5 ปีผ่านมา คสช.ทำอะไรกับคนที่เห็นต่าง
  • Social
  • Aug 14, 2019

5 ปีแล้วกับการบริหารประเทศของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รายงานผลการดำเนินงานของสำนักนายกรัฐมนตรีบ่งชี้ว่า การทำงานของคณะรัฐมนตรีประสบผลสำเร็จดีเยี่ยม โดยเฉพาะนโยบายด้านความมั่นคง ที่สามารถรักษาความสงบให้กับประเทศไทยได้อย่างไม่บกพร่อง แต่ถึงอย่างนั้น อีกด้านหนึ่งในเสวนา  “NEVER AGAIN หยุด ย่ำ ซ้ำ เดิน” โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับพิพิธภัณฑ์สามัญชน (Museum of the Commonners), ชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ (CAN) เผยตัวเลขของการควบคุม คุกคาม ปราบปรามด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ที่เกิดขึ้นมากว่า 5 ปี ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

  • 929 คือจำนวนบุคคลที่ถูกเรียกมารายงานตัวในค่ายทหาร หรือเข้าสู่กระบวนการปรับทัศนคติ
  • 572 คือจำนวนบุคคลที่ถูกข่มขู่ คุกคาม และติดตามตัวถึงที่บ้าน โดยเจ้าหน้าที่รัฐในยุค คสช.
  • 434 คือจำนวนบุคคลที่ถูกดำเนินคดีมาจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออก ทั้งการแจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, มาตรา 116 และข้อหาตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์  
  • 773 คือจำนวนบุคคลที่ถูกดำเนินคดีมาจากการใช้เสรีภาพในการชุมนุม ด้วยการแจ้งข้อกล่าวหาตามประกาศและคำสั่ง คสช. และข้อหาตามพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ซึ่งออกโดยสภาที่คณะรัฐประหารแต่งตั้ง และ เลข
  • 100 คือจำนวนขั้นต่ำที่คาดว่าเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศ เนื่องจากหวาดกลัวในภัยคุกคามต่อชีวิต อันเนื่องจากความเห็นต่างทางการเมืองในยุค คสช.

ตัวเลขทั้ง 5 ชุดนี้มีค่าเท่ากับ 2,808 คน ที่ได้รับความเดือดร้อนด้านสิทธิมนุษยชน นี่หรือคือความสงบที่เราต้องการ? 

(คุก) คามสงบ

ประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเป็นผู้ถูกดำเนินคดีจากการเข้าร่วมชุมนุมคนอยากเลือกตั้งถึง 2 คดี ได้แก่ คดีชุมนุมที่หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU06) และคดีชุมนุมครบรอบ 4 ปี การรัฐประหาร (UN62) ได้กล่าวถึงประสบการณ์การถูกคุกคามและปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในพื้นที่มหาวิทยาลัย

ประสิทธิ์กล่าวว่า ปี 2558 หลังจากมีการจับกุมกรณี 14 นักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ที่กรุงเทพฯ  ในเชียงใหม่ก็ได้มีการจัดกิจกรรมเรียกร้องให้ปล่อยตัวเพื่อนนักศึกษา ตอนนั้นได้มีภาพของตนเป็นผู้อ่านแถลงการณ์

“ตนก็ได้รับการติดต่อจากมณฑลทหารบกที่ 33 ให้ไปพูดคุยกินกาแฟที่ค่ายทหาร จึงได้พูดคุยต่อรองให้ทหารมาพูดคุยในมหาวิทยาลัย เนื่องจากคิดว่าการเข้าไปในค่ายทหารไม่สามารถรับรองความปลอดภัยได้ แต่ทางทหารก็ไม่ได้มาคุยในมหาวิทยาลัย จึงปฏิเสธนัดกันไป” 

ประสิทธิ์เล่าต่อว่าหลังจากนั้นตนก็ยังทำกิจกรรมต่อมา แต่จุดที่เริ่มจะถูกคุกคามมากที่สุด คือการร่วมทำกิจกรรมเรียกร้องอยากเลือกตั้ง คือโดนดำเนินคดี 2 คดี โดยโดนที่เชียงใหม่ก่อนครั้งแรก ครั้งนั้นก่อนจัดกิจกรรม ตนได้ไปยื่นแจ้งการชุมนุมกับตำรวจก่อน หลังจากไปยื่นเอกสาร ก็มีการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยก่อนโทรมา เขาได้เข้าไปในห้องเรียนแล้ว ไปดักที่ห้องเรียนภาษาอังกฤษ และในคาบเรียนต่อมา มีตำรวจผลักประตูเข้าไปในห้องเรียน ถามคนในห้องว่า “ประสิทธิ์อยู่ไหน” แต่ตอนนั้นตนไม่ได้อยู่ในห้อง อาจารย์ก็เลยบอกให้ไปที่อื่นก่อน ยังไม่ต้องมา ตอนเที่ยงวันนั้น ตำรวจก็มาดักรอเจอที่ร้านกาแฟอีกด้วย

เมื่อมีการจัดกิจกรรมเสร็จแล้ว ตนกับเพื่อนก็ถูกดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต คดีใช้เวลาเกือบ 1 ปี ศาลพิพากษาให้มีโทษปรับ 100 บาท เรื่องใช้เครื่องเสียง แต่ต่อมาก็ไปโดนคดีจากการชุมนุมที่กรุงเทพฯ อีก 1 คดี คดีนี้มีข้อหามาตรา 116 หรือยุยงปลุกปั่นด้วย และยังต้องไปขึ้นศาลที่กรุงเทพฯ

นอกจากประสิทธิ์แล้วยังมีนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่โดนคุกคามอย่างเช่นการตามไปที่บ้านหรือ การกดดันครอบครัวด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ กิจกรรมในมหาวิทยาลัยอีกหลายกิจกรรมที่ถูกแทรกแซงหรือห้ามจัดจากทหาร และในช่วง คสช. การจะจัดเวทีวิชาการอะไรก็ต้องแจ้งกับทางทหารก่อน เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่ากระทบต่อชีวิตนักศึกษา ทั้งที่ก่อนรัฐประหาร สามารถมีการจัดชุมนุมในมหาวิทยาลัยได้ แต่พอนักศึกษาจะจัดจุดเทียนต้านรัฐประหาร ก็โดนมหาวิทยาลัยสั่งห้าม ไม่ให้จัดตรงจุดที่จะจัด ต้องไปจัดที่อื่น

กฎหมายของเธอ ไม่ใช่กฎหมายของฉัน

ภาวิณี ชุมศรี ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่าหลังรัฐประหาร 2557 จนถึงปัจจุบัน ศูนย์ทนายฯ ได้ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายไปแล้ว 192 คดี ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด คดีเหล่านี้จำนวนมากเป็นคดีในศาลทหาร และข้อหาเรื่องการฝ่าฝืนคำสั่ง/ประกาศ คสช. ถึงตอนนี้หลายคนอาจจะบอกว่าเราย้ายคดีกลับไปศาลพลเรือนแล้ว กลับสู่ภาวะรัฐบาลปกติแล้ว ไม่มีศาลทหารและคำสั่ง คสช. แล้ว แต่ในความจริง 5 ปีที่ผ่านมา เราพบว่าการรับรองอำนาจของคสช. และคณะรัฐประหาร กลับทำโดยศาลยุติธรรม

ภาวิณีเห็นว่าปัญหาหลักที่สำคัญในวันนี้ คือ “กระบวนการยุติธรรมปกติ” ทั้งการเข้าไปรับรองอำนาจของคณะรัฐประหาร และการปฏิเสธจะถ่วงดุลตรวจสอบการใช้อำนาจและการบังคับใช้กฎหมายของคณะรัฐประหาร ซึ่งใน 5 ปีที่ผ่านมา การพยายามตรวจสอบการใช้อำนาจ เช่น การยื่นต่อศาลเรื่องการควบคุมตัวโดยมิชอบโดยทหาร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 90 ศาลก็มักจะยกฟ้องหรือไม่รับฟ้อง และการพิจารณารับรองอำนาจของ คสช. ก็จะทำไปในทางเดียวกันหมด

“ถึงวันนี้ ไม่มี คสช. แล้ว ต้องมีการพูดให้มากขึ้นถึงความบิดเบี้ยวหรือบิดเบือนของการบังคับใช้กฎหมาย การตีความกฎหมาย ไม่ใช่เพียงเฉพาะศาล แต่รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมาย หน่วยงานความมั่นคง ทหาร ตำรวจ หรืออัยการ เราอาจไม่แปลกใจที่อัยการทหารสั่งฟ้องทุกคดี เมื่อทหารเป็นผู้กล่าวหา อัยการทหารก็ฟ้อง แต่พอมาถึงอัยการพลเรือน ก็มีการสั่งฟ้องในหลายคดีที่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเช่นกัน มีอยู่บ้างที่ไม่ฟ้อง เช่น คดี We Walk  แต่คดีอื่นๆ เช่น คดีคนอยากเลือกตั้ง ก็แทบจะสั่งฟ้องหมด”

ภาวิณีกล่าวว่าตอนนี้เราจึงยังอยู่กับมรดก หรือซากเดนของการรัฐประหารอยู่ กฎหมายต่างๆ ที่ สนช. ออกมา ก็ยังดำรงอยู่ อย่าง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ก็ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดกั้นเสรีภาพ เราจึงยังจำเป็นต้องจัดการกับสิ่งเหล่านี้ และยังต้องทำให้แน่ใจว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

ปักหมุดปฎิรูปกองทัพ

ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักเขียนและนักแปลอิสระ กล่าวถึงปัญหาประเทศไทยในตอนนี้ ว่าไม่ได้เกิดมาแค่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่มันย้อนไปได้นานกว่านั้น ถ้าเอาไม่ไกลมาก ย้อนไปถึงปี 2535 ยุค รสช. ที่มีการเรียกร้องของประชาชนให้นายกฯ มาจากการเลือกตั้ง และต้องการผลักดันให้ทหารกลับกรมกอง ตอนนั้นก็พูดกันเยอะว่ากองทัพต้องกลับกรมกอง ทหารต้องเป็นทหารอาชีพ แต่ว่าข้อเสนอตอนนั้นไปจบแค่ว่าทหารถอยกลับไป ไม่เข้ามามีบทบาททางการเมืองอีก แต่เราไม่ได้ปฏิรูปกองทัพ ไม่ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างในกองทัพ และปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับสังคม จนกระทั่งมาเกิดรัฐประหารปี 2549 และ 2557

ภัควดีกล่าวต่อว่าปัญหาของลัทธิทหารในสังคมไทย ยังเริ่มจะมีลักษณะเคลื่อนตัวไปบางอย่าง จากเมื่อก่อนสมัยคอมมิวนิสต์ ทหารคิดว่ามันเป็นความคิดแตกต่าง เป็นแนวคิดที่ผิดและต้องการที่จะทำลายมันทิ้งไป และวิธีการกองทัพในสมัยก่อน คือพยายามใช้การกำราบและกดขี่ แต่ในปัจจุบัน ส่วนตัวมองว่ากองทัพมีการเคลื่อนตัวไปอีกแบบ สิ่งที่กองทัพทำ ไม่ใช่การกำราบความคิดเห็นแตกต่างเท่านั้น แต่ทหารทำตัวเป็นข้าราชการการเมือง ทำตัวเป็นนักการเมือง และกองทัพกลายเป็นองค์กรทางการเมืองหนึ่ง สิ่งที่เขาทำไม่ใช่เพียงการรักษาความมั่นคงภายในประเทศแล้ว แต่เป็นการรักษาความมั่นคงในอำนาจของเขา

ภัควดีเห็นว่าการเริ่มต้นปฏิรูปกองทัพ อย่างแรกต้องมีเจตจำนงของประชาชนที่มั่นคงว่าจะต้องมีการปฏิรูป และต้องยอมรับว่าการปฏิรูปนี้ใช้เวลายาวนาน และในกระบวนการก็จะมีการชักเย่อ มีการก้าวหน้าถอยหลังอยู่ได้ตลอดเวลา อย่างกรณีอินโดนีเซีย ทหารถ้าต้องการจะลงมาเล่นการเมือง ก็ต้องลาออกและถอดยศทิ้งหมด หรือเกษียณแล้ว ก็จะไม่มียศนำหน้า ในหลายประเทศ ห้ามทหารใส่เครื่องแบบออกไปนอกเวลาราชการ ห้ามทำธุรกิจ ห้ามเป็นเจ้าของสื่อ หรือห้ามนำอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามาภายในเมือง

ข้อเสนอเรื่องพวกนี้ก็มีอยู่พอสมควร แต่การสร้างเจตจำนงร่วมก็ยังเป็นเรื่องยาก อาจจะน่าเศร้า ที่เราต้องรอให้กองทัพแสดงความล้มเหลวในการบริหารประเทศไปถึงที่สุดก่อนหรือเปล่า จนกระทั่งทุกคนถึงจะยอมรับว่า Never again ไม่เอาอีกแล้ว

“กฎหมาย” ห่อปืนของเผด็จการยุคใหม่

ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่าในช่วง 5 ปีที่ คสช. ครองอำนาจ ได้สร้างอะไรที่เป็นที่สุดไว้หลายอย่าง ประการแรกในแง่ของจำนวนการออกประกาศ/คำสั่งมากที่สุดเป็นลำดับที่สอง รองจากสมัยจอมพลถนอมที่ออกประกาศ/คำสั่ง 966 ฉบับ ในเวลา 1 ปี 10 เดือน เฉลี่ยปีละ 480 ฉบับ  ในสมัย คสช. ออกทั้งหมด 559 ฉบับ ตกปีละประมาณ 111.8 ฉบับ  ออกมากกว่าสมัยจอมพลสฤษดิ์เสียอีก แต่ในสมัยจอมพลถนอมไม่ได้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เลยออกกฎหมายผ่านคำสั่งคณะปฏิวัติแทน แต่ในยุค คสช. มี สนช. อยู่ตลอด แต่ก็ยังออกคำสั่ง/ประกาศ คสช. เยอะมาก

ปิยบุตรยังพูดการดำเนินคดีประชาชนของ คสช. ว่าเป็นเทคนิคในการใช้อำนาจแบบใหม่ๆ ของเผด็จการทหาร ซึ่งทราบดีว่าไม่สามารถใช้อำนาจดิบเถื่อน อุ้มคน ตั้งศาลเตี้ย หรือวิสามัญฆาตกรรมไปเลยได้ จึงมีการทำให้การใช้อำนาจดูมีเหตุมีผลมากขึ้น ผ่านการแปลงอำนาจดิบเถื่อนนั้นให้เป็นกฎหมาย ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมืออยู่ตลอดเวลา ทั้งการออกประกาศ/คำสั่ง หรือการเอาไปให้ สนช. ซึ่ง คสช. ตั้งมาเอง ออกเป็นพระราชบัญญัติ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องมาบังคับใช้ตามนั้น เวลามีใครบอกว่านี่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  คสช. ก็จะบอกว่านี่เป็นการทำตามกฎหมาย นานาชาติอยากจะเข้ามาสังเกตการณ์หรือตรวจสอบ ก็จะทำได้ยากขึ้น

ปิยบุตรเห็นว่าเวลาเราจะดูการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนของเผด็จการ อย่าดูเพียงจำนวนคนที่บาดเจ็บล้มตายเท่านั้น แต่การที่มีคนถูกดำเนินคดีมากขึ้นๆ แสดงว่าเผด็จการแนบเนียนมากขึ้นกว่าเดิม คือไม่ต้องใช้ปืน แต่ใช้ “กฎหมาย” ทั้งที่คนที่บอกให้ทุกคนเคารพกฎหมายนั้น เป็นคนละเมิดกฎหมายคนแรก คือการก่อรัฐประหารยึดอำนาจ

วิธีการเหล่านี้ เรียกว่า “เอากฎหมายมาห่อหุ้มปืน” หรือบางทีก็ใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว ไปในทางลิดรอนสิทธิเสรีภาพ หลายเรื่องไม่น่าจะเป็นข้อกล่าวหาด้วยซ้ำ แต่ก็ดำเนินคดีไว้ก่อน เพื่อให้มีคดีเป็นชนักติดหลัง ให้ก้าวเดินยากขึ้น ทำให้ต้องประเมินว่าจะไปชุมนุมอีกไหม เพื่อนๆ เห็นเราถูกดำเนินคดี ก็ไม่อยากออกไปอีก ทำให้คนเลือกจะจำกัดเสรีภาพตนเอง  ที่สำคัญที่สุด ก็คือเผด็จการทหารของไทยนั้นอยู่ตามลำพังโดดๆ ไม่ได้ หากไม่ได้นักกฎหมายเข้าไปช่วย คู่หูนี้กลายเป็นผีเน่ากับโลงผุมาหลายยุคสมัยแล้ว

สำหรับด้านการหาหนทางแก้ไขปัญหาที่ยังดำรงอยู่จากคณะรัฐประหาร ปิยบุตรได้กล่าวถึงแนวคิดของเขาว่าต้องมีการ “จัดการ แก้ไข ลบล้าง และป้องกัน”

  1. จัดการ คือแม้จะมีการยกเลิกประกาศ/คำสั่ง คสช. ไปบางส่วน แต่ยังมีประกาศ/คำสั่งอีกหลายฉบับที่ยังอยู่ จึงจำเป็นต้องเอามาสังคายนาทบทวนกันใหม่ ฉบับไหนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื้อหาขัดต่อความยุติธรรมอย่างร้ายแรง ต้องยกเลิกให้หมด และต้องเยียวยาผู้เสียหายจากการใช้อำนาจด้วย
  2. แก้ไข คือกฎหมายเดิมหรือกฎหมายสมัย คสช. ที่ออกมาและมีเนื้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ต้องมีการแก้ไข เช่น เรื่องศาลทหาร ซึ่งกฎหมายศาลทหารไทยไม่ได้มาตรฐานกับหลักสากล ก็ต้องแก้ไข หรือเรื่องกฎอัยการศึก ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2457 สมัยรัชกาลที่ 6 ก็ต้องแก้ไข อย่างน้อยก็ต้องไม่อนุญาตให้ทหารประกาศกฎอัยการศึกกันเอง แต่ต้องประกาศโดยคณะรัฐมนตรี รวมทั้งสร้างระบบความรับผิดของเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก
  3. ลบล้าง – หากดูประสบการณ์ต่างประเทศ ที่เคยมีรัฐประหาร แล้วทุกวันนี้ไม่มีอีกแล้ว สิ่งหนึ่งที่ช่วยได้เยอะคือการเอาคนทำรัฐประหารไปดำเนินคดี ถ้าทำได้ คนชุดต่อๆ ไปก็จะไม่กล้าทำ ทุกวันนี้นายทหารกล้าทำทุกครั้ง เพราะรู้ว่ายึดอำนาจสำเร็จ ก็จะนิรโทษกรรมตัวเอง แล้วก็ตั้งตัวเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุด ตัวอย่างมีทั้งที่กรีซ ตุรกี ฝรั่งเศส ที่นำคนทำรัฐประหารไปติดคุกได้ คนต่อๆ มาก็จะไม่กล้าทำ โดยเราต้องทำให้การนิรโทษกรรมตนเองเป็นโมฆะ เพื่อทำให้สามารถดำเนินคดีได้
  4. ป้องกัน – การป้องกันรัฐประหารยังใช้เทคนิคทางกฎหมายอย่างเดียวไม่เพียงพอ ยังต้องปฏิรูปกองทัพ หรือนักการเมืองต้องมีคุณภาพมากขึ้น

ในทางกฎหมาย ปิยบุตรยังเสนอว่าความผิดฐานกบฏ มาตรา 113 อาจต้องมีการเขียนเปิดช่องให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดเป็นผู้เสียหาย ศาลจะบอกไม่ได้ว่านาย ก. ไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่ทุกคนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นผู้เสียหาย และศาลต้องพิจารณาใน 24 ชั่วโมง เพราะมีการยึดอำนาจแล้ว ต้องรีบหยุดเอาไว้

ปิยบุตรสรุปว่ากฎหมายก็เป็นเครื่องมือหนึ่งในการป้องกัน แต่สุดท้ายเป็นเรื่องความคิดของคนในสังคมร่วมกัน ที่เห็นร่วมกันว่าเราไม่ยอมให้มีการรัฐประหาร โดยแม้จะมีการเลือกตั้งแล้ว แต่รัฐบาลที่ได้มา ยังเป็นการสืบทอดอำนาจ และประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง รัฐไทยตอนนี้มีลักษณะเป็นกึ่งรัฐทหาร (para-military state) เป็นรัฐแบบเผด็จการครึ่งใบ ยังเป็นรัฐราชการรวมศูนย์ และรัฐทุนผูกขาด ถ้าไม่มีการแก้ไขปรับปรุง รัฐไทยก็จะเดินต่อไปแบบนี้อีก

 

ที่มา : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง รัฐไทยตอนนี้มีลักษณะเป็นกึ่งรัฐทหาร (para-military state) เป็นรัฐแบบเผด็จการครึ่งใบ ยังเป็นรัฐราชการรวมศูนย์ และรัฐทุนผูกขาด ถ้าไม่มีการแก้ไขปรับปรุง รัฐไทยก็จะเดินต่อไปแบบนี้อีก

เพราะบอนชอนและโบท็อกซ์ คือสิ่งที่ทำให้มีกำลังใจใช้ชีวิตในประเทศที่ประยุทธเป็นนายกรัฐมนตรี

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?