์ว่อนไปทั่วโลกโซเชียล ต่างก็แห่แหนตามไปออกันอยู่หน้า สน. หวังเห็นหน้าค่าตาพ่อหนุ่มเศรษฐีคนดังด้วยตัวเอง คาดการณ์คร่าวๆ จากสายตานักข่าวที่ไปรอเกาะติดสถานการณ์ รวมแล้วก็มีคนไป ‘รอดู’ อยู่ไม่ต่ำกว่า 300 คน 

คำด่าทอสาปแช่งที่หนุ่มเศรษฐีเคยพูดไว้ ถูกส่งกลับไปยังเจ้าตัวโดยผู้คนนับร้อยที่กำลังโมโหจนควบคุมสติตัวเองไม่อยู่ แม้แต่แฟนสาวในคลิป และคนเป็นแม่ที่เดินทางมาหาลูกชายที่โรงพัก ก็ยังถูกคนเหล่านั้นคุกคามและตั้งคำถามว่า “เลี้ยงลูกมาอย่างไร” 

นี่ยังไม่นับรวมในโลกออนไลน์ที่ขุดเอาประวัติ รูปภาพ ข้อมูลส่วนตัว รวมไปถึงบรรดาญาติสนิทมิตรสหายของชายคนนั้นออกมารีโพสต์ซ้ำแล้วซ้ำอีกนับไม่ถ้วน เดือดร้อนไปจนถึงคนนามสกุลเดียวกันแต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่แม้แต่รู้จักมักจี่ก็โดน “ชาวเน็ตตัวดี” กระหน่ำด่าจนเดือดร้อนตามไปกันหมด

จะเรียกว่าทั้งหมดนี่เป็นเหตุการณ์ ‘ล่าแม่มด’ อีกเหตุการณ์หนึ่ง ก็คงจะไม่ผิดนัก

จะยุคไหนๆ คนไทยก็ยัง ‘ล่าแม่มด’

ก่อนจะไปพูดถึงการล่าแม่มดในไทย ก็ต้องพูดถึงต้นกำเนิดการล่าแม่มดกันก่อน การล่าและสังหารแม่มด เคยมีอยู่จริงในประวัติศาสตร์โลก สมัยก่อนมีความเชื่อกันว่าแม่มดนั้นเคารพะบูชาซาตาน และจะมีการเกณฑ์ผู้คนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่จะใช้ทำลายคริสต์ศาสนา ท้ายที่สุดแล้วจะนำพาวิญญาณมนุษย์ลงไปสู่ขุมนรก ซึ่งการจัดการพ่อมด-แม่มด (รวมถึงหมอผี) ก็มีการจัดทำกันอย่างเป็นระบบมาตั้งแต่คริสต์ศวรรษที่ 13 มีการสอบสวน ตรวจสอบ พิพากษา และเข่นฆ่า แย่ไปกว่านั้นคือทั้งหมดอยู่ภายใต้การสนับสนุนของพระสันตปาปา

ยุคทองของการสังหารแม่มดเกิดขึ้นยาวนานหลายร้อยปี คือช่วงระหว่างศตวรรษที่ 15-17 มีการสืบสวนและทารุณผู้ต้องสงสัยอย่างโหดร้าย ทั้งใช้ตะปูตอกลงไปในเล็บ ดึงแขนไขว้ไว้จนกระทั่งหัวไหล่หลุดด้วยชักรอก รวมไปถึงการทรมานร่างกายในรูปแบบอื่นๆ 

แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีใครพิสูจน์ได้จริงๆ ว่าแม่มดทำร้ายผู้คน นอกจากที่มีการทารุณกรรมให้ผู้ต้องสงสัย (ว่าเป็นพ่อมด-แม่มด) ยอมรับผิดและซัดทอดต่อ ยังดีที่ช่วงหลังศตวรรษที่ 17 ผู้คนเริ่มมีเหตุผลมากขึ้น ประเทศในยุโรปเริ่มจากเนเธอร์แลนด์เริ่มประกาศยุติการสังหารแม่มด อย่างไรก็ดี จนถึงตอนนั้นก็มีผู้ที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับข้อกล่าวหาเรื่องแม่มดเป็นอันตรายไปแล้วมากกว่า 2 แสนคน 

แม้สมัยก่อนทั่วโลกจะจริงจังกับการล่าแม่มดจนถึงขั้นเขียนขึ้นเป็นกฎหมาย มีโทษถึงตายในหลายประเทศ แต่ปัจจุบันหลังจากที่ไม่มีการพิสูจน์ได้เป็นชิ้นเป็นอันเรื่องแม่มดเป็นอันตราย ก็ไม่ได้แปลว่าวาทกรรม “ล่าแม่มด” จะหายไปจากโลก เพราะมันแปรเปลี่ยนกลายมาเป็นคำแทนพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในบริบทใหม่ ไม่มีแม่มด ศาสนา หรือซาตานอีกต่อไป เพราะกลายมาเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นจากการต่อต้านบุคคลที่กระทำความผิดตามที่สังคมมองว่าผิด ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งการดูหมิ่น สาปแช่ง ประจาน ด่าพ่อล่อแม่ รุมประชาทัณฑ์ และอาจรุนแรงไปจนถึงขั้นสังหาร

ส่วนการล่าแม่มด (ด้วยบริบทใหม่) ในประเทศไทยก็เกิดขึ้นหลายกรณีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่คนเห็นต่างทางการเมือง ปรากฏการณ์ล่าคนที่ไม่ใส่เสื้อสีดำท่ามกลางสถานการณ์โศกเศร้าในปี 2559 เพราะเข้าใจผิดคิดว่าไม่จงรักภักดี อีกกรณีก็ตอนที่มีการถ่ายคลิปประจานหญิงมีอายุรายหนึ่งบนรถเมล์หาว่าเธอพูดหมิ่นสถาบันฯ แม้ภายหลังสืบทราบว่าหญิงรายดังกล่าวมีอาการทางจิต แต่คลิปก็ถูกแชร์ไปไกลและมีการวิพากษ์วิจารณ์จนเกินจะควบคุมได้แล้ว

รวมไปถึงเรื่องที่เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดคือในเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีการล้อมปราบนักศึกษาในข้อหาคอมมิวนิสต์ จากการกระพือข่าวลือเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับสังคม จนนำไปสู่ความรุนแรงในที่สุด 

ซึ่งก็คงจะพอทำให้เห็นได้แล้วว่า การตัดสินถูกผิดตามกระแสสังคม การล่าแม่มด ตลอดจนความโกรธเกรี้ยวจนต้องลงไม้ลงมือเมื่อเห็นว่าบุคคลใดกระทำผิด ยังคงอยู่กับมนุษย์มาโดยตลอดตั้งแต่อดีด

ฮ่องเต้ซินโดรม หัวร้อน โวยวาย และคำอธิบายจากหมอ

“คนไทยมันด้อยพัฒนา”

“คนไทยการศึกษาต่ำ”

“คนไทยชอบเ-ือกเรื่องชาวบ้าน”

สามประโยคข้างต้นเป็นประโยคที่ใครหลายคนคงได้ยินมาจากคลิปที่ถูกแชร์กันออกไปทั่วเฟซบุ้ก แสดงให้เห็นถึงความเกรี้ยวกราดโมโหจนควบคุมตนเองไม่ได้ของชายใส่แว่นคนนั้น หลังจากที่มีการกล่าวถึงอาการซึมเศร้า ว่าเป็นสาเหตุของพฤติกรรมหงุดหงิดโมโหจนควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว นอกจากนี้ก็ยังมีกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุอื่นๆ อีก ทั้งการเลี้ยงดู หรือปัญหาจากการเติบโตมาในโลกโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน

คำวิพากษ์วิจารณ์แรงไปจนถึงขั้นมีการตั้งคำถามว่าชายคนดังกล่าวเติบโตมายังไง พ่อแม่เลี้ยงมาแบบไหนถึงได้แสดงกิริยารวมถึงวาจาดูถูกกดขี่คนอื่น ตลอดจนคีย์เวิร์ด “ฮ่องเต้ซินโดรม” ที่เพิ่งกลายเป็นคำฮิตในช่วงนี้ ก็ถูกจับมาเป็นคำนิยามใหม่ให้กับหนุ่มเศรษฐีคนนี้ด้วย

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี หรือ ‘หมอเดว’ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น อธิบายถึงอาการฮ่องเต้ซินโดรม ที่มีที่มาจากจักรพรรดิจีนตัวเล็กๆ ซึ่งถูกประคบประหงมจนเสียเด็กเมื่อถูกขัดใจก็จะอาละวาด โดยคนจีนใช้ขนานนามเด็กยุคใหม่ที่เกิดเป็นลูกชายคนเดียวในครอบครัวจีน ถูกบังคับให้มีลูกคนเดียว พอได้ลูกชายมาก็ประคบประหงมอย่างใหญ่โตเหมือนฮ่องเต้องค์น้อยๆ ในบ้านไว้ว่าเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง ดังนี้

  • ปกป้องลูกมากเกินไป ทำให้เด็กขาดความมั่นใจ ตัดสินใจไม่ได้ ขาดภาวะผู้นำ

  • บริโภคนิยม เลี้ยงเด็กให้อ้วน เอาใจเรื่องอาหารการกิน

  • เลี้ยงแบบขาดความผูกพันในครอบครัว ตามใจ ให้อิสระเสรีโดยไม่ให้คำแนะนำ

  • ประคบประหงม วิตกกังวล หรือหวาดระแวงสังคมภายนอกมากเกินไป

  • เร่งรัดบังคับ หรือสนับสนุนโดยปราศจากการวิเคราะห์ความเหมาะสม

  • ใกล้ชิดมากเกินไปจนทำให้เด็กขาดพื้นที่ส่วนตัว 

สื่อโซเชียลเหมือนจะเป็นตัวร้ายอีกครั้ง

นอกจากนี้ยังมีผลวิจัยจากกระแสความเกรี้ยวกราด ที่บอกว่า ความก้าวร้าว กลายเป็นอีกผลกระทบที่เกิดขึ้นในวันที่โซเชียลมีเดียเป็นโลกอีกใบของสังคมไทย ซึ่งมีบัญชีรายชื่อของคนที่ใช้โซเชียลมีเดียไม่ต่ำกว่า 45 ล้านบัญชี และกลุ่มผู้ใช้งานอายุ 18-24 อยู่ราว 16 ล้านบัญชี 

โดยรายงานจากกรมสุขภาพจิต ระบุถึงความนิยมของการใช้งานโซเชียลมีเดียที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นผลมาจากความต้องการรับรู้ความเคลื่อนไหวของสังคม และบอกความเคลื่อนไหวของตนเองให้กับสังคมรับรู้ ส่วนผลกระทบจากการติดโซเชียล พบว่า ทำให้มีปัญหาภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 27.7 และทำให้เกิดอาการวิตกกังวล และภาวะอารมณ์แปรปรวน ร้อยละ 21.1 อันนำไปสู่ ปัญหาด้านความรุนแรง โดยเฉพาะวัยรุ่น 

นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล ตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่เกิดขึ้นในฐานะจิตแพทย์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ต่อให้ป่วยขนาดไหนก็ไม่ได้หมายความว่าจะยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างในการสามารถแสดงความก้าวร้าวในสังคมได้อย่างอิสระเสรี ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองก็มีส่วนสำคัญในการ ที่จะยอมรับความจริงและไม่ออกมาปกป้องบุตรหลานของตนมากจนเกินไป เพื่อไม่ให้เป็นการยุยงส่งเสริมการกระทำผิดซ้ำ ซึ่งยังสะท้อนกลับไปยังปฏิกริยาตอบกลับของสังคมที่ "หัวร้อน" กันในโซเชียลมีเดีย ถึงขั้นออกไปรวมตัวรุมด่า หรือท้าตีท้าต่อยถึงสถานีตำรวจนั้นก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องคิดด้วย 

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช จากมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทยเคยตั้งข้อสังเกตถึง ช่องทางการใช้สื่อโซเชียลเป็นช่องทางที่หลายคนใช้เพื่อหาความชอบธรรมให้กับตัวเอง ซึ่งก็เป็นพื้นที่ของมนุษย์ที่จะหาเหตุผล หาความชอบธรรม  เพื่อให้คนเข้ามาเป็นพวก หาเพื่อน ว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นดี และถูกต้อง จากการกดไลค์ กดว้าว กดเลิฟ กดเห็นด้วย ทั้งหมดย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ทางอารมณ์ และสังคมด้วย 

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจาก ศูนย์ COPAT สำรวจสถานการณ์เด็กไทยกับภัยออนไลน์ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2560 กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอาย 9-18 ปี พบว่ากว่าร้อยละ 75 เชื่อว่า เมื่อประสบภัยออนไลน์แล้วสามารถจัดการปัญหาได้ ขณะที่ราวร้อยละ 78 เชื่อว่าสามารถช่วยเพื่อนเมื่อประสบภัยออนไลน์ได้

แม้จะมีหลากหลายความเห็นกล่าวว่า นี่อาจเป็นหนึ่งในอาการที่จะพบบ่อยในคนยุคใหม่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าคนยุคใหม่ทุกคนกำลังจะกลายเป็นฮ่องเต้ซินโดรม หรือสื่อโซเซียลกำลังเริ่มทำร้ายคนและเปลี่ยนคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นเช่นเดียวกับหนุ่มเศรษฐีกันหมด 

เห็นได้ชัดจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของหนุ่มเศรษฐี ที่ทุกคนต่างก็พูดกันไปในทำนองเดียวกันถึงอาการโมโหจนสติหลุดและตะโกนด่าทอดูถูกไม่หยุดไม่หย่อนว่าเป็นเรื่อง “เกินไป” ชายคนดังกล่าวไม่ควรจะ “หัวร้อน” ขนาดนั้น โดยเป็นการแสดงออกถึงความไม่เหมาะสม การขาดภาวะควบคุมอารมณ์ และพฤติกรรมก้าวร้าว ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมากในการอยู่ร่วมกับคนในสังคมไม่ว่าจะเป็นยุคเก่าหรือยุคใหม่

แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดและทุกคนควรที่จะตระหนักไว้มากกว่าสิ่งใดอื่นก็คือ ควรปล่อยให้คนทำผิด (ซึ่งต้องพิสูจน์ได้ว่าผิดจริง ไม่บังคับ ไม่ได้เกิดจากการล่าแม่มด) ได้รับโทษตามกฎหมาย มากกว่าตัดสินด้วยความรู้สึกหรืออารมณ์ที่บางครั้งก็ไม่ได้มีสิ่งใดมายืนยันว่า สิ่งที่เขากำลังได้รับนั้น เหมาะสมกับความผิดที่ได้กระทำหรือไม่

อารมณ์โมโหร้าย เกรี้ยวกราดโวยวาย อาจเกิดได้ทั้งจากอาการป่วย การเลี้ยงดู และมีผลมาจากโซเชียลมีเดีย แต่การรุมประชาทัณฑ์ การล่าแม่มด และการตัดสินการกระทำผิดของใครด้วยความรู้สึก ก็ไม่ได้เป็นการตัดสินที่ถูกต้อง


Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?