ชี้ชะตา "การท่องเที่ยวไทย" โต้ดุเดือดในสภา
  • Social
  • Jul 24, 2019

ตอบโต้กันดุเดือด! เมื่อประเด็น "นักท่องเที่ยวจีน" ที่หายไปอย่างน่าตกใจในภาค "การท่องเที่ยวไทย" ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในสภา 

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นกับภาคการท่องเที่ยวของเมืองไทย เมื่อเรือเฟอร์รีลำหนึ่งบรรทุกนักท่องเที่ยวชาวจีนไปเที่ยวเต็มทั้งลำ เพื่อท่องเที่ยวรอบเกาะภูเก็ต แต่โชคร้ายเกิดเรือล่มขณะเดินทางกลับเข้าฝั่ง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากถึง 47 ราย

เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลกระทบร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างเห็นได้ชัด เพราะบ้านเราพึ่งพาเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวชาวจีนถึง 30% ของรายได้ที่มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด

มีการสำรวจพบว่าหลังจากเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ตผ่านไป 3 เดือน (เดือนส.ค.- ต.ค.) จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 12% 15% และ 20% ตามลำดับ ในขณะที่ธุรกิจโรงแรมที่เปิดให้นักท่องเที่ยวจีนที่มาเป็นหมู่คณะพัก มีอัตราการเข้าพักลดลงจากเดิม 80%-90%

รวมๆ แล้ว ภายในครึ่งปีหลังของปี 2561 นักท่องเที่ยวจีนหายไป 518,079 คน ทำให้ไทยสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวมากถึง 51,365 ล้านบาท

นี่ยังไม่รวมถึงเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่มีการทำร้ายร่างกายนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจนถึงแก่ชีวิตอีกหลายเคส จนทำให้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงไปมาก 

ในแวดวงของนักธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาค "อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย" จึงรอคอยว่ารัฐบาลชุดใหม่นี้ จะมีมาตรการอะไรเพื่อมาช่วยกระตุ้นให้ชาวต่างชาติกลับมาเที่ยวเมืองไทยอย่างคึกคักอีกครั้ง ซึ่งล่าสุด...ในการแถลงนโยบายจากฝ่ายรัฐบาลครั้งแรกในสภา ระหว่างวันที่ 25-26 ก.ค. 2562 ได้กล่าวถึงนโยบายกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวไทยไว้ด้วย Bottom Line สรุปออกมาได้ดังนี้

1. พัฒนาคุณภาพแหล่งท่องเที่ยว: พัฒนาคุณภาพและความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ส่งเสริมพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลกที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นบนพื้นฐานของวัฒนธรรมไทย

2. เข้มงวดเรื่องความปลอดภัย: ดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวดโดยเพิ่มมาตรฐานการดูแลรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวจากอาชญากรรม และจากการบริการต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว

3. ดึงดูดนักท่องเที่ยวเกรด A : ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ รายได้สูง พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจสปาและแพทย์แผนไทย ฯลฯ

4. พัฒนาโครงข่ายธุรกิจท่องเที่ยว: ส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวหลัก สู่การท่องเที่ยวระดับชุมชน โดยพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจหลัก ธุรกิจรอง และธุรกิจสนับสนุน

5. ส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวชุมชน: ส่งเสริมการลงทุนในชุมชนเพื่อสร้างงานและรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนในชุมชนและท้องถิ่น ปันผลอย่างเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และลดอัตราการย้ายถิ่นเพื่อทํางานในเมือง ส่งเสริมการเชื่อมโยงภาคเศรษฐกิจหลักกับเศรษฐกิจชุมชน ทั้งในภาคอุตสาหกรรม บริการ และการท่องเที่ยว

หลังจากฝ่ายรัฐบาลแถลงนโยบายทุกหมวดทุกประเด็นจนเสร็จสิ้น ก็มี ส.ส. จากวิปฝ่ายค้านขึ้นมาอภิปรายในประเด็นต่างๆ ไล่เรียงไปในหลากหลายประเด็น

ในที่สุดก็มาถึงนโยบายเกี่ยวกับภาคการท่องเที่ยว โดย เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ได้ลุกขึ้นมาแสดงความเห็นว่า การท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันต้องปรับใหม่ให้เท่าทันเทรนด์ท่องเที่ยวทั่วโลก ต้องนำระบบดิจิทัลต่างๆ มาใช้เอื้ออำนวยในภาคการท่องเที่ยวไทย ประเทศไทยมีรายได้หลักมาจากการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านบาทต่อปี มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวจำนวน 38 ล้านคนต่อปี แต่กลับไม่มีการพัฒนาเท่าที่ควร

"เท่าที่ผมฟัง นโยบายดีหมดแต่มีความขัดแย้งกันเอง ท่านอยากจะส่งเสริมนักท่องเที่ยวเกรดคุณภาพที่มีรายได้สูง แต่ไม่ได้บอกว่าจะบริหารจัดการนักท่องเที่ยวที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ได้อย่างไร โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวไทย 10 ล้านคนต่อปี" นอกจากนี้ เท่าพิภพ ยังถามถึงอีกหลายๆ ประเด็น เช่น

- การไม่ดูแลธุรกิจท่องเที่ยวของคนไทย ปล่อยให้ทัวร์จีนเข้ามาทำธุรกิจแบบรวบหัวรวบหาง คนได้ผลประโยชน์กลายเป็นคนจีนไม่ใช่คนไทย

- การกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในเมืองหลัก เช่น เชียงใหม่ กรุงเทพฯ พัทยา ฯลฯ จริงอยู่ว่ารัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรอง แต่กลับไม่มีการพัฒนาเรื่องการคมนาคมหรือระบบสาธารณูปโภคมารองรับนักท่องเที่ยวเลย

"ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษครับ ที่เที่ยวเมืองรองหลายแห่งพอไปถึงแล้วถึงกับต้องร้องว่า Oh My God, How can we go? ไม่รู้จะไปเที่ยวต่อยังไง เพราะไม่มีรถสาธารณะบริการ ต้องเช่ารถอย่างเดียว"

- เรื่องขยะจากภาคการท่องเที่ยว ไม่มีการจัดการที่ถูกต้องเหมาะสม ปล่อยขยะลงทะเล เพิ่มปัญหาสิ่งแวดล้อม

- ธุรกิจเรือสำราญที่รัฐบาลอยากผลักดัน ดูหรูหรา แต่นำรายได้มาสู่ท้องถิ่นได้น้อย หากอยากทำก็ทำได้แต่ควรหามาตรการมาควบคุมให้ดี

ในประเด็นนี้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้ตอบข้อสงสัยของทางวิปฝ่ายค้านว่า ในประเด็นนักท่องเที่ยวจีน ยอมรับว่ายังเป็นรายได้อันดับ 1 ของไทย และปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับทัวร์จีนรัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว

- ประเด็นท่องเที่ยวเมืองรอง ในขณะนี้รัฐบาลมีโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการ เช่น ระบบรางสนามบินทางหลวงชนบท ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จการท่องเที่ยวก็จะถูกพัฒนามากขึ้นในอนาคต

- ปัญหาการจัดการขยะของเมืองท่องเที่ยวทางกระทรวงได้จัดทำโครงการ "ลด โลก เลอะ" ซึ่งทำการลดขยะในแหล่งท่องเที่ยวได้มากขึ้น 50% 

- ประเด็นดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีรายได้สูง ทางกระทรวงฯ ได้มีนโยบายเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเหล่านั้นมาเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวในทวีปยุโรป เช่น เดนมาร์ค มีนโยบายกระตุ้นให้กลุ่มคนเหล่านี้กลับมาท่องเที่ยวไทยมากขึ้น

หลังจากนั้นไม่นานก็มี "วาทะ" ตอบโต้กันอย่างดุเดือดระหว่าง วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส. พรรคเพื่อไทย และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในประเด็นภาคท่องเที่ยวไทยมาอีกระลอก 

วิสาร เตชะธีราวัฒน์: อยากฝากไปยังท่านประวิตร ท่านทราบหรือไม่ว่าทีมงานที่รายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวไทย เป็นตัวเลขที่หลอกลวง ในความเป็นจริงนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงไปมาก ซึ่งนั่นเกิดจากคำพูดไม่กี่คำของท่าน อย่างในเหตุการณ์ระเบิดโรงแรมแบรนด์ไทยแห่งหนึ่งในเคนย่าที่มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน แทนที่ท่านจะเร่งให้สถานทูตไทยเข้าไปดูแล แต่พอสื่อไปสัมภาษณ์ท่านเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ท่านกลับพูดได้แค่ว่า "โชคดีที่คนไทยไม่ตายเนอะ" หรือ "สงสัยอาหารไทยในโรงแรมอร่อย" 

และที่แย่กว่านั้น ในเหตุการณ์เรือทัวร์จีนล่มที่ภูเก็ต มีนักท่องเที่ยวจีนผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เป็นเหตุการณ์สะเทือนใจคนจีนทั้งประเทศ แต่ท่านกลับพูดว่า "เหตุเกิดเพราะเขาทำของเขาเอง ไม่เกี่ยวกับเรา" แค่คำพูดไม่กี่คำทำให้คนจีนเขาเจ็บแค้นท่านมาก ตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวจีนลดลงไป 5 แสนกว่าคน รายได้หลักหดหายไปหมื่นกว่าล้านบาท

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ: เรื่องอาหารอร่อยอะไรนั้น ผมพูดนอกประเด็น ผมพูดไม่ได้ตั้งใจจะให้สัมภาษณ์ ผมพูดเล่นกับผู้สื่อข่าวนะครับ แต่มันก็เอาไปเขียนนะครับ โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย สำหรับเรื่องทัวร์จีนที่ประสบเหตุเรือล่ม เป็นเรือที่ทางจีนเขาเข้ามาจัดทำทัวร์เอง ทำในประเทศไทยแล้วมาจัดส่งผู้โดยสารคนจีนโดยเฉพาะของเขา "ผมพูดไปโดยไม่ได้คิด" ว่ามันจะเป็นเรื่องราวใหญ่โต ซึ่งผมก็ได้บอกไปยังชาวจีนทั้งหมดแล้วว่าที่ผมพูดไป ไม่ได้หมายความอย่างนั้น แล้วในเรื่องของการท่องเที่ยวผมก็ไม่เคยขึ้นมาควบคุมดูแลตั้งแต่แรก

เอาเป็นว่า...คนไทยที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับภาคท่องเที่ยวคงต้องรอลุ้นและเกาะขอบติดตามผลงานของรัฐบาลชุดนี้ต่อไป ไม่ให้คลาดสายตา!

ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจะเดินไปในทิศทางไหน? รัฐบาลประยุทธ์ 2 มาไขก๊อกชี้แจงนโยบายให้ทราบกันในสภา

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์