บทเรียนจากบาดแผลของ บุญเลิศ วิเศษปรีชา
  • Talk
  • Jul 31, 2019

วันที่กระบวนการทางสังคมกำลังค่อยเป็นค่อยไปกับการเดินหน้าสู่แนวทางประชาธิปไตย เข็มความสนใจส่วนใหญ่จึงพุ่งเป้าไปหาเรื่องของรัฐบาล ฝ่ายค้านที่ทั้งกองเชียร์ และกองแช่งต่างออกมาวิวาทะกันให้เห็นอย่างสม่ำเสมอไม่ว่าจะในสังคมออนไลน์ หรือโลกออฟไลน์

หลายคนพูดถึงแนวทาง และความเป็นไปได้

หลายคนวิพากษ์ถึงความไม่ชอบธรรมหลายๆ อย่างที่ถูก “ปล้น” ไปจากประชาชนในกระบวนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด 

หลายคนเฝ้าถวิลหาความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม กระทั่งการ "ลงสู่ถนน” ก็มี 

ท่ามกลางความหลากหลายของแนวความคิดที่ปะทะสังสรรค์ในสังคมวันนี้ ยังมีคำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจของ บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์ประจำคณะมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงผู้คนที่เคยผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองหลายครั้งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะ “คนที่ได้รับบาดเจ็บ-พิการ” จากการชุมนุมประท้วงไปจนถึงเหตุลุกลามบานปลายที่ปรากฏเป็นข่าว

“ผมสงสัยว่าพวกเขาอยู่กันอย่างไร” นั่นเป็นคำถามแรกที่สะกิดใจทำให้เขา ก่อนสังเคราะห์เป็นกระบวนการทำรายงานวิจัย อยู่กับบาดแผล: เสียงจากสามัญชนที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางการเมือง (2553-2557) ขึ้นมาจนสำเร็จเป็นหนังสือเล่ม อยู่กับบาดแผล ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ 

เดิมทีเขาสนใจเรื่องของผู้คนที่ถูกคุมขังในเรือนจำ และอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดี แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมที่ไม่ได้เอื้อให้นำไปสู่คำตอบ “ผู้บาดเจ็บ” จึงกลายเป็นเป้าหมายของการทำงานชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่บาดเจ็บ-พิการจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมฝั่งเสื้อแดง หรือฝั่งกปปส. และคปท. รวมทั้งผู้ถูกดำเนินคดีจากเหตุการณ์เผาศาลากลางที่ จ.อุบลราชธานี รวมทั้งสิ้น 24 คน

เมื่อการก้าวข้าม และการเปลี่ยนผ่านเป็นเหมือนจุดหมายปลายทางที่ทุกคนต้องการจะเดินไปให้ถึง แต่เราจะจับมือกันเดินไปสู่วันพรุ่งนี้อย่างไร เมื่อบาดแผลยังมีอยู่ 

คำถามแรกที่ทำให้คุณสะกิดถึงเรื่องบาดแผล คืออะไร

ผมสงสัยว่าพวกเขาอยู่กันยังไง เราแทบจะไม่รู้จักเขาเลย นั่นคือความรู้สึกแรกที่ทำให้ผมอยากทำวิจัย ว่าพวกเขาอยู่กันยังไง แล้วค่อยๆ ย้อนไปเรื่อยๆ ว่าเหตุการณ์มันเกิดขึ้นกับเขาได้อย่างไร ก็เริ่มจากถามคนว่ารู้จักใครไหม ที่ไปร่วมชุมนุมแล้วบาดเจ็บพิการ ซึ่งก็ไม่ง่าย ปรากฏว่า มีนักศึกษาคนนึงไปช่วยงาน เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. อยู่ ก็เลยพอเข้าถึงได้ แต่ถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงจะยากมาก เขาจะรู้จักคนที่เป็นข่าวที่เสียชีวิต แต่คนบาดเจ็บพิการนี่ น้อยคนมากที่จะรู้จัก ต้องไปหาคนที่จะช่วยแนะนำกัน

ถ้าเทียบกับงานเกี่ยวกับคนไร้บ้านที่ผ่านมา มันมีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

งานสองชิ้นมันต่างนะ งานชิ้นนั้นใช้วิธีแบบมนุษยวิทยา แบบจารีตเลย ไปฝังตัว แต่งานชิ้นนี้มันไปฝังตัวไม่ได้ มันเป็นงานศึกษาที่ผ่านมาแล้ว และในแง่ของแนวคิดที่ผมใช้ทางมนุษยาวิทยา คือ ความทุกข์ทนทางสังคม หรือ Social Suffering มันเป็นแนวคิดที่ศึกษายากอยู่แล้ว เพราะตามทฤษฎี ความทุกข์ทนมันยากที่จะบรรยายมาเป็นคำพูด ตีความยาก

ผมใช้วิธีการ Narrative ฟังเขาเล่าเรื่องว่าเขาคิด หรือรู้สึกยังไง เทียบกับนักข่าว ผมถามไม่เก่งเท่านักข่าวด้วยซ้ำ ผมไม่ใช่คนถามขยี้อะไรอย่างนี้ ผมใช้การฟัง ความเห็นอกเห็นใจ ให้คนที่ไปสัมภาษณ์เขาคุยให้ฟังมากกว่า เกรงใจเขาด้วย เรารู้สึกว่า เขาต้องพูดถึงประสบการณ์ที่เจ็บปวดหรือเปล่า ผมจะไม่ขยี้ ให้เขาเล่ามาเองตามที่อยากจะเล่า

หากมองในแง่ความน่าเชื่อถือของข้อมูลล่ะ ?

มันก็มีผล อาจจะไม่ได้ Fact จริงๆ อย่างที่บอกว่า ลุงอยู่แถวหน้า มันอาจจะมีรายละเอียดบางอย่างที่เขาไม่ได้บอกเราก็ได้ เช่น ไม่รู้ว่าลุงผรุสวาทวาจาอะไรไปหรือเปล่า แต่บางคนเขาก็พูดนะ บางคนยอมรับว่า เขาคือคนที่เขวี้ยงกระป๋องแก๊สน้ำตาของตำรวจปราบจราจลกลับ เลยกลายเป็นเป้าหมายถูกทำร้าย แต่เราสนใจความรู้สึกของเขามากกว่า นี่คือวิธีที่เขาเล่า เพื่อจะบอกตัวเองว่าเขาเป็นใคร 

ส่วนที่ยากที่สุดในการเก็บข้อมูลชุดนี้อยู่ตรงไหน

ตอนที่หาคนที่จะให้สัมภาษณ์ ในงานวิจัยจะมีรายละเอียดมากกว่าหนังสือ งานวิจัยผมจะบอกว่า มีบางคนที่ผมโทรไปแล้วเขาตอบกลับเลยว่า ไม่ให้สัมภาษณ์ ส่วนใหญ่จะเป็นคนเสื้อแดงที่เราไม่รู้จักมาก่อน ผมไปขอรายชื่อมาจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอรายชื่อคนที่ได้เงินเยียวยามา ซึ่งส่วนใหญ่เบอร์โทรศัพท์ที่มีโทรไป ไม่ใช่ เปลี่ยนไปหมดแล้ว สอง คือ โทรศัพท์ไปไม่เชื่อ เป็นอาจารย์จริงหรือเปล่า สองสามแบบที่ปฏิเสธนะ เช่น พูดไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร บางคนก็บอกว่า ยุคนี้ยุคเผด็จการอยู่ จะพูดได้ยังไง ไม่ได้หรอก 

แต่สังคมไทยความเป็นอาจารย์พอจะช่วยได้แล้วนะ แต่เขาก็ยังกลัวๆ เกร็งๆ กันอยู่ ผมเคยไปสัมภาษณ์ที่โคราช เป็นคุณลุงคนนึง บอกไม่ติดใจอะไรเลย แขนที่พิการไป ก็ไม่เป็นไรหรอก อยู่ๆ ไป เหมือนเขาจะกลัวว่า เราเป็นคนจากรัฐที่จะมาสืบทัศนคติเขา แกพูดแบบนี้ เมียแกก็บอกว่าพูดไปเลย ต้องยอมรับว่ายุคทักษิณมันดีกว่านี้ แต่ตัวสามีที่เป็นคนที่ระมัดระวังการพูด

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองฝ่ายไหนก็ตาม เวลาไปคุยกับเกี่ยวกับการชุมนุม มักจะมีกำแพงกั้นอยู่ ?

ใช่ ก็มีนะ สำหรับงานวิจัย เนื่องจาก คปท. ผมได้การแนะนำจากนักศึกษา กำแพงอาจจะน้อยกว่า แต่ถ้าคนเสื้อแดงก็พอจะสังเกตได้ว่า ถ้าคนที่เขาไว้ใจผม เขาจะคุยกับเราเปิดเผยกว่า แต่ถ้าคนที่ไม่ เขาจะพูดด้วยความระมัดระวังผมมาก ก็พยายามจะหาความสัมพันธ์ พยายามจะวิเคราะห์ ตอนที่ผมทำ Proposal วิจัยยังมีคนบอกเลยว่า สรุปเร็วไปเปล่าที่ไม่ว่า คนสีไหนก็บาดเจ็บเหมือนกัน การบาดเจ็บอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ ซึ่งพอไปทำวิจัยจริงๆ เราก็พบว่า มีความรู้สึกต่อบาดแผลไม่เหมือนกัน ซึ่งผลงานวิจัยตรงนี้ ผมไม่ได้คาดหวังมาก่อน ว่าจะมีนัยยะสำคัญขนาดนี้

สำคัญมากแค่ไหน

ตรงนี้ผมพบว่าคนที่เป็นเครือข่าย คปท. ที่ผมไปสัมภาษณ์บาดเจ็บพิการ บางคนเจ็บหนักด้วยนะ จะไม่ค่อยพูดทำนองว่า เขาคิดผิด จะพูดทำนองเหมือนทหารผ่านศึก อย่างน้อยเจ็บกายแต่ยังภูมิใจ รบชนะ ...แบบเขาสามารถโค่นล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ แต่ถ้าเสื้อแดงจะมีความรู้สึกว่า เจ็บตัว ไม่ชนะ แถมถ้าคนมีประสบการณ์โดนคนรอบข้างประณาม ก็ยิ่งรู้สึกแย่ แต่ถ้าเป็นคนเสื้อแดง ที่ยังมีคนเสื้อแดงสนับสนุนซึ่งกันและกันจะไม่รู้สึกแย่ขนาดนั้น

คำเรียกว่า ใครเป็นใคร นี่เป็นปัญหาในการเก็บข้อมูลหรือเปล่า

มีนะ เรื่องการเรียกชื่อว่าเขาเป็นใคร ผมค่อนข้างจะระวัง บางคนเรียกตัวเองว่า นปช. บางคนก็บอกว่า เขาเสื้อแดง แต่ไม่ใช่ นปช ก็มี บางคนก็ผู้รักประชาธิปไตย บางคนก็บอกว่า พันธมิตรยุคแรก คือ คุณสนธิ กับ เสื้อเหลือง แต่ กปปส. และ คปท. มันอีกยุคนึงนะ นำโดยคุณสุเทพ คนที่ร่วมกับคุณสนธิตอนแรกอาจจะไม่เห็นด้วยกับตอนหลังก็ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อศึกษาเรื่องนี้ ผมจะพยายามพูดให้ตรง ส่วนใหญ่ที่สัมภาษณ์จะเป็น คปท. มากกว่า เพราะพวกนี้เป็นกองหน้า จะอยู่ในจุดที่ค่อนข้างเสี่ยง

ทัศนคติของตัวเองมีผลต่อการทำงานวิจัยชิ้นนี้ไหม

ถ้าพูดให้แบบตรงไปตรงมา ผมสนับสนุนประชาธิปไตย แต่ผมก็มีข้อที่สองว่า ในทางการเมืองผมก็เคารพในความเห็นต่าง ผมเคารพที่คนที่สัมภาษณ์ นี่คือเหตุผลที่ผมไปสัมภาษณ์ กปปส. และ คปท. ได้ เสร็จงานวิจัยชิ้นนี้ ผมยังบอกว่า อาจจะไม่มีใครชอบผมเลย อย่างพี่เสื้อแดง อาจจะบอกว่า อ้าว อาจารย์คนนี้ทำไมไปสัมภาษณ์ กปปส. และ คปท. ส่วนผู้สนับสนุนกปป.และคปท.อาจจะคิดว่า อาจารย์คนนี้มันอยู่ในกลุ่มเครือข่ายนักวิชาการที่วิจารณ์รัฐบาล มันคงเป็นนักวิชาการสายแดงมั้ง งานชิ้นนี้อยากให้คนรับฟังกันบ้าง ตอนเกิดงานก็ตั้งใจว่าให้คนที่แบบหลากหลายอยากจะฟัง ก็โอเคนะ ก็ดี ที่เป็นข่าวในสื่อที่คนอาจจะไม่ชอบเราบ้าง 

ถ้าอย่างนั้น ในการเก็บข้อมูล “บาดแผลร่วม” ของผู้บาดเจ็บ-พิการเหล่านี้คืออะไร

พวกเขามีจุดร่วม 2-3 ประเด็น อย่างหนึ่ง คือ ทั้งสองสีจะเห็นคล้ายกันว่า เขาไม่ควรถูกกระทำรุนแรงจากรัฐขนาดนี้ จะบอกว่าเจ้าหน้าที่รัฐทำเกินกว่าเหตุทั้งหมดเลย คนสูงอายุถูกตี เขาจะบอกว่า เขาชูสองมือเปล่าแล้ว แต่ถูกตีจนสมองบวม มีคนหนึ่งไม่ถึงขั้นสมองบวม แต่บอกว่า เขานอนหมอบไปแล้ว แต่ก็ยังเตะเพื่อระบายอารมณ์ ผมว่าในแง่นี้ ผู้บาดเจ็บทั้งหมด มีความรู้สึกว่า การกระทำของรัฐต่อเขามันไม่สมควร มันเกินกว่าเหตุ

บาดแผลเหล่านี้ มีส่วนกับการที่พวกเขาถูก “คนส่วนใหญ่” หรือ “สังคม” ตีตราด้วย?

ขึ้นอยู่กับสังคมที่เขาแวดล้อมด้วย ถ้าเป็นเสื้อแดงที่อยู่ท่ามกลางเสื้อแดงที่ให้กำลังใจ มันก็ไม่แย่นะ แต่ถ้าเป็นเสื้อแดงที่งานการก็หากินลำบากแล้ว และต้องอยู่ท่ามกลางคนเสื้อเหลืองก็แย่หน่อย มันก็มีคำถามว่า แสดงว่า คนเสื้อเหลืองพลังเยอะกว่าสิ ถึงได้กดดันคนเสื้อแดงให้รู้สึกว่าถูกประณาม ผมบอกว่า ขึ้นอยู่กับสังคงแวดล้อม คนที่ผมสัมภาษณ์คนนึงเป็นคนอีสาน เขาไปทำงานที่จังหวัดชลบุรี แล้วมันเป็นพื้นที่ กปปส. มากกว่า ในพื้นที่นี้เขาไม่กล้าพูดว่า เขาไปร่วมชุมนุมมาแล้วบาดเจ็บ คนก็จะรู้สึกว่าสมควรแล้ว 

แต่ถ้าคนเสื้อแดงอยู่อุบลเนี่ย มีคดีจากคดีที่เผาศาลากลาง แต่เขามีเครือข่ายที่ช่วยเหลือกัน คนนี้จะรู้สึกเหนียวแน่นอยู่ ยังรู้สึกไม่ผิด ไม่ใช่ย่ำแย่นะ จะรู้สึกโกรธแค้นกับความไม่เป็นธรรมสูงกว่า รู้สึกแบบฉันยังอยู่ในถิ่นฉัน เมื่อไรฉันจะได้เอาคืนบ้าง เมื่อไรจะถึงเวลาของฉันบ้าง 

มันก็ยังมีความคิดที่จะเอาคืนอยู่ ?

เอาคืนในความหมายว่า คืนความเป็นธรรมให้กับพวกเขา แน่นอน สำหรับคนที่ถูกกระทำ มันมีสองอย่าง เขาจะลืม หรือเขาจะเรียกร้องความเป็นธรรม เรียกร้องศักดิ์ศรีคืน เช่น พูดกันชัดๆ หน่อย เผาศาลากลาง ทุกคนที่ถูกดำเนินคดี ไม่ได้ถูกศาลตัดสินว่าเผานะ หลายๆ คน มีทั้งคนที่ถูกดำเนินคดีแล้วยกฟ้อง อันนี้ติดคุกฟรีเลย หรือมีคนที่ถูกตัดสินก็จริง แต่เป็นคดีเบาๆ คดีขัดคำสั่ง ถ้าคุณเอาคดีขัดคำสั่งมาเล่นงานทุกคน มันต้องมีคนถูกจับเป็นหมื่น แต่นี่พวกเขาถูกจับไม่กี่คนเนื่องจากบังเอิญไปอยู่ในกล้อง แต่พอถูกจับปุ๊ป จำคุก ปีนึง สองปี มันถูกพูดหมดว่า เป็นนักโทษคดีเผาศาลากลาง ทั้งที่เขาไม่เกี่ยว คดีเผามันซับซ้อนนะ ผมไม่ไปวิเคราะห์ในเรื่องของศาลตัดสินว่าเผา หรือคนที่ไม่เกี่ยว

ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้อธิบายสถานการณ์ความเห็นต่าง หรือการจัดข้างทางการเมืองเวลานี้ได้อย่างไร

ในแง่ความแตกต่าง ผมคิดว่าเราอยู่ในสถานการณ์ที่ฝ่ายสนับสนุน กปปส. ฝ่ายล้มการเลือกตั้ง ฝ่ายสนับสนุนการรัฐประหารยังชนะอยู่ มันมีผลให้คนที่เขาชนะอยู่รู้สึกว่า เขาต่อสู้แล้วชนะ อาจจะเปลี่ยนไปก็ได้นะ เมื่อวานผมเพิ่งคุยกับป้าที่เป็น กปปส. และคปท. เขาเริ่มรู้สึกว่า เศรษฐกิจยุคนี้ไม่ดี คือไม่ได้พูดถึงเรื่องอะไรเลยนะ พอไปเยี่ยมป้าแก เขาบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีจริงๆ นะ รัฐบาล 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่แกอยู่ฝ่ายที่ล้ม ไม่อยากให้มีเลือกตั้ง

ผมคิดว่า ทุกวันนี้เราสวมสีเสื้อคนง่าย คือ ผมเริ่มต้นด้วยที่ความบาดเจ็บเหมือนกัน เลยมองข้ามความต่างทางการเมือง ผมโยงกลับมาเรื่องนี้เพราะอยากให้คนเห็นชีวิตคน มีเลือด มีเนื้อ มีความรู้สึก ที่ผ่านมา เรามักจะเห็นแต่ตัวเลข บาดเจ็บกี่พันคน เสียชีวิต 97 คน ในปี 2553 แต่เราไม่รู้ชีวิตเขานะ อย่างที่สองคือ เขาใส่เสื้อสีอะไร ถ้าเขาสีเดียวกัน เราจะเห็นอกเห็นใจ แต่ถ้าคนละฝั่ง เราจะบอกว่า มันสมควร หรืออย่างกรณีของจ่านิว ถ้ามีคนถูกทำร้าย เรารู้สึกว่า คุณเห็นต่างกันได้ แต่ไม่เห็นต้องแสดงออกทางนี้ แล้วพวกที่แสดงความเห็นว่า คราวหน้าตายซะที คราวนี้ทำไมไม่ตาย ก็... ให้แยกแยะกันซะหน่อย

เวลามีเหตุการณ์พวกนี้มันมักจะนึกย้อนไป ถึงเหตุการณ์เดือนตุลา พฤษภาทมิฬ เราสามารถพูดได้ไหมว่า สังคมไทย ไม่สามารถก้าวผ่านจุดของความเห็นต่างนี้ไปได้เลย

เรียกว่า เราไม่เรียนรู้ที่จะอยู่กับคนที่มีความเห็นต่างกันได้ มันก็จบลงแบบนี้ ผมก็เพิ่งคุยกับ อ.ธีรยุทธ บุญมีว่า มันเหมือนกับสถานการณ์ก่อน 6 ตุลา ไหม แกบอกว่าก่อน 6 ตุลาจะแรงกว่านี้ กระแสของฝ่ายขวาจะแรงกว่านี้ แต่สถานการณ์ตอนนี้ก็ไม่ดี มันมีการสร้างความเกลียดชังคนเห็นต่างว่าสมควรตาย ประณาม ถ้าถามว่าสังคมไทยไม่เรียนรู้อะไร คือ ไม่เรียนรู้จะอยู่กับความคิดที่เห็นต่าง คือ ทะเลาะกันอย่างสันติได้ยังไง ไม่ใช่พวกมากลากไป ใครอาวุธมากกว่าก็ทำร้ายกัน

อะไรที่มันทำให้ทุกอย่างยังเป็นเส้นขนานอยู่แบบนี้

ถ้าถามผม บรรยากาศหนึ่งที่ดีของช่วงปี 2535 คือ กระแสสังคม สื่อมวลชน มักเถียงกันออกทีวี เราโต้แย้งกันออกทีวี แต่ไม่ได้ใช้กำลังห้ำหั่น อาจมีฝ่ายขวา แต่น้อยมาก ขวาสุดโต่ง คนส่วนใหญ่ก็ไม่เอาด้วย แต่ช่วงนี้เกิดกระแสที่คนรับสื่อกันด้านเดียว ทำให้ไม่ฟังความเห็นต่าง สื่อสาธารณะแบบทีวีก็รู้เลยว่า ช่องนี้เชียร์หรือไม่เชียร์รัฐบาล ก็ยังมีนะ สื่อสารมวลชนที่จะให้มาแลกเปลี่ยนกัน แต่มีอิทธิพลน้อยไปหน่อย 

อันที่สองคือ สื่อโซเชียล ที่ทุกคนเป็นสื่อเอง ทำให้โลกแยกย่อยมากขึ้น คนที่ชอบอะไรจะไปรวมกลุ่มกัน ทำให้ไม่ได้รับความเห็นอีกซีกนึง เราสื่อสารอะไรไป อัลกอริธึ่มมันก็จะฟีดข่าวคล้ายๆ กันมาให้ เราก็จะรู้สึกว่า มันมีคนเห็นด้วยกับเรานี่หว่า มันทำให้เราอยู่ในโลกของเรา ที่ไม่รู้ว่ามันมีคนเห็นต่างอีกมุมนึง ซึ่งเราอาจจะคิดไม่ถึงก็ได้ แต่เราไม่ได้ฟังเลย เราต้องการโลกที่มีการถกเถียงกันทั้งสองฝ่าย

เราต้องการสังคมที่มีอารยะ หรือ Civil Society คือ เปลี่ยนมาจากสังคมหนังจีน ที่แบบเอ็งเห็นต่างจากข้า มันต้องมาท้าดวลกัน แต่ในสังคมอารยะ คุณต้องเก็บดาบ เก็บอาวุธ แล้วมาโต้แย้งกันด้วยเหตุ ด้วยผล มันเป็นสังคมสมัยใหม่ ที่โต้แย้งกันด้วยเหตุผล เรายังไม่โมเดิร์นพอ ไม่อารยะพอจะ 4.0 ไหมไม่รู้ แต่ในแง่นี้เรายังมาดวลกันอยู่

Generation gap มีผลไหม แบบคุณเป็นคนยุคหนึ่ง เราอีกยุคหนึ่งเลยคิดไม่เหมือนกัน

การแบ่งกลุ่มทางสังคมมันก็แบ่งได้หลายอย่างนะ คือ ถ้าเป็นแบบพื้นฐานสังคมวิทยาเราก็แบ่งเป็นคลาส ชนชั้นบน ชนชั้นล่างก็เห็นต่าง แบ่งตามภูมิภาค คนภาคนั้น ภาคนี้ หลังสุดที่มาแรง คือแบ่งตามอายุโดยเทรนด์ใหญ่ๆ ผมคิดว่า คนรุ่นใหม่ 25 ลงไป ง่ายๆ คือ นักศึกษาที่ผมสอน เรื่องบางเรื่องที่คนรุ่นเก่าให้ความสำคัญนักหนา มันไม่ใช่เรื่องที่เขาเห็นความสำคัญ

เราต้องยอมรับว่า นอกจากโลกโซเชียลแล้ว เด็กรุ่นใหม่ไปต่างประเทศเร็วกว่าเรามาก รุ่นผมไม่รู้ว่าอายุเท่าไร ผมถึงได้ไปต่างประเทศครั้งแรก ขณะที่เด็กรุ่นนี้ไป Work and Travel ไกลถึงอเมริกาหรือสิงคโปร์ใกล้ๆ นี่เขาเห็นหมดแล้ว เขารู้หมดแล้วว่า โลกมันเป็นยังไง เพราะฉะนั้นเขาเลยรู้ว่า โลกแบบนี้มันไม่ใช่โลกที่น่าพอใจนี่นา เราจะอยู่แบบนี้เหรอ แล้วอะไรที่ทำให้โลกข้างนอกก้าวหน้า มันก็ยังมีคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนจน  และคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนรวย บางคนเป็นคนจนแล้วอยู่หัวไร่ปลายนาด้วย เราอาจจะเห็นชัดแค่คนรุ่นใหม่ในเมือง แต่คนรุ่นใหม่ในชนบทเป็นยังไง เขาอยู่ในครอบครัวแบบไหน

สังคมควรเรียนรู้อะไรจากกลุ่มคนที่มีบาดแผลบ้าง

เรียนรู้ว่า ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น นึกถึงคนที่ได้รับผลกระทบจริงๆ เถอะ สำหรับคนที่อยากจะรวมคนไปเคลื่อนไหว นึกถึงคนเล็กคนน้อยที่บาดเจ็บ อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะสื่อสารมากที่สุด ไม่ว่าจะคนสีไหน ไม่ใช่ว่าไม่เคลื่อนไหวนะ แต่เคลื่อนไหวโดยนึกถึงสิ่งนี้มากขึ้น ทั้งผู้ชุมนำและแกนนำ ในแง่ของรัฐก็เหมือนกัน ต้องมีการจัดการที่เหมาะสมมากกว่านี้

ถ้าอย่างนั้น มีโอกาสที่จะเกิดบาดแผลในลักษณะแบบนี้ กับสภาพสังคมต่อจากนี้ไหม

ผมห่วงว่าจะมี นั่นคือสิ่งที่จะเป็นมาก ๆ ที่จะต้องเรียนรู้ ศึกษาบทเรียน แล้วจะช่วยกันเลี่ยง ไม่รู้ว่ามันจะมีประเด็นอะไรหรือเปล่าที่จะทำให้คนออกมา... อย่างที่ฮ่องกงก็เป็นกรณีที่น่าสนใจมาก เราไม่รู้ว่ามันมีประเด็นอะไรที่ทำให้คนรู้สึกว่า ถอยหลังไปมากกว่านี้ไม่ได้

ข้อคิดสำคัญสำหรับบาดแผล หรือการอยู่กับบาดแผลคืออะไร 

สิ่งแรก คือ ผมจะบอกว่า ความรุนแรง คือ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงถึงที่สุด แม้ในงานวิจัยจะมีเนื้อหาเป็นนัยว่า ฝ่ายใดภูมิใจ ฝ่ายใดทุกข์ทน แต่ “สาร” ที่เป็นฐานราก คือ ความรุนแรงควรถูกหลีกเลี่ยง สอง คือ เราไม่ควรปรามาสว่า ฝ่ายใดถูกจ้างมา อันนี้คือ วิธีลดทอนความเป็นมนุษย์ มันเป็นการสร้างความชอบธรรมว่า ไอ้พวกนี้มันถูกจ้างมา สมควรแล้วที่มันต้องถูกปราบแบบนี้ เรื่องที่สามผมพูดไปตั้งแต่แรกแล้วล่ะว่า เราจำเป็นต้องรับฟังคนที่เห็นต่าง 

ผมขยายความนิดนึง คนที่ผมไปสัมภาษณ์มาทุกคนจะให้เหตุผลคล้ายๆ กันว่า พวกเขาไม่ใช่คนโง่ พวกเขาต่างหาข้อมูล ฟังข้อมูล บางคนเขาก็เป็นเสื้อเหลืองมาก่อน ค่อยเปลี่ยนเป็นเสื้อแดงก็มี บางคนก็ชอบทักษิณมาก่อน แล้วเห็นความเลวร้ายเลยเปลี่ยนก็มี พวกเขาก็จะรับสื่อด้านเดียว จุดอันตรายมันอยู่ตรงนี้ พอเขาไม่รับฟังทัศนะที่แตกต่างมันทำให้ความคิดมันเชื่อไปทางเดียวหมด มันไม่มีการชั่งน้ำหนักแล้วว่า ตรงนี้มันสมควร หรือไม่สมควร

บาดแผลตรงนี้ จะเป็นต้นทุน หรือเป็นฐานที่ทำให้เราก้าวข้าม ความขัดแย้ง ความรุนแรง หรือสิ่งที่ทำให้สังคมแตกแยกทุกวันนี้ได้อย่างไร

สำคัญที่สุด หวัง... หนังสือเล่มนี้ไม่ได้จะทำให้เราก้าวข้ามความขัดแย้งหรอก แต่จะทำให้เราอยู่กับความขัดแย้งเป็นมากขึ้น อยู่กับคนเห็นต่างโดยไม่ต้องทำร้ายให้เกิดบาดแผลกัน เราไม่สามารถทำให้สังคมคิดไปในทางเดียวกันได้ แต่คนเห็นต่าง ไม่จำเป็นจะต้องถูกประหัตประหาร ด้วยอาวุธ ความรุนแรง หรือวาจาก็ตาม ทำอย่างไรที่เราจะรับฟังคนเห็นต่าง แล้วก็เห็นไม่ตรงกัน คนสุดโต่งที่สุดอาจจะยาก แต่คนที่พอจะคุยกันอยู่บ้าง ผมหวังว่ากระแสกลางตรงนี้มันจะใหญ่พอ ที่จะทำให้ซ้ายสุด ขวาสุดเหลือน้อยลงหน่อย ให้ฝ่ายกลางมันถกเถียงกันได้ ไม่ต้องมารบราหรือใช้อาวุธกัน ไม่ต้องเห็นคนที่เห็นต่างเป็นศัตรูเหมือนกันหมด

ตอนนี้บางคนที่พยายามจะอยู่ตรงกลาง ไม่อยู่ทั้งสองฝ่าย ก็เหมือนกับโดยบังคับให้เลือกข้างด้วย

อันนี้เกิดขึ้นกับนักวิชาการอาวุโสบางท่านที่พยายามจะติงสติทั้งสองฝ่าย กลายเป็นคนที่ไม่มีใครรับฟังโดยทั้งสองฝ่าย ทำให้คนจำนวนมากหันหลังกับการเมือง ไม่อยากยุ่งกับมัน แล้วมันเป็นประโยชน์กับคนที่อยู่ในอำนาจอยู่แล้ว เขาอยู่ในอำนาจต่อไป เมื่อพลังสังคมอ่อนแอลง การตรวจสอบก็น้อยลงการตรวจสอบไม่ได้อยู่ที่สภา หรืออะไรหรอก มันอยู่ที่สังคมมากกว่า

แล้วถ้าหากมีคนบอกคุณว่า การเรียกร้องประชาธิปไตยมันต้องมีการเสียสละ ไม่เสียสละชัยชนะไม่เกิด ล่ะ?

ผมอ้างที่ อ.เกษียร เตชะพีระ ที่แกพูดว่า ไม่มีอุดมการณ์ใด ที่ควรค่าพอแก่การสละชีวิต ผมไม่กล้าจะเรียกร้องใครให้ไปเสียสละ ถ้าตัวผมไม่เสียสละเสียเอง  สั้นๆ เลย พอความรุนแรงเกิดขึ้น คนที่บาดเจ็บ พิการ เป็นคนธรรมดาสามัญชนทั้งนั้น ไม่ว่าฝ่ายไหน สีไหน พวกเขาได้รับการดูแลมากน้อยขนาดไหน คนที่พูดเรียกร้องให้คนอื่นเสียสละ ต้องคิดเรื่องนี้ก่อน หรือเชิญคุณก่อน

ไม่มีใครควรถูกทำร้ายเพราะเห็นต่าง

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?