คำถามนางงาม ไม่เคยหนีพ้นจากการเมือง
  • Social
  • Dec 9, 2019

ในที่สุดโลกก็ได้ Zozibini Tunzi สาวงามจากประเทศ South Africa ครองตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สคนที่ 68 ของโลกไปครอง ในเวที Miss Universe 2019 ขณะที่ ฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น ตัวแทนสาวไทยในฐานะ Miss Universe Thailand 2019 ได้ทะลุเข้ารอบ 5 คนสุดท้าย มีโอกาสจับไมค์ตอบคำถามวัดทัศนคติก่อนตัดสิน

และจากคำถามกับคำตอบของฟ้าใส ปวีณสุดา ปีนี้ ก็ได้มีคำวิพากษ์วิจารณ์ไปในมุมมองต่างๆ มากมาย จนทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่า การประกวดนางงามที่มีรอบตอบคำถามเป็นธรรมดาอยู่แล้วทุกปี ทำไม กระแสทั้งคำถาม และคำตอบในปีนี้ถึงได้ตีกลับมาที่เรื่องของการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ เลยเถิดไปจนถึงการกล่าวโทษ “ลุงตู่” และรัฐบาลว่าเป็นผู้ผิดในกรณีนี้ไปเสียได้

ไหนจะมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาบอกว่า การเมืองก็คือการเมือง จะไปเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆได้ยังไง ยิ่งเรื่องบันเทิงเริงใจอย่างเรื่อง “นางงาม” ก็ยิ่งไม่ใช่เข้าไปใหญ่ มันคนละเรื่องกัน .. แต่พอได้เห็น  “คำถาม” ของนางงามในพักหลังๆ ที่ผ่านมานี้ ก็ต้องถามกลับหน่อยแล้วล่ะว่า “นางงาม” กับ “การเมือง” มันไม่เกี่ยวกันจริงๆ หรือ?

คำตอบที่อาจไม่ ‘ตอบโจทย์’

หลังจากที่สาวไทยได้เข้าไปในรอบลึกติดต่อกันมาปีแล้วปีเล่า และทุกๆ ครั้งที่นางงามบ้านเราได้จับไมค์ตอบคำถาม ก็พบว่ามักจะได้คำถามที่ใครก็ต่อใครต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ยาก” ยิ่งไปกว่านั้นก็มักจะเป็นประเด็นที่อยู่ในแนวทางเดียวกันอย่างเรื่อง “การเมือง” เสียเป็นส่วนใหญ่

ตั้งแต่ปีที่ น้ำตาล - ชลิตา ส่วนเสน่ห์ ที่เข้ารอบลึกใกล้เป็นคนแรกๆ ต่อจาก แนท - อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ ที่เข้ารอบ Top 10 ส่วนน้ำตาลเข้าไปรอบลึกถึง 6 คนสุดท้าย โดยคำถามที่น้ำตาลได้คือ “ผู้นำระดับโลก ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน หรืออดีต ที่คุณชื่นชมคือใคร และเหตุผลว่าทำไม?”

คำตอบของน้ำตาลคือ "สำหรับคนนั้นก็คือ ในหลวง ตั้งแต่ดิฉันเกิดมา ท่านทรงงานหนักมาตลอด ไม่เคยบ่นแม้แต่น้อย และท่านก็เปรียบเสมือนพ่อของทุกคนในประเทศไทย ขอบคุณค่ะ"

ถัดมาในปีของ มารีญา พูลเลิศลาภ มากับคำถามที่ว่า "อะไรคือความเคลื่อนไหวทางสังคมที่สำคัญที่สุดในยุคของคุณ เพราะอะไร"

ซึ่งมารีญาได้ตอบว่า “ฉันคิดว่าการเคลื่อนไหวทางสังคมที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือการที่เรามีสังคมสูงวัย แต่ความเคลื่อนไหวที่สำคัญที่สุดก็คือเยาวชน เยาวชนคืออนาคต คือสิ่งที่เราควรลงทุน เพราะว่าพวกเขาคือคนที่ต้องดูแลโลกที่เราอยู่”

และล่าสุด ฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น ที่เข้าไปจนถึงรอบตอบคำถามคว้ามงอีกครั้ง กับคำถามที่ว่า “ในหลายรัฐบาลต้องการสร้างความเป็นส่วนตัว และขณะเดียวกัน ก็ต้องการสร้างความปลอดภัย คุณจะเลือกอะไรระหว่างความเป็นส่วนตัวหรือความปลอดภัย"

สาวงามตัวแทนประเทศไทยตอบว่า  "ฉันเชื่อว่าทุกๆ ประเทศนั้น รัฐบาลจะมีมาตรการ หรือนโยบายที่จะรักษาความปลอดภัยของพวกเรา และฉันก็ยังเชื่อมั่นว่าความปลอดภัยนี้ไม่ควรข้ามเส้นของความเป็นส่วนตัว เพราะว่าเราทุกคนเองมีสิทธิ์ที่จะปกป้องความเป็นส่วนตัวของเราเอง อย่างไรก็ตามความปลอดภัยนั้นก็จำเป็นและสำคัญ ดังนั้นฉันจึงเชื่อมั่นว่า การที่เราทุกคนจะสามารถอยู่ในสังคมที่ดีขึ้นได้นั้น รัฐบาลควรจะพิจารณาเรื่องของขอบเขตของความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยให้พอเหมาะพอดีเพื่อความสงบสุขของสังคม"

น่าสังเกตว่าทุกๆ ปีตลอดการเข้ารอบลึกที่ผ่านมาตัวแทนสาวไทยถูกคำถามมาแนวการเมืองตรงๆ มาโดยตลอด จนหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า นี่เป็นคำถามประกวดนางงาม ข้อสอบรัฐศาสตร์ หรือคำถามต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกันแน่ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะนับตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐประหารในปี 2557 จนถึงปัจจุบันที่แม้จะเลือกตั้งแล้ว การเมืองของไทยไม่ว่าจะทำอะไรก็ถูกเพ่งเล็งทุกย่างก้าว เพราะยังก้าวไม่พ้นคำว่ารัฐบาลที่มาจากทหาร และประชาชนถูกแทรกแซงจากทุกช่องทางอยู่ดี

คำถามฟ้าใส ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

มีรายงานชื่อ “เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต (Freedom on the Net)” จัดทำขึ้นโดยองค์กรพัฒนาเอกชนภาครัฐของสหรัฐ จะทำการทดสอบและให้คะแนน 65 ประเทศทั่วโลกในทุกๆ ปีเกี่ยวกับเสรีภาพที่ประชาชนมีในอินเทอร์เน็ต ซึ่งหมายถึงการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีในโลกออนไลน์ ผลออกมาว่า ไทยอยู่ในอันดับที่ 48 หรือจัดอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีเสรีภาพในโลกอินเทอร์เน็ต
โดยรายงานยังบอกอีกว่า สถานการณ์อินเทอร์เน็ตในไทยดูเหมือนกำลังถูกจำกัดอย่างหนักตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง เพราะมีการใช้อินเทอร์เน็ตโจมตีหรือกีดกันฝ่ายตรงข้าม ยิ่งเป็นการเลือกตั้งหลังจากรัฐประหารมาแล้วกว่า 5 ปี ก็ยิ่งทำให้มีการสอดแนมจากรัฐบาลมากจนประชาชนขาดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

นอกจากรายงานที่อยู่บนโลกออนไลน์แล้ว โลกความเป็นจริงในเรื่องความปลอดภัยนั้น ยังมีรายงานการวิจัยข้อเสนอแนะต่อการคุ้มครองผู้ใช้สิทธิและเสรีภาพ เพื่อการมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะจากการถูกฟ้องคดี ของสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนอีกหนึ่งชิ้น ที่เปิดเผยว่าในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2558 มีคดีการฟ้องปิดปากสูงขึ้นมากถึง 68% และส่วนมากมักจะเป็น “คดีหมิ่นประมาท”

รายงานวิจัยดังกล่าวยังพบว่า ร้อยละ 95 ของคดีฟ้องปิดปากในไทยนั้น ผู้ที่เป็นจำเลยส่วนใหญ่เป็นประชาชนทั่วไป นักเคลื่อนไหวทางการเมือง นักปกป้องสิทธิมนุษยชน อาสามัคร และ นักข่าว ในขณะที่กิจกรรมที่เป็นสาเหตุสำคัญของการฟ้องร้องได้แก่ การแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์

เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจนักที่เมื่อไทยแลนด์ผ่านเข้าไปถึงรอบตอบคำถาม เหล่าคณะกรรมการจะมองเห็นปัญหาเหล่านี้แล้วกรองออกมาเป็นคำถามยากๆ ให้ตอบ ชนิดที่ว่าในขณะที่นางงามประเทศอื่นได้รับคำถามเกี่ยวกับสิทธิ ความเท่าเทียม สิ่งแวดล้อม แต่นางงามที่ห้อยสายสะพายไทยแลนด์กลับได้รับคำถามการเมืองตลอดมา

การเมืองเรื่องลุ้นมง

“ฉันคิดว่าประเทศสหรัฐอเมริกาและฟิลิปปินส์มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาตลอด ทางฟิลิปปินส์ก็เคยเป็นเมืองอาณานิคมของอเมริกาด้วย เพราะฉะนั้นหากมาตั้งฐานทัพที่นี่ ฉันก็ยินดี ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้นค่ะ” 

— เปีย วุลซ์บัค, มิสยูนิเวิร์ส 2015 (ฟิลิปปินส์)

คำตอบของ เปีย วุลซ์บัค น่าจะเป็นสิ่งที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนที่สุดถึงประเด็นนางงามกับการเมือง เพราะหลังจากที่เธอตอบคำถามรอบตัดสินไปในมุมมองของการเห็นด้วย ในคำถามเกี่ยวกับการตั้งฐานทัพสหรัฐฯ ที่ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ คะแนนของคำตอบนี้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอคว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์สมาครองได้ในปี 2015 แสดงให้เห็นว่าคำถามเกี่ยวกับการเมืองเป็นคำถามที่สามารถวัด “ท่าที” ของพลเมืองในประเทศนั้นๆ ได้ไม่มากก็น้อย

นั่นเป็นเพราะเรื่องของนางงามนั้นยึดโยงกับพลเมืองบางส่วนในประเทศ เป็น soft power ที่ถูกยกให้เป็นตัวแทนของคนในประเทศนั้นๆ โดยการเมืองในการประกวดนั้น ฉายแววให้เห็นกันมาตั้งแต่เก็บตัวกับกองประกวดแล้วด้วยซ้ำ เนื่องจากการมีภาพนางงามประเทศต่างๆ ได้ร่วมทำกิจกรรมและและสนิทสนมกันสามารถสะท้อนภาพความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี

นอกเหนือจากนั้น การประกวดนางงามยังมีคีย์หลักอยู่ที่การปฏิบัติภารกิจหลังได้รับตำแหน่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำกิจกรรมและโครงการต่างๆ เพื่อสร้างสันติภาพระหว่างประเทศและช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทั่วโลก โดยมีตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สภายใต้กองประกวดของ “สหรัฐฯ” เป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์

เพราะฉะนั้น คำถามที่เกี่ยวกับการเมืองจึงถือว่าถูกตั้งขึ้นมาเพื่อลองเชิง วัดท่าที และแสดงให้เห็นถึงทัศนคติของผู้ที่จะมาเป็นตัวแทนหรือกระบอกเสียงเชื่อมมิตรไมตรีได้อย่างแยบยล และคงไม่แปลกที่ทางกองประกวดจะต้องการสาวงามที่มอบคำตอบอย่างที่พวกเขาต้องการได้ ดังเช่นที่ เปีย วุลซ์บัค ทำ

อันที่จริงเมื่อหันกลับมามองภาพการเมืองในกองประกวดนางงามที่โครงสร้างเล็กลงมาอีกหน่อยอย่างการเมืองในการประกวดนางงามระดับประเทศนั้น ในไทยเกิดขึ้นมาตั้งแต่การประกวดนางสาวไทยปี 2477 มีจุดประสงค์เพื่อฉลองรัฐธรรมนูญและเผยแพร่การปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีตำแหน่งหน้าที่ก็คือประชาสัมพันธ์งานให้รัฐบาล ผลพลอยได้ที่ตามมาคือสามารถสร้างความเป็นชาตินิยมและเกิดความเป็น “ตัวแทนหญิงไทย” ทั้งชาติเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศได้

สรุปก็คือ มีการเมืองสอดแทรกอยู่ในการประกวดนางงามมาตั้งแต่ระดับประเทศไปจนถึงระดับนานาชาติ และยิ่งไปกว่านั้น การประกวดนางงามในไทยเริ่มต้นด้วยการ “ผสม” อยู่ในการเมืองเลยเสียด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งก็มีนักวิชาการอิสระ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ได้ออกมาวิเคราะห์คำถามและการตอบของมิสยูนิเวิร์สปีนี้ในมุมมองอื่นนอกจากเรื่องของการเมืองในการประกวดที่เฟซบุ้กส่วนตัว โดยเกี่ยวข้องกับการให้อัตลักษณ์ที่พึงปรารถนาของนางงามในเวทีนี้เช่นกันว่า กองประกวดอาจต้องการนางงามที่มีความมั่นใจ ชัดเจน กล้าตัดสินใจ และสามารถเป็นผู้นำได้ การตอบคำถามควรจะเป็นการฟันธงให้ชัดเจนว่าต้องการที่จะเลือกอะไรระหว่างความปลอดภัยหรือความเป็นส่วนตัว รวมไปถึงควรชี้ให้เห็นว่า ความเป็นส่วนตัวนั้นเป็นเสรีภาพอย่างหนึ่งที่รัฐบาลจำเป็นจะต้องเคารพ ในขณะที่ความปลอดภัยนั้นสามารถจัดการในรูปแบบอื่นได้

ด้าน ณัฏฐา มหัทธนา นักกิจกรรมและกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ก็ต่อยอดคำถามนี้ในทวิตเตอร์ส่วนตัวออกไปในมุมมองที่ว่า หากมีการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนด้วยข้ออ้างความมั่นคง เรียกว่าเป็นการคุกคาม รวมถึงมีความเสี่ยงว่าอาจจะเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์และการรักษาอำนาจอีกด้วย

ขณะที่ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซีเกี่ยวกับคำถามที่ฟ้าใสได้รับเช่นกันว่า การดูแลเรื่องความมั่นคงเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในประชาชนนั้น เป็นการปกป้องคุ้มครองสิทธิประชาชนเพื่อไม่ให้ถูกละเมิด และไม่มีการใช้กฎหมายละเมิดสิทธิประชาชน โดยพุทธิพงษ์ยืนยันว่า ทั้งสองอย่างไปด้วยกันได้ โดยที่รัฐไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ทั้งยังสามารถดูแลความมั่นคงปลอดภัยให้ประชาชนได้ด้วย

จริงๆ แล้วช่วงพักหลังมานี้ ต้องยอมรับว่านางงามบ้านเรามีโปรไฟล์ที่ดี มีทักษะการใช้ภาษา และการตอบคำถามที่ “พอใช้ได้” กันหลายคนอยู่แล้ว แต่ติดอยู่ตรงที่ว่า เมื่อไหร่ประเทศไทยเราจะยอมเอื้อ Privacy (ความเป็นส่วนตัว) ให้นางงามตอบคำถาม “ตามใจ” ได้อย่างมี Security (ความมั่นคง ปลอดภัย) สักที!?

การประกวดนางงามล้วนแล้วแต่มีการเมืองเป็นส่วนประกอบ เพราะการเมืองอยู่ทุกที่ ทุกส่วนในชีวิตของเรา ที่สำคัญคือ ไม่เพียงแต่นางงามที่ต้องตระหนักเรื่องความปลอดภัย และความสิทธิความเป็นส่วนตัวเท่านั้น แต่ประชาชนคนธรรมดาอย่างเราๆ ควรตระหนักและรับรู้ถึงสิทธิของตัวเองด้วยเช่นกัน เพราะปัญหานี้ ถือว่าถูกสะท้อนผ่านคำถามที่นานาชาติส่งมาให้แล้ว

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?