สัญญะของ "ส้วม" อันน่าเตะตาและยั่วยวน
  • Explicit
  • Sep 19, 2019

สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2019 ว่าแก๊งโจรบุกเข้าไปขโมย ส้วมทองคำบริสุทธิ์ 18 กะรัต มูลค่าราวๆ 5 ถึง 6 ล้านดอลลาร์  ซึ่งจัดแสดงอยู่ภายใน พระราชวังเบลนิม (Blenheim Palace) ในมลฑลออกซฟอร์ดเชอร์ ของอังกฤษ ก่อนจะกลับออกมาแล้วหนีไป

กลุ่มโจรดังกล่าว ยังได้สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ภายในตัวอาคาร และทำให้เกิดน้ำท่วม เนื่องจากตัวส้วมทองคำสามารถใช้งานได้จริงจึงมีการติดตั้งปั๊มน้ำไว้ด้วย

รายงานระบุว่า ส้วมทองคำดังกล่าวอนุญาตให้ประชาชนที่ไปเข้าชมนิทรรศการสามารถเข้าไปใช้งานได้ โดยมีเวลาให้คนละ 3 นาที เพื่อไม่ต้องการให้รอคิวนานเกินไป และมีระบบความปลอดภัยขั้นสูง

ส้วมร่วมสมัย เป็นสิ่งเตะตาและยั่วยวนเราได้ และมันถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจ เช่น ปั๊มน้ำมันใหญ่ๆ ต่างขึ้นป้ายห้องน้ำสะอาดกันถ้วนหน้า สังเกตดีๆ จะพบว่าส้วมในปัจจุบันเป็นสิ่งที่สามารถใช้เป็นหน้าเป็นตาของเจ้าของบ้าน คอนโด ร้านรวง ห้างสรรพสินค้า สำนักงาน หรือประเทศชาติได้ ซึ่งไม่ได้มองว่าเป็นพื้นที่ของเสีย ต้องปกปิด ต้องแอบอย่างในอดีต

บ่อยครั้งที่ในโซเชียลมีเดียมีการโพสต์รูปสุขภัณฑ์ดีไซน์หรูไม่ซ้ำใคร ราคาแพงหลักหมื่นขึ้นไป หรือการถ่ายรูปกับห้องน้ำหรู สะอาดสะอ้าน สุขภัณฑ์ดูดีมีสไตล์ ในห้างหรือโรงแรมที่ไปเช็คอินแล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย นั่นทำให้ส้วมและสุขภัณฑ์ในส้วมกลายเป็นตัวชี้วัดความโก้หรู มีสไตล์ได้อย่างหนึ่งของคนในยุคปัจจุบัน

สัญญะของส้วม

ส้วมในปัจจุบันได้ก้าวข้ามไปกว่าขั้นของการใช้ประโยชน์จากคุณค่าใช้สอย แต่เป็นการให้คุณค่าในเชิงสัญญะที่เป็นมากกว่าสถานที่ขับถ่ายเท่านั้น เหมือนอย่างส้วมทองคำในข่าวที่ถูกโจรขโมยนั่นแหละ

ทุกวันนี้เราเห็นโฆษณา ตัวอย่างห้องน้ำของคนชั้นกลางขึ้นไปในหนังสือประเภทบ้านและสวน โทรทัศน์ รวมทั้ง สื่อออนไลน์ ซึ่งมักถูกออกแบบ ตกแต่งให้หรูหราเกินกว่าขั้นประโยชน์ใช้สอยในการขับถ่าย และชำระร่างกายอย่างฟุ่มเฟือย และสิ้นเปลืองทรัพยากร

เป็นที่น่าสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เกิดชนชั้นกลางมากขึ้นพร้อมกับระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ และรูปแบบของส้วมก็เริ่มถูกออกแบบให้มีความหลากหลายขึ้น

เริ่มมีการแสดงสัญญะในฐานะที่เป็นสิ่งแสดงสถานภาพทางสังคมของผู้เป็นเจ้าของอย่างชัดเจนขึ้น เห็นได้จากการโฆษณาภาพลักษณ์ของส้วมในปัจจุบัน ซึ่งพบว่า มีความหมายในฐานะที่เป็นพื้นที่ของเจ้าของในฐานะปัจเจกชน แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน

  • ส่วนแรก คือ พื้นที่ในแง่ของอรรถประโยชน์ใช้สอยโดยตรง
  • ส่วนพื้นที่ส่วนสองคือ พื้นที่ที่ไม่สามารถกำหนดขอบเขตได้ เช่น บรรยากาศ เครื่องประดับตกแต่งภายในห้องน้ำ เป็นต้น  

อันที่จริงแล้ว ส้วมมิได้เพิ่งจะเป็นสิ่งแสดงสถานภาพทางสังคมของผู้เป็นเจ้าของในยุคปัจจุบันอย่างที่บอก แต่ในสมัยโบราณมันก็ใช้เป็นสิ่งแสดงสถานภาพของผู้ใช้มาแล้ว แต่จำกัดอยู่ในหมู่ของชนชั้นสูงหรือเจ้านายเท่านั้น เห็นได้จากการประดิษฐ์เครื่องสุขภัณฑ์ขึ้นใช้ในประวัติศาสตร์การขับถ่ายของมนุษย์

ส้วมสมัยใหม่

ส้วมทันสมัยรุ่นแรกๆ กำเนิดขึ้นในปี 1594 ออกแบบ และประดิษฐ์โดย เซอร์ จอห์น ฮาริงตัน (Sir John Harington) ส้วมนี้มีถังเก็บน้ำอยู่เหนือที่นั่ง เมื่อยกก้านวาล์วจะมีน้ำชำระพุ่งลงมาอยู่ในโถ พออึเสร็จก็ยกก้านอันที่สอง น้ำและอุจจาระในโถก็จะระบายลงสู่หลุมเบื้องล่าง และนี่ถือว่าเป็น ส้วมระบบชักโครก (Flush toilet) เครื่องแรกของโลก ฮาริงตันประดิษฐ์ส้วมชนิดนี้เพียง 2 ชุด ชุดหนึ่งสำหรับตนเอง และอีกชุดถวายแด่สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 (Queen Elizabeth)

ต่อมา ค.ศ. 1775 อเล็กซานเดอร์ คัมมิงส์ (Alexander Cummings) ช่างทำนาฬิกา ได้จดลิขสิทธิ์ส้วมชักโครกเป็นรายแรก โดยใช้คอห่านเพื่อป้องกันกลิ่นมิให้ย้อนขึ้นมา แม้จะมีวาล์วระบายทิ้งจากโถ แต่ก็ใช้งานไม่ค่อยดี บางทีอุจจาระลอยสวนขึ้นมาทำให้มีกลิ่น และท่ออุดตัน

งานของคัมมิงส์ได้รับการพัฒนาปรับปรุงขึ้นในปี 1778 โดย โจเซฟ บรามาห์ (Joseph Bramah) ด้วยการติดตั้งวาล์วกระดกที่ปล่อยน้ำชำระแบบอัตโนมัติ ทำให้การระบายของเสียหมดจดขึ้น และมีน้ำขังอยู่ในโถตลอดเวลา เป็นการดักกลิ่น ผลงานชิ้นนี้เป็นที่นิยมใช้กันยาวนานกว่า 150 ปี มีการติดตั้งในสถานที่ราชการ รวมถึงวังเวสต์มินสเตอร์ และมีผู้ขนานนามว่าเป็น “Rolls Royce of toilets” กระนั้นก็ยังมีชนชั้นผู้ดีอีกมากที่ยังคงใช้ หม้ออุจจาระ (chamber pots) ตามเดิม ชนชั้นสูงมีโถอุจจาระประจำไว้แม้แต่ในห้องดินเนอร์ โดยเก็บในตู้ถ้วยชาม

ล่วงเข้า ค.ศ.1880 ถึงได้มีผลิตภัณฑ์ส้วมชักโครกสำเร็จรูป ยูนิทาส (Unitas) ออกจำหน่าย ทำด้วยเซรามิกรูปทรงสวยงามแบบชิ้นเดียว โดยซ่อนคอห่านไว้ภายในมิดชิด ไม่รั่ว ไม่ซึม และด้วยการผลิตปริมาณมากจึงราคาถูก ขายดีนับล้านชุดทั่วโลกเป็นที่รู้จักดี จนถึงทุกวันนี้คำว่า Unitas ยังมีอยู่ในภาษารัสเซีย หมายถึง ส้วมชักโครก

ปี 1854 จอร์จ เจนนิงส์ (Geoge Jennings) ออกแบบส้วมสาธารณะสำหรับชาวลอนดอนทั่วไปใช้ โดยเสียเงิน 1 เพนนี เป็นเหตุให้เกิดสำนวน ไปจ่ายหนึ่งเพนนี (to spend a penny) เวลาจะไปส้วมสาธารณะ

ราคานี้ใช้อยู่จนถึง ค.ศ.1971 นับว่าน่าทึ่งที่คงอยู่ยาวนานถึง 120 ปี เมื่อโถส้วมเซรามิกเก็บท่อไว้ภายในไม่รุงรัง ผู้ผลิตก็เริ่มแข่งขันในด้านออกแบบให้เตะตา น่าจูงใจ เช่น เป็นรูปชามซุป เป็นรูปปลา ส่วนโถฉี่ของสุภาพบุรุษซึ่งมักเป็นรูปกลมเพื่อกันกระเด็นก็อาจออกแบบเป็นรูปลูกกอล์ฟเช่นในอัมสเตอร์ดัม หรือที่โตเกียวก็มีโถฉี่ที่เชิญชวนให้ฉี่ลงไปดับไฟ

ส่วนการชำระล้าง ผู้คนใช้วัสดุแปลกๆ แตกต่างกันไป ตั้งแต่หญ้า ขนเป็ด ขนไก่ ซังข้าวโพด บางคนคุ้นเคยกับการใช้เปลือกหอยซึ่งแข็งบางจับถนัดถนี่กว่า กระทั่งปี 1857 โจเซฟ คาเยตตี้  (Joseph Cayetty) ชาวอเมริกัน จึงประดิษฐ์กระดาษชำระให้ใช้กัน แต่ก็ยังมีผู้คนอีกมากที่นิยมใช้น้ำชำระล้าง เช่นเดียวกับวิธีการนั่งถ่าย

ทุกวันนี้ก็ยังแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งถนัดแบบนั่งบนขอบโถชักโครก แต่อีกฝ่ายหนึ่งชอบนั่งยองๆ ในสมัยก่อนมีข้อสังเกตว่าชาวเอเชีย และแอฟริกาชอบนั่งยองๆ ส่วนชาวตะวันตกชอบนั่งโถชักโครก

ท่าขับถ่ายที่เปลี่ยนไป

ก่อนที่จะมีส้วมชักโครกใช้ในประวัติศาสตร์การขับถ่ายของมนุษย์พบว่ามนุษย์ขับถ่ายแบบนั่งยองมากกว่า เมื่อส้วมชักโครกแบบตะวันตกเริ่มแพร่หลายเป็นที่นิยมจึงเปลี่ยนมาขับถ่ายแบบท่านั่งราบ (แบบนั่งเก้าอี้) จนถึงปัจจุบันนี้ การนั่งส้วมชักโครกเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว ส้วมชักโครกได้รับการพัฒนาไปไกล ทั้งด้านการออกแบบให้มีรูปทรงสวยงาม และเทคโนโลยีการใช้งานล้ำยุคอย่างที่หลายคนอาจไม่คาดคิด

เมื่อรูปแบบการขับถ่ายที่เปลี่ยนไป แน่นอนว่ามันมีส่วนสัมพันธ์กับหลายสิ่ง ที่สำคัญคือเครื่องแต่งกายและรวมถึงอาหารการกินด้วย

สมัยก่อนผู้หญิงนุ่งโจงกระเบน ผ้าถุง ผ้าซิ่น หรือกระโปรงทรงสุ่มแบบแหม่มฝรั่ง ถ่ายปัสสาวะก็แค่นั่งยองๆ ไม่มีใครรู้หรอก แต่ผู้หญิงสมัยนี้นุ่งกางเกงหรือกระโปรงสั้น คงทำอย่างเดิมไม่ได้ จริงๆ แล้ว ส้วมชักโครกมันก็มีข้อดีตรงที่เวลาที่มื้อไหนเรากินเนื้อสัตว์มากๆ การขับถ่ายย่อมใช้เวลานาน ส้วมชักโครกแบบนั่งราบมันรองรับการนั่งนานๆ ได้ดีกว่า และมันก็เหมาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องท้องผูกด้วย ภาวะดังกล่าวไม่เหมาะกับการนั่งยองๆ เพราะนั่งนานไปหน่อยอาจทำให้เป็นตะคริวได้ หรืออย่างผู้สูงอายุก็อาจไม่สะดวกกับการนั่งยองๆ ด้วยข้อจำกัดด้านสุขภาพ

ความสำคัญของส้วมร่วมสมัย

โดยทั่วไปการเข้าส้วมถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนเรา แต่เชื่อไหมว่าล่ะว่าเรื่องส้วมนี่แหละ กลับเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนบางคน เพราะหลายๆ คน นอกจากที่พักและที่ทำงานแล้ว จะไม่ยอมเดินทางไปเที่ยวไหนเลย เพราะกลัวจะเกิดอาการถ่ายไม่ออก ถ้ามิใช่ส้วมที่คุ้นเคย ดังนั้นส้วม จึงมีความสำคัญไม่น้อยเลย และเป็นปัญหาที่หลายๆ ประเทศให้ความสนใจ โดยเฉพาะเมืองจีนที่ “ส้วม” เป็นที่กล่าวขวัญกันมากในทางลบ จนจีนต้องเป็นเจ้าภาพจัด “ประชุมส้วมโลก” ครั้งแรกที่เมืองเซี่ยงไฮ้เมื่อปี 2005 ถึงแม้ว่าจะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม และมีชื่อเสียงมากเพียงใดก็ตาม แต่ห้องส้วมของจีนก็เป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยขยาดไม่อยากไปเยือน

ส้วมมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตมนุษย์ไม่น้อย ซึ่งจะขาดไปไม่ได้เลย ที่อินเดียเคยมีข่าวรายงานว่า "No toilet, no bride" หรือ "ไม่มีส้วม ก็ไม่แต่ง"

ประโยคที่กลุ่มผู้หญิงใช้เรียกร้องสิ่งที่เป็นสุขภาวะขั้นพื้นฐาน พวกเขาถึงขั้นมองว่ามันเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในหมู่บ้านที่ขาดระบบประปา เรื่องนี้เกิดขึ้นในหมู่บ้าน สุนาริยัน กาลัน ในรัฐทางตอนเหนือคือ Haryana เมื่อปี 2009 หญิงคนหนึ่งชื่อ สุมิตรา ราตี บอกว่า ผู้หญิงในหมู่บ้านไม่มีทางเลือก จำต้องปลดทุกข์โดยขาดความเป็นส่วนตัว เวลาผู้หญิงในหมู่บ้านนี้จะใช้ห้องน้ำ พวกเขาต้องออกไปก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หรือไม่ก็ต้องอั้นไว้จนถึงตอนกลางคืนเพื่อไม่ให้มีคนเห็น ไม่เช่นนั้นแล้วพวกเขาจำต้องเดินออกไปกลางทุ่งแล้วทนต่อความรู้สึกอาย พวกเขาไม่อยากให้บรรดาลูกสาวต้องเจอกับเรื่องแย่ๆ แบบนี้ต่อไป

คนจำนวนมากจึงเรียกร้องเรื่องส้วมจากครอบครัวของฝ่ายชายโดยถือเป็นเรื่องจริงจัง ถึงขั้นว่าถ้าไม่มีส้วมก็ไม่แต่งงาน การสร้างห้องส้วมทำให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง และการที่ได้นั่งชักโครกยังให้ความรู้สึกราวกับนั่งบัลลังก์หรูหรากระนั้น

โถส้วมร่วมสมัยเป็นสินค้าและของสะสม

ส้วมในปัจจุบันได้พัฒนารูปแบบของตัวเองไปมาก ทัศนคติของคนทั่วไปในปัจจุบัน มองส้วมด้วยท่าทีที่แตกต่างออกไปจากในอดีต ส้วมเข้ามาเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประจำวันของคนในสังคมมากยิ่งขึ้น มิใช่เพียงแค่สถานที่ขับถ่ายเท่านั้น แต่ยังมาในรูปแบบของผลิตภัณฑ์อย่างอื่นด้วย เช่น ภาพโปสการ์ดที่เป็นรูปชักโครก รวมถึงการออกแบบให้เป็นสินค้าต่างๆ อีก อย่าง ตุ๊กตาไขลาน กระปุกออมสิน นาฬิกาปลุก ที่ใส่ขนม ภาพพิมพ์บนเสื้อผ้า แผ่นโปสเตอร์และยังรวมไปถึงเซรามิกต่างๆ ที่ทำมาเพื่อเป็นของสะสมอีกด้วย

ร้านอาหารที่ไต้หวันชื่อว่า Modern Toilet Restaurant  มีคอนเซ็ปต์เป็นห้องส้วม ไม่ว่าจะภาชนะต่างๆ รวมไปถึงอาหารก็ล้วนแล้วแต่สื่อถึงบรรยากาศในห้องส้วมทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นหน้าตาของอาหารก็ดีไซน์คล้ายคลึงกับอุนจิ แต่ก็ทำให้ดังเปรี้ยงปร้างไกลถึงต่างประเทศ

เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ดูว์ช็อง ศิลปินชาวฝรั่งเศสทำให้ประเด็นเรื่องสุนทรียะกลายเป็นปัญหา เพราะเขานำโถส้วมมาแสดงในงานแสดงศิลปะและบอกว่าโถส้วมเป็นงานศิลปะ แต่ตอนนั้นไม่มีใครยอมรับ ถึงแม้ว่าโถส้วมนั้นจะมีความสวยงามมากก็ตาม เพราะตอนนั้นเข้าใจกันว่างานแสดงศิลปะย่อมไม่ใช่งานแสดงผลิตภัณฑ์สุขภัณฑ์ สุขภัณฑ์ที่เข้าไปอยู่ในงานแสดงศิลปะเมื่อต้นศตวรรษที่ยี่สิบก็คงไม่ได้ทำให้ใครเข้าใจได้ว่า "โถส้วม" ที่ว่านี้จะเป็นศิลปะได้อย่างไร

ทัศนะเกี่ยวกับส้วมในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป จากเรื่องของความสกปรกมาเป็นเรื่องที่สามารถนำมาเก็บสะสมเป็นของที่ระลึกได้ ทั้งยังนำมาโชว์ตามงานต่างๆ ได้อีกด้วย เหมือนอย่างส้วมทองคำที่ถูกโจรขโมยล่าสุดนี้

ส้วมทองคำ

ก่อนหน้านี้ ส้วมทองคำบริสุทธิ์ 18 กะรัต ตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Guggenheim ในนครนิวยอร์ก ซึ่งมันดึงดูดให้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่ในแต่ละวันจะมีผู้เข้ามาเยี่ยมชมและถ่ายเซลฟีกันเป็นจำนวนมาก

ส้วมทองคำดังกล่าวเป็นส้วมที่ติดตั้งอยู่ที่ชั้นบนของพิพิธภัณฑ์และเปิดให้ผู้ใช้บริการทั้งชายและหญิงเข้าใช้บริการได้จริง หลังเปิดตัวมาได้ระยะหนึ่งมีผู้เข้าชมเข้าใช้กันเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่จะเข้าไปถ่ายเซลฟี และอัพโหลดรูปภาพลงเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรม รวมทั้งโซเชียลมีเดียอื่นๆ

ผลงานส้วมทองคำดังกล่าว เป็นผลงานของ เมาริซิโอ กัตเตลัน (Maurizio Cattelan) ศิลปินชาวอิตาลี ตั้งชื่อผลงานว่า America ซึ่งเขาต้องการจะสื่อถึงความไม่เท่าเทียมกันของฐานะคนในสหรัฐอเมริกา และมุ่งเสียดสีความมั่งคั่งร่ำรวยจนล้นเกิน โดยก่อนหน้านี้เขาเคยพูดว่า

“ไม่ว่าคุณจะกินอะไร อาหารกลางวันหรูหราราคา 200 ดอลลาร์ หรือฮอตดอกชิ้นละ 2 ดอลลาร์ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็เหมือนๆ กัน คือต้องถ่ายลงไปในส้วม”

ในการเข้าใช้บริการส้วมทองคำนั้น ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ผู้ที่เข้าไปถ่ายภาพเซลฟี ไม่เพียงถ่ายแค่ภาพนั่งปลดทุกข์เท่านั้น บางรายยังยกมือไหว้ บางรายจ้องมองลงไปในโถส้วม พร้อมเขียนข้อความว่า เป็นการเผชิญหน้ากันกับส้วมทองคำแบบตัวต่อตัว บางรายถ่ายภาพวีดีโอให้เห็นว่าใช้งานได้จริง

ล่าสุด ทางการอังกฤษตามจับตัวผู้ต้องสงสัยขโมยส้วมทองคำได้แล้ว หลังตามสืบจากกล้องวงจรปิด ทาง Blenheim Palace เผยว่า เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้น แต่ก็โชคดีมากๆ ที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากการโจรกรรมดังกล่าว

เดิมที Blenheim Palace เป็นที่พำนักของดยุกแห่งมาร์ลโบโรห์ลำดับที่ 12 พร้อมครอบครัว และยังเป็นบ้านเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรีคนสำคัญของอังกฤษช่วงสงครามโลกอย่าง เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี 1987

ด้าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา เคยยื่นเรื่องเสนอขอยืมภาพวาด ‘Landscape With Snow’ ของศิลปินชื่อดังอย่าง แวน โก๊ะ จากพิพิธภัณฑ์ Guggenheim เพื่อใช้ประดับตกแต่งห้องทำงานภายในทำเนียบขาว ก่อนที่หัวหน้าพิพิธภัณฑ์จะปฏิเสธคำร้องดังกล่าว และยื่นข้อเสนอใหม่ให้ โดยจะให้ยืมส้วมทองคำนี้ แต่ทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอ  อย่างไรก็ตาม ผลงานของกัตเตลันมีกำหนดจัดแสดงที่ Blenheim Palace ถึงเดือนตุลาคมนี้

การเกิดขึ้นของสิ่งใหม่อย่างเครื่องสุขภัณฑ์และแบบแผนการขับถ่ายทำให้เรื่องน่าอับอายกลายเป็นสิ่งโอ้อวด ความใหญ่โตของส้วมคือความหรูหราอย่างหนึ่งของชีวิต เราไม่ได้ใช้เครื่องสุขภัณฑ์เพื่อความจำเป็นอีกต่อไป แต่เรายังใช้มันในมูลค่าด้านอื่นๆ เราหยิบยื่นสัญญะให้มันไปมากกว่าของจำเป็น กลายเป็นว่า นอกจากใช้มันเพื่อขับถ่ายแล้ว เรายังทำให้มันสร้างความสุขทางโลกียะให้แก่เราด้วย

เห็นมั้ยล่ะว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว แค่โถชักโครกในส้วม มันก็ไม่ใช่แค่เรื่องขี้ๆ นะ 

อ้างอิง
theguardian.com/artanddesign/2019/sep/16/maurizio-cattelan-solid-gold-toilet-america-stolen-blenheim-palace
metro.co.uk/2019/09/14/solid-gold-toilet-stolen-blenheim-palace-now-valued-4-8-million-10744392/
history.com/news/who-invented-the-flush-toilet
content.time.com/time/health/article/0,8599,1940525,00.html
toilet-guru.com/fluxus.php

ส้วมมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตมนุษย์ไม่น้อย ซึ่งจะขาดไปไม่ได้ มีความหมายในฐานะที่เป็นพื้นที่ของเจ้าของในฐานะปัจเจกชน และกลายเป็นตัวชี้วัดความโก้หรู มีสไตล์ได้อย่างหนึ่งของคนในยุคปัจจุบัน

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?