อาวุธสุด...ขลัง!
  • Social
  • Sep 3, 2019

ว่ากันด้วยวรรณคดีและเรื่องเล่านิทานพื้นบ้าน ม้านอกสายตาของวงการบันเทิงไทย ที่ไม่ได้ถูกถึงหรือวิพากษ์ในวงกว้างถึงเนื้อหาที่เป็นตัวสะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ฝังรากลึกอยู่ในการให้คุณค่าและการสร้างค่านิยมของคนในสังคมไทย และแม้ว่าจะถูกนำมาฉายหรือทำใหม่อย่างไร ก็ยังไม่ต่างไปจาก ‘ขนบ’ แบบเดิม

ขนบเดิมในที่นี้หมายถึง ความรุนแรงที่บางคนอาจจะคิดว่าไม่รุนแรง แต่เมื่อมันถูกนำมาวิเคราะห์อีกรอบใน #นิทานโหด ที่ปรากฏบนโซเชียล ก็พบว่าเกือบทุกเรื่องมีความรุนแรงซ่อนอยู่ทั้งนั้น ซึ่งก่อให้เกิดความสงสัยว่า ทำไมนิทานเหล่านี้ถึงยังคงถูกนำมาใช้สอนเด็ก หรือบรรจุอยู่ในหนังสือวรรณคดี

นอกจากเรื่องของความรุนแรง อีกประเด็นหนึ่งที่พบมากไม่แพ้กัน คือ “ตัวละครชาย” ที่ไม่ว่าจะเป็นตัวเอกหรือไม่ใช่ แทบทุกตัวมักจะพกอาวุธคู่กาย มีสิ่งของวิเศษ สกิลพระเอกรบชนะร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง และสุดยอดคุณสมบัติอีกอย่างคือ การเมียมากให้เป็นที่ประจักษ์ จนแทบจะเป็นโรลโมเดลเลยก็ว่าได้ เพราะชายในวรรณคดีมักถูกวางมาดให้ดูหล่อ เท่ สมาร์ท และแม้นแมน แถมยังถูกยกย่องเชิดชูด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่ยิ่ง

อาวุธคู่กายชายชาตรี โดนลูบคมทีก็จี๊ดจ๊าด

คงต้องลิสต์กันออกมาให้เห็นกันเป็นตัวเป็นตน จะได้เห็นชัดขึ้นถึงความเป็นชายในวรรณคดีที่มีนัยยะซ่อนเร้น เอาแบบชัดๆ สัก 5 ตัวก็แล้วกัน

คนแรก ใครไหนเล่าจะไม่รู้จัก "พระอภัยมณี" ชายผู้มีอาวุธคู่กายเป็น “ปี่” แถมเป่าเก่งเสียด้วย ไม่งั้นนางผีเสื้อสมุทรคงไม่หลงรักหมดใจจนหิ้วไปใต้มหาสมุทร ถูกมะ

อีกคนก็ ป๋า "ขุนแผน" แสนสะท้าน ชายผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ในการรบด้วยอาคม อาวุธข้างกายที่โดดเด่นชิ้นหนึ่งคือ “ดาบฟ้าฟื้น” แถมยังมีของวิเศษอีกหลายอย่างที่อุตส่าห์มุมานะไปสรรหามาจากทั่วสารทิศ 

หรือจะเป็นพ่อหมอจระเข้ "ไกรทอง" เจ้าของอาวุธลักษณะเป็นแท่งหลากหลายแบบ ทั้งเทียนระเบิดน้ำที่มีความสามารถแยกน้ำได้อย่างกับสิงโตอัสลานในนาร์เนีย หรืออาวุธสุดเจ๋งที่ฆ่าจระเข้ตายทั้งตัวจนเอาใบบัวมาปิดไม่มิดได้สบายๆ อย่าง “หอกสัตตโลหะ”

"หนุมาน" ทหารเอกฝีมือดีข้างกายพระรามก็ถูกนับรวมในตัวอย่างนี้ด้วย อาวุธเอกของคุณพี่เขาคือ "ตรีเพชร" ที่แค่ตบอกปุๆ ไปทีสองที อาวุธวิเศษก็ลอยออกมาให้ใช้ทันที

สุดท้ายคือ ราชายักษ์ "ทศกัณฐ์" ผู้ยิ่งใหญ่ ด้วยความที่มีมือนับสิบจึงทำให้มีอาวุธเยอะกว่าชาวบ้านชาวเมือง ทั้งศร พระขรรค์ชัย จักร ตรี พระแสงหอกใหญ่ คทาธร ง้าว พะเนินขอน (ค้อนขนาดใหญ่สำหรับตีเหล็กหรือทุบหิน) โตมร (อาวุธด้ามยาว เอาไว้ขว้าง มีใบมีดเป็นรูปใบโพธิ์ หรือสามง่าม) และเกาทัณฑ์ (ธนู) เรียกได้ว่ามีมือเยอะๆ เอาไว้กำอาวุธเตรียมพร้่อมอยู่ตลอด

แหม! ถ้าดูอาวุธของนายในวรรณคดีแต่ละตัวแล้วก็จะเห็นว่าคมๆ ทั้งนั้นลูบไปก็ต้องกรีดร้อง แถมยังมีนัยยะสำคัญที่รูปลักษณ์ของอาวุธอีกต่างหาก ดูจากรูปทรงก็พอจะเห็นแล้วว่าทั้งเป็นเล่มเป็นแท่ง บางชนิดก็มีขนาดยาว มองเผินๆ อาจนึกได้ไปไกลถึงอวัยวะเพศชาย ปี่เอย ดาบเอย หรือแม้แต่หอกที่เอาไว้ทิ่มไว้แทงก็ไม่ต่างกัน

ในทางสัญญะวิทยา การตีความหมายจากรูปร่างของสิ่งของ มีด ดาบ กระบอง หรือปี่ สามารถสื่อโดยนัยถึงทางเพศได้ เพราะลักษณะของอาวุธเหล่านี้มีรูปร่างและหน้าที่คล้ายกับ “อวัยวะเพศชาย” การที่ตัวละครเลือกหยิบของเหล่านั้นขึ้นมาใช้หรือแม้แต่หยิบส่งให้กัน สามารถสื่อความหมายแฝงถึงการหยิบยื่นบทบาทหน้าที่ขณะร่วมรักได้ว่า “คุณ ‘แทง’ ลงไปได้เลย” (หรือถ้าเป็นปี่ก็คือเป่า) และมันยังรวมถึงสัญญะเกี่ยวกับอาวุธต่างๆ ที่ถ้าใครถือก็จะแสดงถึงการ “มีอำนาจ” ซึ่งบังเอิญเหลือเกินว่าในวรรณคดีส่วนใหญ่ ผู้ที่มีอาวุธนั้นมักจะเป็น “ผู้ชาย” เสียด้วย

ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ได้ตีความหมายของความฝันสู่จิตใต้สำนึกของคนเราไว้ว่า วัตถุที่ยืดยาวได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแท่งไม้ ลำต้น ร่ม หรือแม้แต่อาวุธที่มีคมอย่าง มีด ดาบ กริช หอก ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสัญลักษณ์ของเพศชายทั้งนั้นแหละ เท่านั้นยังไม่พอ กิริยาที่แสดงการขึ้นและลง ทั้งขึ้นลงบันได ตะไบเล็บ ก็ล้วนแต่ซ่อนนัยยะส่อไปในทางเพศได้ทั้งสิ้น (แต่ทฤษฎีของฟรอยด์ที่ถูกใช้ในวงการจิตวิทยามายาวนานก็มีผู้เห็นแย้งเหมือนกันว่า บ้าน่ะ! คุณฟรอยด์คุณน่ะหมกหมุ่นเรื่องเพศเกินไปแล้ว)

ส่วนคาร์ล จุง (Carl Jung) ไม่ถึงกับเห็นแย้งเรื่องทฤษฎีสัญลักษณ์ของเพศชายในวัตถุอันยืดยาว (ยืดได้หดได้บ้าง) แต่เขาบอกว่า “อวัยวะเพศชายเองนั่นแหละคือสัญลักษณ์” เพราะย้อนไปไกลก่อนทฤษฎีจิตวิทยาจะถือกำเนิด คนโบราณก็บูชาสัญญะทางเพศของหญิงและชายมาแต่อดีตกาล อวัยวะเพศชายหมายถึงพลังแห่งความเป็นชาย เป็นสัญลักษณ์ของความตายและการมีชีวิต (การหลั่งเหมือนการตาย แต่ก็ให้ชีวิตใหม่ด้วยเช่นกัน) อย่างในศาสนาพราหมณ์ที่บูชาศิวลึงค์ก็อย่าลืมว่าฐานล่างนั้นคือโยนี ลึงค์และโยนีมาพบกัน (ราดด้วยน้ำนมเพื่อบูชา) ก็คือสัญลักษณ์แห่งการกำเนิด และความอุดมสมบูรณ์

หนึ่งผัว หลายเมีย ท่านได้แต่ใดมา

วัฒนธรรมผัวเดียวเมียเดียว ไม่ได้เกิดขึ้นในสังคมของวรรณคดีไทย ถ้าไม่เชื่อลองนั่งนึกนอนนึกดูก็ได้ว่า พระเอกของเรื่องไหนบ้างที่มีเมียเดียวนอกจาก พระสังข์ทองรูปงาม ของน้องนางรจนา นับแบบคร่าวๆ พ่อขุนแผนก็ 5 คนเข้าไปแล้ว หรือถามถึงเจ้าพ่อเป่าปี่พระอภัยมณีก็มีเมียอีก 5 คนปะปนกันทั้งคนทั้งยักษ์ทั้งเงือก มีเมียเป็นเงือกจะไม่พูดถึงมีเมียเป็นจระเข้ก็คงไม่ได้ เพราะพี่ไกรทองคนดีหนีเมียลงถ้ำก็ได้ทั้งคน หยิบทั้งจระเข้มาทำเมียจนยอดรวมสุทธิอยู่ที่ 4 นาง (แต่บางตำราว่า 3 ก็มี)

แต่อย่าเพิ่งตกอกตกใจ เพราะขั้นกว่า 3 คนนี้ก็มีอยู่ที่เจ้าลิงเผือกในตำนาน หนุมานชาญสมร แรกๆ ก็ 5 นาง พอทำคุณงามความดีได้หน่อยก็ได้พระราชทานมาอีก 5,000 (ถามจริงๆ เลยนะคุณ ถอนขนแยกร่างออกมาหรือเปล่าเอ่ย?) แต่อย่านึกว่าแค่นี้จะมากสุด เพราะท้าวทศกัณฑ์ฟาดไปจุกๆ กับจำนวนสนมมากถึง 84,000 คน (แค่นี้เองกรุบกริบ) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คนที่ยืนหนึ่งในใจทศกัณฑ์คือ แม่นางมณโฑ นั่นเอง!

การมากหน้าหลายเมียในวิชาทางสังคมศาสตร์ หรือทางรัฐศาสตร์ ก็จะอธิบายว่าเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ (Power Relations)  ที่ไต่ระดับตั้งแต่ความสัมพันธ์ตั้งแต่เล็กๆ ภายในบ้าน อย่างเช่นการที่พ่อบังคับลูกสาวแต่งงาน หรือแม้แต่การเลือกคู่ครองให้ก็ใช่ โดยลูกสาวไม่มีอำนาจในการเลือกคู่ครองด้วยตนเองได้เลย นอกจากนี้เรื่องการมีเมียมากก็เป็นเรื่องปกติของชนขั้นสูง เพราะมีปัจจัยในทางการเมืองที่ต้องการจะขยายฐานอำนาจ สร้างบารมี และอาจกล่าวได้ว่าการที่มีเมียมาก มีลูกเยอะ เป็นการดึงให้อำนาจศูนย์กลางอยู่ที่คุณเพียงที่เดียวนั่นเอง

ส่วนในทางวิทยาศาสตร์ ก็มีการอธิบายว่า เป็นการดำรงเผ่าพันธุ์ไม่ให้หายไป เปรียบเทียบกับการผลิตอาหาร ผู้ชายก็เหมือนแหล่งวัตถุดิบ ส่วนผู้หญิงเป็นโรงงานผลิต หากมีการผลิตหลายๆ โรงงาน ก็จะมีผลิตภัณฑ์หรือประชากรออกมาเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เส้นสูญพันธุ์นั้นถอยไกลออกไป 

การหยิบประเด็นนี้ขึ้นมากล่าวถึงนั้น เราไม่ได้ต้องการจะตัดสินถูกหรือผิดอะไร เพราะว่านิทานพื้นบ้านหรือวรรณคดีต่างๆ ถูกเขียนออกมาให้สะท้อนสังคม ณ ขณะนั้น ซึ่งมีค่านิยมต่างจากปัจจุบัน แต่สิ่งที่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งคือ ในยุคสมัยนั้นมีการเกิดขึ้นของค่านิยมนี้จริงๆ และมันก็ส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงยุคสมัยนี้ผ่านเรื่องเล่า นิทาน และวรรณคดี

ความคิด และความเชื่อเรื่องชายเป็นใหญ่แบบนี้ยังคงมีอยู่ในสังคมปัจจุบัน และถูกสั่งสอนด้วยข้อคิดที่เราไม่เคยวิพากษ์ออกมาเป็นส่วนๆ มาถึงวันนี้ สิ่งที่เราต้องการไม่ได้เพียงแค่สอนด้วยคติสอนใจ เพียงแต่เรื่องต่างๆ นั้น ควรอยู่ในหนังสือเรียนด้วยความคิดเพียงชุดเดียวหรือไม่ 

รวมถึงเรื่องเพศน่ะ เราควรพูดถึงได้อย่างเปิดเผยหรือยังนะในสังคมนี้...

ท้ายที่สุดแล้วในสังคมปิตาธิปไตย สัญญะที่คุณคิดว่าไม่ใช่ มันก็ใช่ทั้งยาว และ ใหญ่ อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นนายในวรรณคดี จึงมีฐานะสูงกว่านางในวรรณคดีเสมอ แม้กระทั่งในสังคมปัจจุบันก็ตาม

3 วันหวาน 4 วันขม สนใจประเด็นสังคม และการเมือง หยิบ Topic ในโซเชียลมาฉอดเสมอตามความนิยมชมชอบ

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?