นโยบายภาษี ในสภา ทำได้หรือขายฝัน?
  • Social
  • Jul 24, 2019

 "เสียภาษี" เป็นหน้าที่สำคัญของคนไทย และมีส่วนกระทบกับกระเป๋าสตางค์ของทุกคน นโยบายด้านภาษีจึงเป็นอีกนโยบายที่ถูกจับตามองจากประชาชน โดยเฉพาะช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 2562 พรรคพลังประชารัฐได้ออกมาประกาศเซอร์ไพรส์นโยบายเกี่ยวกับภาษี ที่ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์ต่อเงินในกระเป๋าของทุกคนมากขึ้น

ก่อนที่จะได้นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในปัจจุบัน นายอุตตม สาวนายน ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐในขณะนั้น ได้แถลงนโยบายของพรรคฯ เมื่อวันที่ 14 มี.ค.62 ถึงนโยบายด้านภาษีหลายประการ ที่เชื่อมั่นว่าจะสามารถเร่งรัดพัฒนาระบบ จัดเก็บภาษีของรัฐ เน้นการขยายฐานภาษีและปรับโครงสร้างภาษี ให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น

โดยเสนอนโยบายที่เกี่ยวกับภาษีหลัก ๆ ได้แก่  

- การปรับลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% จากเดิมอยู่ที่อัตรา 35% ลดลงเหลือ 25% ซึ่งคนไทยรายได้ต่ำกว่า 2 แสนบาท ไม่ต้องเสียภาษี โดยคนที่จะเสียภาษีคือต้องมีรายได้ 2 แสนบาทเท่านั้น และจะเสียภาษีในอัตราที่ลดลง

-  เสนอยกเว้นภาษีเด็กจบใหม่ 5 ปี 

- เสนอยกเว้นภาษีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ 2 ปี 

หลังจากประกาศนโยบายเหล่านี้ ก็อยู่ในความสนใจของประชาชน หลายฝ่ายต่างจับตาว่านโยบายเหล่านี้จะเป็นไปได้จริงหรือไม่ และจะส่งผลดีหรือกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

นโยบาย "ภาษี" ในสภา

ดำเนินมาถึงการแถลงนโยบายครั้งแรกในรัฐสภาของรัฐบาลประยุทธ์2 วันที่ 25-26 กรกฎาคม 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในการแถลงนโยบายรัฐบาลในรัฐสภาตอนหนึ่งเกี่ยวกับงบประมาณประเทศ ระบุว่าส่วนหนึ่งมาจากการเก็บภาษี 

ที่ผ่านมารัฐบาลมีรายได้จากกรมสรรพากร 2 ล้านล้านบาท กรมสรรพสามิตร 620,000 ล้านบาท กรมศุลกากร 110,000 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 150,000 ล้านบาท และหน่วยงานอื่นๆ 248,600 ล้านบาท โดยสามารถหักภาษีได้ 56,500 ล้านบาท ขณะที่ภาษีรายได้บุคคลธรรมดา 310,000 ล้านบาท ได้จากบุคคลที่อยู่ในเกณฑ์เสียภาษีประเภทบุคคลที่ชำระจริงแค่ 4% หรือ 4 ล้านคนเท่านั้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ผ่านมารัฐบาลพยายามจัดระบบการจัดเก็บภาษี และสนับสนุนให้มีการขายของออนไลน์ผ่านช่องทาง Thaitrade.com มานานแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะกลุ่มผู้ค้าออนไลน์กลัวถูกเก็บภาษี จึงเลี่ยงไปใช้แพลตฟอร์มขายของออนไลน์อื่นๆ 

“สิ่งสำคัญที่สุดพอบอกจะเก็บภาษีออนไลน์ หากขายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ทำให้ไม่อยากขึ้นทะเบียนเพราะกลัวเสียภาษี ต้องแนะนำคนไทยด้วย รัฐบาลทำอย่างเต็มที่ อย่าไปกลัวเรื่องภาษี ต้องภูมิใจว่าช่วยรัฐบาลพัฒนาประเทศอย่างทุกคนต้องการ”

ด้าน นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงนโยบายในด้านการคลังว่าจะดำเนินการแก้ไขความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของคนมีรายได้น้อย ผ่านธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยเน้นการอำนวยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อย

รวมถึงการใช้ นาโนไฟแนนซ์ ส่งเสริมให้มีผู้ให้สินเชื่อรายใหม่ ใต้การกำกับของรัฐบาล พร้อมใช้เทคโนโลยีเข้าถึงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) พร้อมทั้งส่งเสริมการออมเอกชนอย่าง กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบอาชีพอิสระร่วม 1.57 ล้านคนให้เติบโตยิ่งขึ้น

ส่วนการบริหารหนี้ครัวเรือน รัฐบาลมีนโยบายร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงิน ดูแลการก่อนหนี้ครัวเรือนครบวงจร ให้ข้อมูล ทักษะการก่อหนี้ครัวเรือน แก่ผู้เข้าสู่วัยทำงาน ให้ก่อหนี้ให้เหมาะสม ถ้าเกิดปัญหามีองค์กรกลางให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ครบวงจร ไม่ประมาท วินัยการเงินการคลังให้ความสำคัญกับสถานภาพการเงินการคลังของประเทศ

ด้าน พรรคร่วมฝ่ายค้าน นายชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายว่า "การปรับโครงสร้างภาษีต่างๆ รัฐบาลไม่แจงว่ามีที่มารายได้อย่างไร และนโยบายต้องแจงที่มาของรายได้ ต้องมีการไล่เรียงให้เห็นอย่างชัดเจนมากกว่านี้"

ส่วน ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกรัฐสภา จากพรรคร่วมฝ่ายค้าน อภิปรายว่า จากการประมาณการรายได้การเก็บภาษีของรัฐบาลที่ผ่านมาพลาดเป้าทุกปี ราวแสนล้านบาทต่อปี ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายใต้การดูแลของกรมสรรพากร

"ที่ผ่านมาไม่เคยให้รายละเอียดว่าจะสามารถปฏิรูปการจัดเก็บภาครัฐว่าจะเอาเงินมาจากแหล่งไหน พร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดแหล่งที่มาของรายได้ ลดค่าใช้จ่ายของงบประมาณ เช่นการตัดงบกลาง 4 หมื่นล้านบาท ลดงบกองทัพ ที่กินสัดส่วนงบประมาณกระทรวงกลาโหมไป 40% เช่นลดจำนวนนายพล"

สำหรับรายละเอียดของ 3 นโยบายภาษีของพรรคพลังประชารัฐ ที่ให้ไว้ตอนหาเสียงอย่าง การปรับลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10%, ยกเว้นภาษีเด็กจบใหม่ 5 ปี และยกเว้นภาษีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ 2 ปี ยังไม่ปรากฏรายละเอียดที่ชัดเจน ในการแถลงนโยบายครั้งนี้ 

จึงยังไม่ชัดเจนว่า นโยบายเหล่านี้จะเป็นไปได้จริงมากน้อยแค่ไหน หรือท้ายที่สุดแล้วนโยบายเหล่านี้จะเป็นเพียงข้อความหาเสียงเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งเท่านั้น

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?