ช่างซ่อมร่ม
  • Social
  • Sep 23, 2019

ร่ม ไอเทมหน้าฝนที่ขาดไม่ได้ ต้องมีติดตัวไว้หยิบจับมาใช้เวลาฝนตก แต่ถ้าสภาพอากาศเลวร้ายเผชิญทั้งลมทั้งฝน หลายคนคงเคยเจอปัญหาร่มพลิกกลับ หักงอ เสียทรง

ปัจจุบันร่มสมัยใหม่หลายแบรนด์จึงถูกผลิตมาเพื่อแก้ปัญหานี้ ทุกวันนี้มีร่มที่สามารถกันฝน กัน UV กันลมพายุ ไปจนถึงมีระบบ Radial Tensioning System (RTS) ซึ่งช่วยกระจายแรงปะทะ ป้องกันการฉีกขาดได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าร่มทั่วไป และสามารถทนความเร็วลมได้ดี นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นดีไซน์เก๋ๆ สีสันน่ารักสดใส ที่สำคัญเลยคือราคาไม่แพงด้วย

แต่จะมีสักกี่คนกันที่เมื่อรู้ว่าร่มพกของตัวเองพังเสียหาย แล้วนำไปซ่อมกับ ช่างซ่อมร่ม เพราะโดยปกติแล้วนั้นหากร่มของเราพัง กลายเป็นร่มที่กางไม่ได้ ส่วนมากก็คงจะทิ้งไปเลยโดยไม่เสียดายอะไร หรือถ้าไม่อยากทิ้งก็ไม่รู้ว่าจะนำไปซ่อมที่ไหน สู้ไปซื้อใหม่ดีกว่ามั้ย และบางคนอาจถามขึ้นมาก็ได้ว่ายังมีอาชีพนี้หลงเหลืออยู่บนโลกนี้อีกหรือ

ช่างซ่อมร่มเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่หาพบได้ยากในปัจจุบัน เนื่องจากความต้องการในการใช้งานน้อยลงและเหตุผลอื่นๆ จึงจัดว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่นอกจากหาพบได้ยากแล้ว คาดว่าในอนาคตจะหายสาบสูญไป

ว่ากันว่า จุดเริ่มต้นของอาชีพนี้ เกิดจากในสมัยก่อน บางประเทศ บางพื้นที่ไม่มีกำลังผลิตร่มเอง หรือไม่สามารถผลิตร่มได้เอง จึงจำเป็นต้องนำร่มเข้ามาจากประเทศต่างๆ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส เกาหลี  ญี่ปุ่น ทำให้มีราคาสูง จึงทำให้อาชีพช่างซ่อมร่มถือกำเนิดขึ้นมา!

สมัยก่อน ช่างซ่อมร่มได้รับความนิยมอย่างสูง หาพบได้ง่ายดายกว่าเดี๋ยวนี้มากนัก เหตุเพราะด้วยราคาที่สูงของตัวร่มนั้นทำให้คนส่วนมากไม่กล้าที่จะทิ้งร่มเพราะเสียดาย จึงนำมาซ่อมเพื่อใช้งานต่อ ต่อมาหลังจากร่มมีราคาถูกลงอย่างรวดเร็ว และหาซื้อได้ง่ายนั้น ทำให้ผู้คนเริ่มที่จะไม่ค่อยดูแลรักษาร่มกันสักเท่าไหร่ เสียก็ทิ้งไปแล้วก็ซื้อใหม่ ง่ายดี ไม่ต้องนำไปให้ช่างซ่อมอะไรมากมาย ทำให้ช่างซ่อมร่มไม่มีลูกค้ามาซ่อมร่มเหมือนในอดีต

จริงมั้ยที่คนสมัยนี้มีวัฒนธรรมชอบทิ้งของ!

จนทำให้ของใช้เริ่มมีราคาถูกลงเรื่อยๆ ของพวกนั้นไม่คงทน พังเสียหายง่าย และสร้างขึ้นมาแบบใช้แล้วทิ้ง มีเรื่องเล่ากันว่าในยุโรป ช่วงทศวรรษ 1950 ไม่มีใครทำร่มหาย เพราะพวกเขาดูแลรักษามันอย่างดี ขณะที่ทุกวันนี้เด็กสาวซื้อร่มคันละ 10 ยูโร พอมันพัง ก็ซื้อคันใหม่ที่มีราคา 10 ยูโรเหมือนเดิม แน่นอนว่าของแบบนี้ใช้ได้ไม่นาน

ที่ญี่ปุ่นพบรายงานข่าวว่าคนญี่ปุ่นใช้ร่มเฉลี่ยปีละประมาณ 120-130 ล้านคัน ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้ร่มมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและมีคนลืมร่มไว้บนรถไฟเยอะที่สุด เฉลี่ยปีละประมาณ 3 แสนคัน และไม่เคยมีใครมาตามหาร่มหรือมาเอาคืน

อย่างไรก็ตาม พบว่ายังมีช่างซ่อมร่มหลบซ่อนอยู่ตามซอกหลืบของโลกใบนี้ในท่ามกลางเทรนด์กางร่มที่เปลี่ยนไป

Elias Fernandes

ชายชรา วัย 87 ปี ยังคงเปิดร้านซ่อมร่มในกรุงบัวโนสไอเรส (Buenos Aires) เมืองหลวงของอาร์เจนตินา ซึ่งเขาทำอาชีพซ่อมร่มมายาวนานกว่า 73 ปีแล้ว พื้นเพเดิมของเขาคือชาวสเปนที่อพยพเข้ามาอยู่อาร์เจนตินาตั้งแต่ปี 1950 ร้านซ่อมร่มของเขาเป็นธุรกิจที่สืบทอดมาถึงลูกชายของเขาที่รับหน้าที่เป็นผู้จัดการร้านซ่อมร่มด้วย

Marija Lah

หญิงสาวผู้ตัดสินใจเปิดร้านซ่อมร่มแห่งสุดท้ายในกรุงลูบริยานา (Ljubljana) เมืองหลวงของสโลวีเนีย เธอเปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่าเธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมาทำอาชีพนี้ ก่อนหน้านี้เธอเป็นครูอนุบาล  พ่อของเธอมีทักษะในการซ่อมร่ม และเคยเปิดร้านซ่อมร่ม ต่อมาพ่อของเธอเสียชีวิต เธอจึงอยากสืบทอดงานฝีมือซ่อมร่มแทนพ่อของเธอ ในระหว่างที่พ่อของเธอมีชีวิตอยู่ได้สอนทักษะการซ่อมร่มให้กับเธอไว้

Marija Lah จึงตัดสินใจเปิดร้านซ่อมร่มและกลายเป็นผู้หญิงซ่อมร่มคนสุดท้ายในสโลวีเนีย  เหตุเพราะมันเป็นงานฝีมือ ต้องมีทักษะ และใช้เวลาในการรังสรรค์ใหม่  ทำให้บางครั้งเธอต้องเสียลูกค้าเพราะไม่สามารถซ่อมให้เสร็จภายในชั่วโมงสองชั่วโมง แบบว่าส่งซ่อมปุ๊บรอรับปั๊บ บางเคสต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ แต่เธอก็ยังคิดว่าจะเปิดร้านซ่อมร่มต่อไป

Marija Lah มักให้คำแนะนำลูกค้าว่า อย่าทิ้งสิ่งเก่าๆ ของคุณ ซื้อร่มที่ดี และสามารถใช้ได้นานหลายๆ ปี ไม่ใช่แค่ร่มแต่รวมถึงสิ่งของอื่นๆ ด้วย การซื้อของที่มีคุณภาพ ถ้ามันพัง เสียหาย ก็เอามันมาซ่อมใหม่ได้ การซ่อมเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย

Thierry Millet

สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า Thierry Millet เป็นช่างซ่อมร่มคนสุดท้ายของฝรั่งเศส และของยุโรป  คนในปารีสรู้จักเขาในชื่อเล่นว่า Monsieur Pep  เขาเปิดร้านซ่อมร่มชื่อ Pep’s อยู่ในกรุงปารีส เป็นเวลา 50 ปีแล้ว สื่อหลายสำนักต่างยกย่องเขาว่าที่ผ่านมาเขาได้ช่วยเมืองปารีสให้แห้งโดยการซ่อมร่มที่พังใช้งานไม่ได้ เขาเป็นผู้ที่อุทิศให้กับงานฝีมือที่เขารักยิ่งหาคนเปรียบได้ยาก 

เขามักกล่าวว่า ร่มที่ได้รับการซ่อมแซมแล้วมันย่อมเบ่งบานสวยงาม ซึ่งมันไม่ได้หมายถึงแค่ร่ม แต่เขากำลังหมายรวมถึงการตอบสนองของเจ้าของร่มเมื่อได้รับร่มกลับมาในสภาพที่กางได้ต่อไป   Thierry Millet ตั้งข้อสังเกตว่าร่มจัดอยู่ใน throwaway culture  คือ ใช้แล้วทิ้งขว้างไปสามารถหาซื้อใหม่ได้อย่างง่ายดาย ราคาก็แสนจะถูก

สอดคล้องกับที่มีรายงานว่ามีการทิ้งร่มประมาณ 500 ล้านครั้งทุกปีและนั่นมันเป็นโลหะมากพอที่จะสร้างหอไอเฟลได้อีกสิบหอ!

Ho Hung-hei

เป็นผู้เชี่ยวชาญการซ่อมแซมร่มและผลิตร่ม เปิดร้านเล็กๆ ชื่อว่า Ho Hee Kee  บนเกาะฮ่องกง เขาให้บริการซ่อมร่มมาตั้งแต่ปี 1947 เป็นเวลานานกว่า 56 ปี เดิมเขามีอาชีพเป็นนักบัญชีแต่ต่อมาเขาได้เปลี่ยนอาชีพมาทำร้านซ่อมร่มตามน้องสาวของเขา ชื่อของเขาถูกบันทึกใน หนังสือบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ หรือ กินเนสส์บุ๊ก (Guinness Book of World Records) ในฐานะที่เขาทำร่มที่มีราคาแพงที่สุดมูลค่า 167 ปอนด์ (1,900 เหรียญฮ่องกง) ซึ่งเขาเรียกมันว่า ‘Priceless Umbrella’

แม้ว่าอุตสาหกรรมร่มจะถูกครองงำโดยผู้ผลิตรายใหญ่  แต่สำหรับร้าน Ho Hee Kee  ยังคงมีลูกค้าแวะเวียนนำร่มอันที่เป็นที่รักของพวกเขามาให้ Ho Hung-hei ซ่อมแทนการซื้อใหม่ นับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมากสำหรับร้านซ่อมร่มเล็กๆ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าปัจจุบัน Ho Hung-hei เสียชีวิตแล้ว

Chit Khin

ช่างซ่อมร่มริมฟุตพาทที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คน ในกรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา  ย้อนกลับไปเมื่อสัก 20-30 ปีก่อน ในเมืองย่างกุ้งตามริมฟุตบาทจะมีช่างซ่อมร่มนั่งให้บริการอยู่แทบทุกหัวถนน หาได้ไม่ยาก แต่ปัจจุบันนี้เหลือน้อยเต็มที่และหายากมาก  สื่อท้องถิ่นของเมียนมารายงานว่าช่างซ่อมร่มเป็นอาชีพโบราณที่เสี่ยงจะสูญหายไปเร็วๆ นี้ เนื่องจากไม่มีคนนำร่มมาซ่อมอีกแล้ว

Chit Khin เองเปิดเผยกับ The Voice Journal ว่าอันที่จริงคนเมียนมาก็ยังนิยมพกร่มติดตัวทั้งผู้หญิงผู้ชายเหมือนเมื่อก่อน ยังติดนิสัยพกร่มอยู่ แต่ว่าตอนนี้ มีร่มจากจีนเข้ามาตีตลาดซึ่งราคาถูกมาก ทำให้อาชีพช่างซ่อมร่มอยู่ไม่ได้  เขาเองก็ไม่มีงานเข้ามาในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว ทำให้ต้องหยุดซ่อมร่มในฤดูเดือนดังกล่าว ส่วนฤดูฝนก็ยังพอมีบ้างแต่ว่าไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว  Chit Khin บอกว่าร่มหนึ่งคันมันไม่มีมูลค่ามากมายเท่าเมื่อก่อน พังเสียหาย กางไม่ได้ ก็โยนทิ้งไป ซื้อเอาใหม่

เขาเล่าว่าสมัยก่อนพ่อของเขาเปิดร้านซ่อมร่มเล็กๆ ริมถนนในย่างกุ้ง มีรายได้เลี้ยงลูกๆ จนเติบโตมาได้ เขาและพี่น้องก็เติบโตมาด้วยฝีมือซ่อมร่มของพ่อเขา ถ้าเป็นสมัยก่อน เมื่อฤดูฝนมาเยือน ช่างซ่อมร่มอย่างเขาจะดีใจและตั้งตารอฝนแต่ฤดูฝนปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยืนยันว่าจะเปิดบริการซ่อมร่มสืบทอดงานฝีมือของพ่อเขาจนกว่าจะไม่มีใครมาซ่อมร่มอีกเลย

เห็นมั้ยว่า  แค่การกางร่มในแต่ละยุคสมัย ก็กระทบ ทำให้เปลี่ยนแปลงชีวิตใครหลายคนไปได้

ครั้งหนึ่ง คนอังกฤษเคยเหยียดว่าการถือร่มนั้น มันดู ‘ฝรั่งเศส’ เกินไป คือดูเป็นคนอ่อนแอ สำอาง ไม่จริงจังเข้มแข็ง Jonas Hanway เป็นชายเพียงคนเดียวที่ลุกขึ้นมาพกร่มในกรุงลอนดอน จนโดนมองแรง แต่เขาก็ไม่สนใจใดๆเลย เขาพกร่มไปไหนมาไหนเป็นเวลา 30 ปี ต้องเจอกับคำด่าว่า เสียดสี กระแนะกระแหนต่างๆนานา นับครั้งไม่ถ้วน

หนึ่งในกลุ่มคนที่ไม่พอใจการพกร่มมากที่สุดคือ สมาคมคนขับรถม้าของอังกฤษ เพราะในสมัยนั้น ถ้าฝนตกลงมาแล้วล่ะก็ บรรดาเจ้าขุนมูลนายก็จะเรียกใช้บริการรถม้ากัน  การที่เขาลุกขึ้นมากางร่มในตอนนั้นไม่เป็นผลดีทางธุรกิจ จนถูกกดดันอย่างหนักจากบรรดาคนขับรถม้าตามท้องถนน เขามักถูกปาเศษขยะใส่ ที่เลวร้ายที่สุดคือการขับรถม้าไล่ชนตัวเขาบนทางเท้า ซึ่งเขาก็ป้องกันตัวเองด้วยการใช้ร่มเป็นอาวุธไล่ทุบตีบรรดาคนขับรถม้า

ทว่าความกล้าของเขาทำให้ชาวอังกฤษค่อยๆ นำร่มออกมาใช้กันฝน เมื่อเห็นว่าร่มมีข้อดีจึงนำมาวางขายจนเกลื่อนตลาด หลังจากที่เขาเสียชีวิตในปี 1786 ร่มกลายเป็นอุปกรณ์ทั่วไปที่ใช้กันทั่วอังกฤษ สมาคมรถม้าอังกฤษต้องเจ๊งครั้งใหญ่ เมื่อมีการประกาศเปิดโรงงานผลิตร่มแห่งแรกของอังกฤษคือ โรงงานผลิตร่มแกตวาร์ด ที่นำเสนอนวัตกรรมร่มแบบใหม่ เปิด-ปิดง่ายด้วยตัวล็อกแบบสปริง

ทุกวันนี้ร่มยังคงอยู่ ยังมีการใช้งานอยู่อย่างนั้น  แต่สิ่งที่กำลังจะตายหายไปจากร่ม นั่นคือ ช่างซ่อมร่มที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับวัฒนธรรมการใช้ร่มในประวัติศาสตร์ของมนุษย์  จนในที่สุด ช่างซ่อมร่มจะกลายเป็นหนึ่งในอาชีพหายากในโลก เมื่อ "ร่ม" ที่เป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งของที่ผู้คนหาซื้อมาแทน มากกว่าซ่อม หากเสียหายเป็นร่มที่กางไม่ได้

ป.ล.  หากว่ามีเรื่องราวช่างซ่อมร่มที่ไหนก็ได้บนโลก อย่าลืมเล่าให้เราฟังบ้างนะ และช่วงนี้ฝนตกบ่อยอย่าลืมดูแลรักษาร่มกันให้ดีๆ เผื่อหลงลืมไว้ที่ไหนเข้า  จะได้ไม่ต้องซื้อใหม่อีก

ช่างซ่อมร่มเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่หาพบได้ยากในปัจจุบัน เนื่องจากความต้องการในการใช้งานน้อยลงและเหตุผลอื่นๆ จึงจัดว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่นอกจากหาพบได้ยากแล้ว คาดว่าในอนาคตจะหายสาบสูญไป

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?