อินเดีย นิวเคลียร์ และปากีสถาน
  • Explicit
  • Oct 9, 2019

ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2019 ที่อินเดียใช้มาตรการเคอร์ฟิว และตัดไฟฟ้าในแคชเมียร์ฝั่งอินเดีย เพื่อจำกัดเสรีภาพในการเคลื่อนไหว หลังรัฐบาลอินเดียยกเลิก รัฐธรรมนูญมาตรา 370 และมาตรา 35A ที่เคยให้แคชเมียร์มีอำนาจอธิปไตย และมีอิสระในการปกครองตนเอง มีรายงานว่า นักเคลื่อนไหวในแคชเมียร์จำนวนมากเสียชีวิต ในขณะที่ปากีสถานประกาศไม่ยอมรับที่อินเดียดำเนินการอย่างนั้น และยืนยันต่อสู้ถึงที่สุด

อิมราน ข่าน (Imran Khan) นายกรัฐมนตรีของปากีสถานกล่าวใน ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ (United Nations General Assembly – UNGA) ครั้งล่าสุด ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ว่า

“โมดีจะจัดการอย่างไรเมื่อเขายกเลิกเคอร์ฟิว คิดว่าคนในแคชเมียร์จะยอมเหรอ มันอาจจะกลายเป็นเหตุการณ์นองเลือด”

ปากีสถานตั้งใจยกประเด็นแคชเมียร์ขึ้นมาให้อยู่ในความสนใจของประชาคมโลก แต่โมดีไม่แตะประเด็นนี้เลยบนเวทีที่ประชุมสหประชาชาติ นักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่าปากีสถานกับอินเดียจะไม่กล้าเผชิญหน้ากันตรงๆ เพราะทั้งสองประเทศครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประชาคมโลกไม่อยากแทรกแซงมากนัก

นายกฯ ปากีสถานออกมาแสดงจุดยืนและเรียกร้องเสียงสนับสนุนจากนานาชาติ  เขากล่าวว่า “ถ้าการทำสงครามด้วยกำลังทหารเกิดขึ้นระหว่างสองประเทศ อะไรก็เกิดขึ้นได้” และถึงที่สุดแล้ว “ข้อพิพาทดินแดนที่ปะทุขึ้นมาใหม่อาจนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์”

ลองคิดดูว่าเมื่อชาติที่มีอาวุธนิวเคลียร์สู้กัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร แน่นอนว่ามันไม่ใช่แค่สองชาติแต่มันจะไปไกลมากแค่ไหน

ทีมนักวิจัยของ University of Colorado Boulder and Rutgers University  ได้สร้างแบบจำลองสถานการณ์เพื่อศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างอินเดียกับปากีสถาน

โดยสมมติให้มีกลุ่มติดอาวุธบุกเข้าโจมตีอาคารรัฐสภาอินเดียในปี 2025 และสังหารผู้นำประเทศไปเกือบหมด ทำให้อินเดียตอบโต้ด้วยการส่งกองกำลังรถถังเข้าไปยังดินแดนแคชเมียร์ฝั่งปากีสถาน เพื่อป้องกันตนเอง รัฐบาลอิสมาบัดตัดสินใจนำอาวุธนิวเคลียร์ออกมายิงถล่มผู้รุกราน กระทั่งเหตุการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ และเกิดกลุ่มควันสีดำหนาทึบลอยขึ้นปกคลุมชั้นบรรยากาศระดับสูงของโลก

นักวิจัยคาดคะเนกันว่า จะมีผู้เสียชีวิตทันทีราว 2 ล้านคน และบาดเจ็บอีก 1.5 ล้านคน หากมีการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ 100 กิโลตัน หรือมากกว่าที่สหรัฐฯ ใช้ถล่มเมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่น 6 เท่า จะมีผู้คนอีกมากมายที่ล้มตายลงจาก พายุเพลิง (firestorms) ซึ่งจะปลดปล่อยเถ้าถ่านราว 16-36 ล้านตันสู่ชั้นบรรยากาศ ฝุ่นคาร์บอนเหล่านี้จะแพร่กระจายไปทั่วโลกในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และดูดซับรังสีจากดวงอาทิตย์ ทำให้อากาศร้อนขึ้นและดึงกลุ่มควันให้ลอยตัวสูงขึ้นไปอีก

ผลที่ตามมา คือ แสงอาทิตย์ส่องลงมายังพื้นโลกได้น้อยลง 20-35% และทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกลดลงเฉลี่ย 2-5 องศาเซลเซียส ขณะที่ปริมาณฝนหรือลูกเห็บก็จะลดลง 15-30% สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ วิกฤตขาดแคลนอาหารทั่วโลกครั้งใหญ่ และทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกลดต่ำลงจนถึงระดับเดียวกับ ยุคน้ำแข็ง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปอีก 1 ทศวรรษ

อย่างไรก็ดี อาจเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจว่าระเบิดแต่ละครั้งส่งผลกระทบกับโลกมากน้อยแค่ไหน เมื่อสำรวจข้อมูลผลกระทบทั้งหมดจากระเบิดนิวเคลียร์ทุกลูกที่เกิดขึ้นทั่วโลกตลอด 74 ปีที่ผ่านมาพบว่าย้อนไปเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 1945 เกิดระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรกในทะเลทรายนิวเม็กซิโก โดยโปรเจคทรินิตี้ (Trinity) หัวรบนิวเคลียร์รุ่นต้นแบบของแฟตแมน (Fat Man) หัวรบนิวเคลียร์ที่ถูกนำไปใช้ยังเมืองนางาซากิใน 3 สัปดาห์ถัดมา

ผลการทดลองทรินิตี้นั้นก่อให้เกิดเปลวไฟพุ่งสู่ท้องฟ้า สูงกว่า 600 ฟุต ต้นไม้ที่อยู่ในอาณาเขต 120 ไมล์ตายทั้งหมด ทรายถูกความร้อนจนกลายเป็นแก้วทันที และผลจากระเบิดวันนั้น  มันได้เปลี่ยนประวัติศาสตร์โลกไปตลอดกาล โลกเข้าสู่ยุคของนิวเคลียร์ในพริบตา เกิดระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นกว่า 2,000 ครั้งทั่วโลกตลอด 74 ปีหลังจากนั้น

1.ที่รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา มีการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์มากถึง 928 ครั้งในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1951-1992 ซึ่งถือเป็นสถานที่ระบมจากการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก การทดสอบในวันที่ 6 กรกฎาคม 1962 ทำให้เกิดหลุมขนาดยักษ์ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากนอกโลก เนื่องจากมีประชากรจำนวนมากได้รับผลกระทบจากกัมมันตรังสี แม้จะอยู่ห่างไกลจากจุดทดสอบมากก็ตาม  ทางการจำเป็นต้องยุติโครงการลง และใช้เวลาอีกถึง 7 เดือนกว่าที่บริเวณทดลองจะปลอดภัยจากกัมมันตรังสีตกค้าง ตัวเลขสถิติการทดสอบนิวเคลียร์ของสหรัฐมอเมริกาตั้งแต่ปี 1945-1992 จำนวน 1132 ครั้ง

2.ที่กลุ่มเกาะโนวายาเซมลยาของรัสเซีย ซึ่งเป็นฐานทดสอบลำดับสองของรัสเซีย มีการทดสอบมากกว่า 200 ครั้ง หนึ่งในนั้นคือ “ซาร์บอมบา” อาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงอานุภาพมากที่สุด หนักกว่า 50 เมกะตัน พลังทำลายมากกว่าปรมาณูที่ฮิโรชิม่าถึง 3 พันเท่า

3.ที่ Semipalatinsk ในคาซัคสถานปัจจุบัน ซึ่งเป็นสถานีทดลองที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย  มีการทดสอบ 456 ครั้ง เริ่มจากอาวุธนิวเคลียร์ตัวแรกของรัสเซีย ในปี 1949 ดำเนินการทดสอบเรื่อยมาจนถึงปี 1991 เมื่อคาซัคสถานเป็นอิสระจากรัสเซีย ตัวเลขสถิติการทดสอบทั้งหมดของรัสเซียตั้งแต่ปี 1949-1991 อยู่ที่ 981 ครั้ง

4.ระหว่าง ค.ศ.1964-1996 รัฐบาลจีนทำการทดสอบนิวเคลียร์ไปทั้งหมด 48 ครั้งในเขตภาคเหนือของจีน ต่อมาในปี 2009 มีผลการศึกษารายงานว่าการแผ่รังสีจากการทดสอบอาจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตนับพันของผู้คนในเมืองและเมืองต่างๆ

5.เฟรนช์โปลีนีเซียเป็นที่ทดลองขีปนาวุธที่เป็นกรณีพิพาทระหว่างประเทศมาอย่างยาวนาน เมื่อทางฝรั่งเศสริเริ่มการทดลองใต้น้ำในหมู่เกาะห่างไกลในพื้นที่อาณานิคมของตนเองเขตมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งกระทบกับประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ขัดแย้งกันมายาวนานตั้งแต่ 1966-1996 ปัจจุบันยังเป็นพื้นที่ที่เป็นเขตอันตรายและปนเปื้อนรังสี ฝรั่งเศสทดสอบนิวเคลียร์ 217 ครั้ง ระหว่างปี 1960-1996

6.มาราลินกา เป็นพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย ใช้เป็นที่ทดลองนิวเคลียร์ของกองทัพอังกฤษในช่วง 1950 เนื่องจากในประเทศอังกฤษเองไม่มีพื้นที่ที่จะทำการทดลองได้ จึงโยกย้ายมาทำที่ออสเตรเลียซึ่งมีเนื้อที่เหลือเฟือแทน ซึ่งตอนนั้นมีชาวพื้นเมืองอะบอริจินอาศัยอยู่ ทางการจึงแก้ปัญหาด้วยการให้โยกย้ายถิ่นฐานไปเสีย

หลังจากการทดลอง ต้องใช้เวลานานมากกว่ากัมมันตรังสีจะหมดไป กระทั่งถึงปี 2000 ทางการจึงประกาศให้บริเวณนี้ปลอดภัย แต่ว่าชาวพื้นเมืองที่ต้องโยกย้ายถิ่นฐานออกไปยังคงไม่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้าไปใช้ชีวิตที่นั่นอีก ตัวเลขสถิติการทดสอบนิวเคลียร์ของอังกฤษตั้งแต่ปี 1950-1991 จำนวน 88 ครั้ง

7.อินเดีย และปากีสถานทดสอบอาวุธนิวเคลียร์คนละ 6 ครั้ง อินเดียเริ่มทดลองนิวเคลียร์ในช่วง 1960 ซึ่งกำลังมีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านทั้งปากีสถานและจีน โดยทำการทดลองที่โปขราณ พื้นที่ทะเลทรายในแคว้นราชสถาน ตอนนั้นมีประชากรอยู่ประมาณ 15,000 คน รัฐบาลอินเดียบอกว่าเป็นการทดลองปรมาณูเพื่อสันติเท่านั้น แม้การทดลองจะไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ทางอินเดียพอใจสักเท่าไหร่ แต่ถึงปัจจุบันพื้นที่ทดลองบริเวณนี้ก็ยังมีการคุมเข้มอยู่ รวมถึงมีการปิดบังข้อมูลเรื่องชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการทดลองด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทั้งอินเดีย และปากีสถานจะไม่ได้ทดสอบนิวเคลียร์เป็นจำนวนครั้งที่มากเท่าประเทศอื่น แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าชายแดนระหว่างทั้งสองประเทศเป็นจุดเสี่ยงที่อันตรายที่สุดในโลก เนื่องจากมีความขัดแย้งมานานกว่า 70 ปี ทั้งสองประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธพิสัยไกล หลายฝ่ายยังคงวิตกว่าความขัดแย้งกรณีแคชเมียร์ของทั้งสองประเทศอาจเป็นตัวเร่งนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์

8.ประเทศล่าสุดที่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์คือเกาหลีเหนือ ซึ่งทำการทดสอบครั้งแรกในปี 2006 มีรายงานว่ามีการทดสอบนิวเคลียร์ทั้งหมด 6 ครั้งในสถานีทดสอบนิวเคลียร์หมู่บ้านปุงเก (Punggye-ri) และหลังการทดสอบครั้งสุดท้ายและครั้งใหญ่ที่สุดเมื่อปี 2017 รัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศว่าจะปิดฐานทดสอบเพื่อลดความตึงเครียดทั่วโลก

การทดสอบระเบิดนิวเคลียร์มีในเกือบทุกทวีป เว้นเพียงอเมริกาใต้กับแอนตาร์กติก ภายใต้การดำเนินการเพียง 8 ประเทศ การทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ส่วนใหญ่มาจากสองประเทศมหาอำนาจของยุคนั้นๆ คือ สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย ส่วนในเคสของปากีสถาน และอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศคู่อริที่มีกรณีพิพาทชายแดนตามที่เป็นข่าวนั้นมีการถ่วงดุลทางการทหารระหว่างกันมาตลอด แน่นอนว่าทั้งสองต่างครอบครอบอาวุธนิวเคลียร์ด้วยกันทั้งคู่

มีข้อมูลว่าปากีสถานมักได้รับความช่วยเหลือจากจีนในการพัฒนาอาวุธชนิดนี้เพื่อแข่งกับอินเดีย ส่วนทางฝั่งอินเดียเองนั้น แม้จะไม่มีการเปิดเผยถึงขนาด และจำนวนอาวุธที่มีอย่างเป็นทางการ แต่มีการคาดการณ์ว่าอินเดียมีอาวุธนิวเคลียร์ในทั้งรูปแบบเคมีและชีวภาพ

ด้าน สถาบันวิจัยเพื่อการลดอาวุธแห่งสหประชาชาติ ออกมาชี้ว่า ความเสี่ยงที่อาวุธนิวเคลียร์จะถูกนำมาใช้ในขณะนี้ถือว่าอยู่ในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากว่าหลายๆ ประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์มีโครงการปรับปรุงอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองให้มีความทันสมัยมากขึ้น ในขณะที่ภูมิสถาปัตย์ของการควบคุมอาวุธกำลังเปลี่ยนแปลงไป

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการแข่งขันทางด้านยุทธศาสตร์ อีกทั้งความตกลงการควบคุมอาวุธในรูปแบบดั้งเดิมกำลังถูกกัดกร่อนด้วยการทำสงครามในรูปแบบใหม่ๆ ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของกลุ่มติดอาวุธ และกองกำลังที่ไม่ใช่ภาครัฐรวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งทำให้เส้นแบ่งระหว่างการรุกรานกับการป้องกันตัวพร่ามัวลง

หลังจากความสัมพันธ์อินเดีย-ปากีสถานย่ำแย่ลงอีกครั้ง  อันเนื่องมาจากข้อพิพาทดินแดนแคชเมียร์ มีการนำเอาผลวิจัยของทีมนักวิจัยจาก University of Colorado Boulder and Rutgers University ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances  มาเผยแพร่ เพื่อหวังให้ผู้คนตระหนักว่าทั้งสองชาติจะนำอาวุธนิวเคลียร์ออกมาใช้ไม่ได้ เพราะมันคืออาวุธที่จะคร่าชีวิตผู้คนหลักร้อยล้านไปจนถึงฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ และพยายามชี้ให้เห็นว่าแม้ว่า อินเดียและปากีสถานมีอาวุธนิวเคลียร์น้อยกว่ามหาอำนาจอื่นๆ ก็ยังเป็นภัยคุกคามต่อโลกได้มากมายถึงเพียงนี้

รายงานวิจัยระบุว่าปัจจุบันอินเดียและปากีสถานครอบครองหัวรบนิวเคลียร์อยู่ฝ่ายละ 150 ลูกและคาดว่าจะเพิ่มเป็นกว่า 200 ลูกภายในปี 2025

แน่นอนว่า มันไม่ได้มีเพียงแค่สหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่รู้จัก และใช้นิวเคลียร์ ระเบิดนิวเคลียร์และผลพวงของมันคือความจริงอันเจ็บปวดที่เคยเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และมันเป็นระเบิดที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์ได้คิดค้น ได้รู้จัก ได้เห็น และได้บันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ ไม่แปลกที่หลายคนจะเกิดจินตนาการ และเกิดความกังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้น หากอินเดียและปากีสถานเมินแนวทางสันติ และตัดสินความขัดแย้งประเด็นแคชเมียร์ด้วยอาวุธนิวเคลียร์

ลองคิดย้อนดู แม้ว่าการใช้ระเบิดนิวเคลียร์เพื่อการสงครามจะเกิดขึ้นบนโลกของเราเพียงสองครั้งจนถึงทุกวันนี้ แต่จากข้อมูลพบว่า ทั่วโลกมีหัวรบนิวเคลียร์ที่พร้อมใช้งานกระจายอยู่ สิริรวมกว่า 15,000 ลูก ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกปลอดภัยขึ้นแต่อย่างใด และการสิ้นสุดสงครามเย็นในอดีตก็มิได้หมายความว่ามันจะกำจัดความเสี่ยงของสงครามนิวเคลียร์ทั่วโลกไปได้

ที่ผ่านมามีการเรียกร้อง โลกที่ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์  แต่ถึงอย่างนั้น เกือบทุกประเทศที่ถือครองอาวุธนี้ ต่างมีท่าที และความต้องการที่จะติดตั้งและพัฒนาระบบอาวุธนิวเคลียร์ที่เพิ่มศักยภาพพลังทำลายล้างให้มีความรุนแรงมากขึ้น

มิหนำซ้ำ บางประเทศไม่เคยออกแถลงการณ์เป็นทางการ ยอมรับหรือปฏิเสธการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

 

อ้างอิง

advances.sciencemag.orgcolorado.edu

แม้ว่าการใช้ระเบิดนิวเคลียร์เพื่อการสงครามจะเกิดขึ้นบนโลกของเราเพียงสองครั้งจนถึงทุกวันนี้ แต่จากข้อมูลพบว่า ทั่วโลกมีหัวรบนิวเคลียร์ที่พร้อมใช้งานกระจายอยู่ สิริรวมกว่า 15,000 ลูก ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกปลอดภัยขึ้นแต่อย่างใด และการสิ้นสุดสงครามเย็นในอดีตก็มิได้หมายความว่ามันจะกำจัดความเสี่ยงของสงครามนิวเคลียร์ทั่วโลกไปได้

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์