แนวคิดการก่อวินาศกรรม กับ 7 ระเบิดกลางกรุง
  • Social
  • Aug 2, 2019

เหตุการณ์วางระเบิด 7 จุดในกรุงเทพมหานคร วันที่ 2 สิงหาคม 2562 ซี่งสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชน และทรัพย์สินจำนวนมาก 

จนถึงตอนนี้ แม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปว่า เหตุจุงใจหรือมีจุดประสงค์เพื่ออะไรกันแน่  Bottom Line ชวนมาทำความเข้าใจแนวคิดการก่อวินาศกรรมในโลกนี้ ซึ่งการวางระเบิดก็ถือว่าเป็นวิธียอดฮิตที่ใช้สำหรับการก่อวินาศกรรมเช่นกัน

คำว่า ”วินาศกรรม” หรือ Sabotage ตามความหมายของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.2552 คือ “การกระทำใดๆ เพื่อทำลาย ทำความเสียหายต่อทรัพย์สิน วัสดุ ข้อมูลข่าวสาร อาคาร สถานที่ ยุทธปัจจัย ที่สงวนสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวก หรือรบกวน ขัดขวาง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หน่วงเหนี่ยวระบบการปฏิบัติงานใดๆ รวมทั้งการประทุษร้ายต่อบุคคล ซึ่งทำให้เกิดความปั่นป่วนหรือความเสียหายทางการเมือง การทหาร การเศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา หรือทางใดทางหนึ่ง”

การก่อวินาศกรรมควรมีความหมายให้ครอบคลุมถึงพัฒนาการที่แปรเปลี่ยน ในแง่ของการกระทำใดๆ ที่กระทำเพื่อทำลาย สร้างความชะงักงัน หรือสร้างความเสียหายทั้งหมดหรือบางส่วนทั้งต่อวัตถุ ข้อมูลข่าวสาร ระบบการทำงานใดๆ รวมทั้งการประทุษร้ายต่อบุคคล ซึ่งผลของการวินาศกรรมนี้จะกระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อย ผลประโยชน์ หรือความมั่นคงของประเทศชาติ รัฐบาล องค์กร กลุ่มชน หรือแม้แต่ตัวบุคคล

ในช่วงสามทศวรรษก่อนที่การก่อการร้ายแพร่กระจายไปทั่วโลก การก่อวินาศกรรมนับเป็นวิธีหนึ่งที่ผู้ก่อการร้ายนิยมนำมาใช้ปฏิบัติมากที่สุด เพราะวางมาตรการป้องกันได้ยาก เช่น การลอบวางระเบิด ซึ่งสามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ ได้แก่ การลอบวางระเบิดตามอาคารสถานที่ การซุกซ่อนระเบิดในรถยนต์ การจัดส่งพัสดุหรือจดหมายบรรจุระเบิด และวิธีที่รุนแรงที่สุดขณะนี้ คือ การระเบิดแบบพลีชีพ

ถึงแม้การก่อวินาศกรรมจะเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มวิธีการขึ้นก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่า วัตถุประสงค์ในการก่อวินาศกรรมยังคงเดิม โดยฝ่ายที่มีศักยภาพต่ำกว่ายังคงใช้แนวทางนี้ทำลายฝ่ายที่มีศักยภาพสูงกว่า จึงขอแบ่งวัตถุประสงค์ของการวินาศกรรมเป็น 2 ประเด็น คือ

จุดมุ่งหมายเพื่อการทำลาย

1. ทำลายต่อวัตถุหรือข้อมูล คือ การทำลายล้าง สร้างความเสียหาย รบกวน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือก่อให้เกิดความชะงักงันในระบบงานหรือต่อผลประโยชน์ของฝ่ายตรงข้ามให้มากที่สุด ซึ่งปัจจุบันลักษณะของการทำลายสามารถแบ่งได้เป็น

  • รูปธรรม คือ ทำให้ทรัพย์สินและชีวิตสูญสลาย หรือทำให้สูญเสียศักยภาพในการทำงานของเครื่องมืออุปกรณ์ โดยทำให้เกิดความเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้อีก แต่ยังคงรูปทรงเช่นเดิม หรือสร้างภาวะชะงักงันในระบบการทำงานของเครื่องมือเป็นการชั่วคราว ฉะนั้น เมื่อยุติการวินาศกรรมแล้ว ก็สามารถนำกลับมาใช้งานได้ตามเดิมอีกครั้ง โดยที่เครื่องมืออุปกรณ์เหล่านั้นไม่กระทบกระเทือนเสียหาย

 

  • นามธรรม ส่วนใหญ่เป็นการกระทำต่อระบบหรือข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่าย คือ เข้าไปทำลาย ปรับเปลี่ยน แทรกแซง รบกวน สร้างการชะงักงันชั่วคราว หรือสร้างความเสียหาย ทั้งระบบหรือบางส่วนของระบบงาน(Processing system) ระบบควบคุมการปฏิบัติงาน(Operating system) ระบบข้อมูลข่าวสาร(Information system) ระบบสื่อสารและเครือข่ายข้อมูล รวมทั้งเข้าไปเปลี่ยนแปลง แก้ไขตัวข้อมูลทั้งที่เป็นข้อมูลดิบและข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้ว

2. การทำลายต่อประชาชน คือ ทำให้เกิดความรู้สึกกดดัน ขัดแย้ง ขาดความเชื่อมั่นต่อฝ่ายปกครองหรือความปลอดภัยในการดำรงชีวิต สร้างความวุ่นวายหรือก่อความสับสนต่อการใช้งานอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ที่นำมาเสริมประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งสร้างภาวะกดดันให้เกิดความรู้สึกว่าปราศจากความมั่นคงปลอดภัยในการดำรงชีพ

 

หลังผลลัพธ์ที่เกิดหลังการวินาศกรรม

1.ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศต่อประเทศ

  • ในภาวะสงคราม เป็นการทำลายศักยภาพทางทหาร จากการพัฒนาทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน การทำลายยุทโธปกรณ์จึงมี 2 สภาพ คือ ทำลายแล้วไม่สามารถนำกลับมาใช้งานได้อีกเลย ส่วนอีกรูปแบบคือ เมื่อยุติการทำลาย ยุทโธปกรณ์ยังคงมีศักยภาพตามเดิม เช่น การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวนการทำงานอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ จะเห็นได้จากการส่งสัญญาณชี้นำการบินให้กับเครื่องบินจากหอบังคับการการบิน หากเกิดกระแสแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความเข้มสูงแผ่เข้ามารบกวนแล้ว หอบังคับการไม่สามารถส่งสัญญาณใดๆ ได้จนกว่าการรบกวนนั้นจะยุติ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ สหรัฐฯ เคยนำมาใช้รบกวนการส่งสัญญาณวิทยุของฝ่ายอิรักในสงครามอ่าวเปอร์เซีย เป็นต้น

 

  • ในภาวะปกติ เป็นการบั่นทอนความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยหรือเพื่อสร้างความเสื่อมเสียต่อระบบการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงต่อฐานะของรัฐบาล องค์กร กลุ่มบุคคล หรือตัวบุคคล ตลอดจนกิจการของภาคเอกชนด้วย

 

2. ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มชนต่างศาสนาหรือต่างเชื้อชาติ

  • สามารถใช้จุดชนวนให้เกิดหรือขยายสภาวะความขัดแย้งให้กระจายตัวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหาขัดแย้งจากความแตกต่างของศาสนาอยู่แต่เดิมแล้ว จะเห็นได้จากการก่อวินาศกรรมที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ระหว่างกลุ่มประชาชนที่นับถือศาสนาฮินดูกับศาสนาอิสลามในอินเดีย หรือกรณีการก่อวินาศกรรมในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนต่างศาสนา ได้แก่ ฝ่ายกองทัพไออาร์เอ ที่นับถือศาสนาคริสตร์นิกายโรมันคาธอลิกที่ต้องการขับไล่การปกครองของอังกฤษ ซึ่งเป็นพวกที่นับถือนิกายโปรแตสแตนท์ ออกไปจากไอร์แลนด์เหนือ

 

  • สามารถก่อให้เกิดลัทธิเชื้อชาตินิยมขึ้นในกลุ่มคนเชื้อชาติเดียวกัน ถึงแม้จะมีเขตอยู่อาศัยในดินแดนต่างๆ ทั่วโลก จะเห็นได้จากกรณีการก่อวินาศกรรมเพื่อต่อต้านสหรัฐฯ ของกลุ่มนายอุสมา บินลาเดน ซึ่งส่งผลให้สหรัฐฯ ใช้กำลังทหารบุกอัฟกานิสถานผลจากกรณีดังกล่าวก่อให้เกิดประชามติสนับสนุนกลุ่มของนายลาเดนไปพร้อมกับการต่อต้านสหรัฐฯ จากชาวมุสลิมที่แพร่กระจายไปทั่วโลก

 

อ้างอิง  : องค์กรรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน

The Challenges of Conceptualizing Terrorism. Terrorism and Political Violence,Weinberg, L., et al. (2547).

 

คำว่า ”วินาศกรรม” หรือ Sabotage ตามความหมายของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.2552 คือ “การกระทำใดๆ เพื่อทำลาย ทำความเสียหายต่อทรัพย์สิน วัสดุ ข้อมูลข่าวสาร อาคาร สถานที่ ยุทธปัจจัย ที่สงวนสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวก หรือรบกวน ขัดขวาง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หน่วงเหนี่ยวระบบการปฏิบัติงานใดๆ รวมทั้งการประทุษร้ายต่อบุคคล ซึ่งทำให้เกิดความปั่นป่วนหรือความเสียหายทางการเมือง การทหาร การเศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา หรือทางใดทางหนึ่ง”

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์