บังกลาเทศจะไม่ทน! เมื่อโรฮิงญากลายเป็นฝันร้าย
  • Social
  • Oct 7, 2019

นอกจาก วาทะเผ็ดร้อนของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ (United Nations General Assembly – UNGA) ครั้งที่ 74 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา สิ่งที่ ชีค ฮาสินา (Sheikh Hasina) นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งบังกลาเทศ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ก็ถือเป็นอีกประเด็นที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน

หนังสือพิมพ์ The Daily Star ของบังกลาเทศ รายงานว่า นายกฯ บังคลาเทศ งัดเอาประเด็นโรฮิงญาที่เป็นฝันร้ายของบังกลาเทศ และคาราคาซัง เรื้อรังมานานนับทศวรรษขึ้นมาตอกย้ำอีกคำรบหนึ่ง เพื่อต้องการเรียกร้องให้นานาชาติหันมาเหลียวแลบังกลาเทศ และเข้ามาร่วมช่วยกันดูแลแก้ไขบ้าง งานนี้ นายกฯ บังกลาเทศ ระบายความอัดอั้นตันใจแบบสุดจะทน

“ทนไม่ไหวแล้ว กับการต้องเลี้ยงดูผู้อพยพโรฮิงญา เพื่อแลกกับคำหรู  เพื่อมนุษยธรรมตามที่ ชาติมหาอำนาจยกมาอ้าง...”

ขีดเส้นใต้คำว่า เพื่อมนุษยธรรม ซึ่งเป็นคำพูดที่ดูสวยหรูของชาติมหาอำนาจทั้งหลายนั้น ทำให้บังคลาเทศ ต้องออกหน้ารับชาวโรฮิงญาที่ลี้ภัยจากรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา เข้ามาดูแล ปัญหาคือ โรฮิงญาไม่ได้มาตัวเปล่าเสียเมื่อไหร่ แต่มาพร้อมกับการสร้างปัญหาด้านความมั่นคงให้แก่บังกลาเทศ ทั้งการฆาตกรรม ฉกชิงวิ่งราว สังหารนักการเมืองท้องถิ่น ขบวนการลักลอบค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ ค้าประเวณี ขนอาวุธเถื่อน และพร้อมยิงสู้กับตำรวจ

สำนักข่าวของบังกลาเทศรายงานว่า คดีอาชญกรรมเพิ่มขึ้นนับได้ประมาณ 500-600 คดี วิสามัญโรฮิงญาไปแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ราย เฉพาะเดือนกันยายน 2019 ปาไปแล้ว 10-20 ศพ เพราะโรฮิงญาหลายคนมีอาวุธ และพร้อมยิงสู้กับตำรวจ ส่วนเคสจับยาบ้าก็จับได้รายละเป็นแสนเม็ด

“ไม่เพียงคดีอาชญากรรมเท่านั้นที่เพิ่มพรวดพราด แต่อัตราการเกิดของโรฮิงญาก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย มีเด็กแรกเกิดเฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 60 คน วันละ 2 คนหรือ มากกว่านั้น เป็นอย่างนี้มาเกือบ 10 ปีแล้ว...” นายกฯบังกลาเทศ กล่าว

ที่ผ่านมา บังกลาเทศเป็นประเทศเดียวบนเวทีโลกที่ออกหน้ารับมือกับการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานอย่างผิดปกติของโรฮิงญามาเป็นระยะเวลานมนานเกินกว่า 10 ปี มิใช่แค่ช่วงปี 2017-2018 นี้เท่านั้น ซึ่งส่งกระทบอย่างมาก ซึ่งตอนนี้บังกลาเทศจำต้องโยกทรัพยากรในภาคตะวันออกมาใช้ในการดูแลสนับสนุนค่ายผู้ลี้ภัยโรฮิงญาในปริมาณมหาศาลจนแทบจะไม่ไหวแล้วเหมือนกัน แม้ว่าจะมีเงินช่วยเหลือจากตุรกี และยูเอ็นเข้ามาบ้างก็เถอะ จำนวนโรฮิงญามีเป็นเรือนแสน ยอดพุ่งขี้นตลอดเวลา ไหนจะประชากรของบังกลาเทศเองอีก ซึ่งก็มีเป็นจำนวนมากมายมหาศาลอยู่แล้ว

นั่นทำให้ ชีค ฮาสินา ต้องดิ้นรนเดินทางไปพบผู้นำประเทศมหาอำนาจระดับภูมิภาคต่างๆ ทั้งรัสเซีย จีน ญี่ปุ่น และรวมถึงเหล่านักการทูตในสหประชาชาติ เพื่อขอร้องให้พวกเขาเหล่านั้นออกตัวก้าวเข้ามาให้การช่วยเหลือบังกลาเทศ ในการดูแลจัดการปัญหาโรฮิงญาบ้าง เช่น ช่วยกันกดดัน และเรียกร้องให้เมียนมารับชาวโรฮิงญากลับประเทศเสียบ้าง เนื่องจากทางบังกลาเทศกำลังเข้าสู่ระยะที่ไม่สามารถแบกรับภาระอันหนึกอึ้งไว้คนเดียวได้ไหวอีกต่อไปแล้ว

ด้วยงบประมาณมหาศาล และเงินจำนวนมากที่จำเป็นต้องใช้ในการโอบอุ้มชาวโรฮิงญาภายในค่ายคอกซ์ บาซาร์ (Cox’s Bazar) แต่ไม่ว่าจะเดินทางไปคุยสักกี่ครั้งในช่วง 2-3 ปีมานี้ ทางบังกลาเทศก็ไม่เคยได้รับสัญญาณตอบรับจากประเทศมหาอำนาจเหล่านั้นว่าจะให้ความช่วยเหลือบังกลาเทศอย่างจริงๆ จังๆ เลยเสียที ทุกคนต่างทอดทิ้งโรฮิงญาไว้ในมือของบังกลาเทศ ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย ซาอุดิอาระเบีย ออสเตรเลีย และสหประชาชาติ

เหตุการณ์ที่ทำให้นายกฯ บังกลาเทศฉุนจัด และเริ่มหมดความอดทนกับสถานการณ์ดังกล่าว คือ เมื่อวันที่ 21-22 เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวลาที่บังกลาเทศจะต้องเริ่มส่งตัวผู้ลี้ภัยโรฮิงญากลับเมียนมา ตามที่ทั้งสองประเทศได้ทำสัญญาใน MOU กันไว้เมื่อปี 2017

แต่การส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับล้มเหลว เพราะไม่มีใครยอมลงทะเบียนกลับเมียนมาเลยสักคน ทั้งๆ ที่เตรียมแผนไว้ว่าจะส่งกลับไปสักประมาณพันสองพัน มีการเตรียมรถบัส รถบรรทุกไว้ขนชาวโรฮิงญาเรียบร้อยแล้ว แต่สุดท้ายทุกอย่างพัง และล้มเหลวไม่เป็นท่า ซึ่งไม่ใช่เป็นครั้งแรก แต่ล้มเหลวเป็นหนที่สองแล้ว ชาวโรฮิงญาทั้งในโซเชียลมีเดีย ในค่ายผู้อพยพ และชาวโรฮิงญาในต่างประเทศต่างไม่เห็นด้วยที่จะเดินทางกลับประเทศเมียนมาเพราะรัฐบาลเมียนมายังไม่ยอมรับเงื่อนไขในเรื่องหลักๆ เช่น สิทธิพลเมือง  ความปลอดภัยในชีวิต เป็นเหตุให้ชาวโรฮิงญาในค่ายคอกซ์ บาซาร์ รวมตัวกันถือป้ายประท้วงการเดินทางกลับเมียนมาเมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา

นายกฯ บังกลาเทศกล่าวบนเวทีว่า เมียนมาได้สร้างเงื่อนไขให้คนโรฮิงญาไม่กล้ากลับบ้าน  เธอจึงต้องมาประกาศบนเวทีสหประชาชาติ ฟ้องต่อชาวโลกว่า ปัญหาโรฮิงญาเป็นปัญหาของเมียนมา ไม่ใช่ปัญหาของบังกลาเทศ

แต่ถึงอย่างนั้น แทบไม่มีใครคิดอยากจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือบังกลาเทศในการรับมือชาวโรฮิงญาเลย รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น ต่างนิ่งเฉย และมีแนวโน้มถือหางข้างเมียนมาด้วยซ้ำ ไม่ยอมออกหน้ากดดันเมียนมาแม้แต่น้อย

ทั้ง 3 ประเทศ คือ รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น ที่นายกฯ บังกลาเทศอ้างถึง มีเหตุผลสำคัญที่ต้องการถือหาง เอาใจเมียนมา คือ ผลประโยชน์บนที่ดินของโรฮิงญาที่เมียนมากำลังนำไปใช้พัฒนาเป็นที่ดินเปล่าสำหรับเตรียมการสร้างเขตนิคมอุตสาหกรรมใหม่เพื่อรอรับการลงทุนจากต่างชาติ ทำให้หลายๆ ประเทศกำลังหมายปองที่ดินผืนนั้น จึงไม่ค่อยมีใครอยากจะเข้ามายุ่งกันสักเท่าไร

ย้อนกลับไปดูประเด็นที่ประชาคมโลกถกเถียงกันมาอย่างยืดเยื้อยาวนานเป็นมหากาพย์ คือ ต้นตอวิกฤติโรฮิงญา อันนำไปสู่ข่าวการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จนต้องอพยพลี้ภัยความตายออกนอกพื้นที่อย่างที่รายงานข่าวของหลายสำนักได้นำเสนอมาก่อนหน้านี้

ที่ผ่านมามีการพูดกันว่า หลักๆ เลยนั้นเป็นเพราะอคติทางเชื้อชาติ และศาสนา ความเป็นพุทธสุดโต่งของคนในพื้นที่ที่ปฏิเสธ และกีดกันความเป็นอื่น ก่อเกิดเป็นกระแสความกลัว และความเกลียด จนทำให้โรฮิงญาถูกเตะตกขอบ และถูกพิพากษาให้มีสถานะเป็น ชาวต่างชาติ (foreigner) แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ประเด็นเชื้อชาติศาสนา อาจจะไม่ใช่ประเด็นหลักเดียวอันนำมาซึ่งวิกฤติโรฮิงญาหรือไม่ เพราะถ้าพิจารณาประเด็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ โรฮิงญาดันอยู่ทับซ้อนที่ทางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 เสียด้วย เห็นได้จากแผนเตรียมการสร้างนิคมอุตสาหกรรมใหม่บนที่ดินที่เคยเป็นชุมชนโรฮิงญา

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาเรื่องทรัพยากรกลายมาเป็นปัญหาสำคัญทางด้านการรักษาความมั่นคงของโลก

ประวัติศาสตร์โลกเต็มไปด้วยการทำสงครามแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ที่ดิน น้ำ หรือแร่ธาตุต่างๆ นีล เมลวิน (Neil Melvin) ผู้อำนวยการโครงการเรื่องการต่อสู้และการบริหารความขัดแย้งของสถาบันวิจัยสันติภาพสต็อคโฮล์ม หรือ SIPRI บอกว่าทรัพยากรธรรมชาติมีหลายบทบาท

บทบาทหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ ทำให้เกิดการต่อสู้แย่งชิงอย่างเช่นการต่อสู้แย่งชิงเหมืองแร่ในภาคตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เพื่อควบคุมการผลิต Coltan หรือแร่ Columbite และ Tantalite สาร Tantalite ที่สกัดจาก Coltan  เป็นสาระสำคัญที่ใช้ในการผลิตตัวเก็บประจุ หรือ Capacitor ในอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ  เครื่องเล่น DVD วิดีโอเกม และคอมพิวเตอร์

นักวิจัยผู้นี้ให้ความเห็นว่าความต้องการแร่ธาตุที่ว่านี้โดยประเทศร่ำรวยช่วยกระตุ้นให้การต่อสู้เข้มข้นยิ่งขึ้น บนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พบการอพยพออกจากบริเวณเหล่านั้นไปสู่ประเทศอื่น ซึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งได้และยังมีปัญหาอื่นๆ อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มีการแย่งชิงที่ดินและน้ำ ระดับความขัดแย้ง จะมีความรุนแรงมากขึ้น

เช่นเดียวกันกับที่เมียนมาต้องการโอนที่ดินของโรฮิงญาเพื่อเอามาทำนิคมอุตสาหกรรมใหม่ตามที่มีรายงานข่าว ซึ่งก็อาจเป็นอีกตัวเร่งหนึ่งที่ทำให้เมียนมามีท่าทีไม่สู้เต็มใจรับโรฮิงญาอย่างที่หลายฝ่ายมองว่ายึกยัก เมื่อปี 2013 หนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษรายงานว่า พื้นที่แถบรัฐยะไข่ หรือบริเวณถิ่นที่อยู่ของชาวโรฮิงญาเป็นแหล่งทรัพยากรประเภทน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์มากแหล่งหนึ่ง หากมีการขุดและสำรวจอย่างจริงจัง อาจทำให้เมียนมากลายเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ที่ผ่านมาบริษัทพลังงานระดับบิ๊กเบิ้มหลายแห่งทั่วโลกให้ความสำคัญกับบ่อน้ำมันและบ่อแก๊สที่รัฐยะไข่กันมาก

มีรายงานว่าในช่วงระหว่างปี 2010-2013 สถานการณ์การรุกคืบของนายทุนผ่านการยึดที่ดินชาวบ้านเพิ่มขึ้นถึง 170% และควรพิจารณาด้วยว่า การไล่ที่โรฮิงญาที่อ้างประเด็นศาสนาและเคยเข้าใจกันมาอย่างนั้น ก็จัดอยู่ในบริบทนี้ เอาเข้าจริงๆ แล้วมันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลทหารในเมียนมา และบริษัทข้ามชาติใหญ่น้อยที่เข้าไปแสวงหาประโยชน์ในช่วงที่เมียนมาเริ่มเปิดประเทศอย่างจริงจัง มีโครงการระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ ที่พุ่งมาที่รัฐยะไข่ เพราะอย่างที่กล่าวแล้วว่า รัฐยะไข่ของเมียนมามีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรพลังงาน เป็นที่ต้องการสำหรับอุตสาหกรรมการขนส่งและการผลิตไฟฟ้า และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมระหว่างจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับภูมิภาคเอเชียใต้ นี่ยังไม่นับข่าวลือว่ามีทรัพย์ในดินตรงนี้อีกที่ยังไม่ได้สำรวจและขุดอย่างไพลินและหยก!

มีตัวเลขสถิติรายงานว่า ที่ผ่านมาจีนเป็นกลุ่มที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุด จีนเข้ามาลงทุนในยะไข่ด้วยมูลค่ามหาศาล เช่น การวางท่อส่งก๊าซจากอ่าวเบงกอลไปยังจีนภายใต้การดำเนินงานของ China National Petroleum Corporation ที่ร่วมทุนกับเกาหลี และบริษัทของเมียนมา โครงการที่เป็นหัวใจของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเมียนมานี้ได้เคลียร์กลุ่มชาติพันธุ์ตามแนวท่อก๊าซออกไปถึง 50,000 คน และทหารเมียนมาได้ส่งกองกำลังถึง 33 กองพันเพื่อคุ้มครองแนวท่อส่งก๊าซ มีการก่อสร้างฐานทัพเรือเพื่อปกป้องแท่นขุดเจาะและมีการสร้างศูนย์ขีปนาวุธถัดจากท่าเทียบเรือน้ำลึก

ในเมื่อที่ผ่านมานั้น หลายฝ่ายไม่สนใจข้อเรียกร้องของบังกลาเทศ แล้วทำไมบังกลาเทศต้องแบกรับปัญหานี้แต่เพียงผู้เดียวด้วย ชีค ฮาสินาพูดประชดแกมขู่ว่า หากรัฐบาลเมียนมา และนานาชาติยังเมินเฉยและหันหลังให้บังกลาเทศอยู่ ปล่อยให้บังกลาเทศรับมือกับปัญหาโรฮิงญาอยู่ฝ่ายเดียว และไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาใดๆ แบบนี้ต่อไป บังกลาเทศจะส่งโรฮิงญาไปอยู่บนเกาะ Bhasan Char ซึ่งเป็นเกาะปิดตาย ไม่มีคนอาศัยอยู่มาก่อน

Bhasan Char เป็นเกาะเล็กๆ ที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำในอ่าวเบงกอลเมื่อ 11 ปีที่แล้ว อยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 60 กิโลเมตร บังกลาเทศจะทุ่มงบประมาณสร้างที่พักบนเกาะนี้ แม้ว่า มีเสียงคัดค้านหนาหูจากฝ่ายไม่เห็นด้วย โดยอ้างว่าเกาะนี้ไม่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยเนื่องจากเป็นเกาะใหม่ เสี่ยงต่อน้ำท่วมทุกปี แต่เธอก็บอกว่าถึงตอนนั้น จะมาต่อว่าเธอไม่ได้นะ เพราะเธอได้ยื่นข้อเสนอต่อเวทีโลกไปแล้ว 3 ครั้ง โดยที่ไม่มีใครสนใจข้อเรียกร้องของบังกลาเทศเลย

ถ้อยคำของ ชีค ฮาสินาฟ้องว่า บังกลาเทศเริ่มเหลืออดเหลือทนกับสถานการณ์ และความเงียบที่เวทีโลกมอบให้บังคลาเทศ ทำให้เธอลุกขึ้นมาระบายความอัดอั้นตันใจในการประชุม United Nations General Assembly ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอไม่ได้ออกมาขู่อย่างเดียว แต่เธอเริ่มลงมือทำแล้วในปีนี้ เช่น การตัดสัญญาณโทรศัพท์ และสัญญาณ 4G ภายในค่ายผู้ลี้ภัย

โมฮัมหมัด อาบูล มอนซูร์ (Mohammad Abul  Monsur) หัวหน้าตำรวจเมือง Ukhiya ซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ออกมายืนยันความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ “จะไม่มีซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือใหม่ที่สามารถจำหน่ายในเมือง Ukhiya" พร้อมเสริมว่า ตำรวจได้เฝ้าระวังสถานการณ์ในเมืองดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือได้รับคำสั่งจากทางการธากาให้หยุดจำหน่ายซิมการ์ดให้ผู้บริการในค่ายผู้ลี้ภัย ด้านกลุ่มฮิวแมนไรท์วอชได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ธากายกเลิกการปิดกั้นทางการสื่อสาร โดยชี้ว่าจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง อย่างไรก็ตาม มาตรการคุมเข้ม ขั้นต่อมา คือ ขึงรั้วลวดหนามและตั้งหอคอยสังเกตการณ์ในบริเวณรอบๆ ค่าย

นอกจากนี้ นายกฯ บังกลาเทศยังเสนอบนเวทีสหประชาชาติปิดท้ายอีกด้วยว่า เธอต้องการให้เมียนมาจริงใจในการแก้ปัญหาโรฮิงญามากกว่านี้ ต้องเปิดใจในการแก้กฎหมายแล้วให้สัญชาติกับโรฮิงญา ต้องอนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรอย่างสหประชาชาติเข้าไปพำนักในรัฐยะไข่ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์การแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิดและโปร่งใส

และข้อสุดท้ายคือ ประชาคมโลกต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา และตระหนักถึงปัญหาโรฮิงญาอย่างจริงจังมากกว่านี้ เพราะปัญหาโรฮิงญามันไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่เมียนมาหรือโรฮิงญาอีกต่อไปแล้ว มันกำลังกลายเป็นปัญหาที่คุกคามระดับภูมิภาค

หากเหล่านี้ยังไม่ได้ผลอีก  น่ากลัวว่าบังกลาเทศอาจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดอย่างที่ ชีค ฮาสินา หลุดปากว่า บังคลาเทศจะไม่ทนอีกต่อไป

ถึงที่สุดแล้ว วิกฤติโรฮิงญามันไม่ใช่แค่ประเด็นเชื้อชาติศาสนา ความเป็นอื่น อย่างเดียว แต่เป็นตัวละครในสนามสงครามแห่งการแย่งชิงแย่งใช้ทรัพยากร  ซึ่งโยงสัมพันธ์กับพลวัตเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 ด้วย

เรื่องนี้ยังไม่จบหรอก หลังจากชีค ฮาสินากลับจากการประชุมที่สหรัฐอเมริกา หนังสือพิมพ์ The Daily Star ฉบับวันที่ 3 ตุลาคม 2019 รายงานว่า เธอเดินทางไปประชุม Indian Economic Summit of the World Economic Forum ณ กรุงเดลี ประเทศอินเดีย ในการนี้ทางบังกลาเทศจะหารือประเด็นความร่วมมือต่างๆ กับอินเดีย และต้องการถกปัญหาวิกฤติโรฮิงญากับทางอินเดียเพราะถ้ายืดเยื้อต่อไปอาจกระทบภูมิภาคเป็นวงกว้าง และบังกลาเทศต้องการให้อินเดียแสดงบทบาทที่เข้มแข็งในการเรียกร้องให้เมียนมารับโรฮิงญากลับ เพราะถึงอย่างไรเสียทั้งอินเดีย เมียนมา และบังกลาเทศ ยังมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

โปรดติดตามตอนต่อไป...

รัฐยะไข่ของเมียนมามีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรพลังงาน เป็นที่ต้องการสำหรับอุตสาหกรรมการขนส่งและการผลิตไฟฟ้า และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมระหว่างจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับภูมิภาคเอเชียใต้

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์