รักพัง- ชีวิตยังอยู่
  • Explicit
  • Sep 11, 2019

Economic Intelligence Center (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลการจดทะเบียนสมรสและจดทะเบียนหย่าของกรมการปกครองพบว่า ในขณะที่จำนวนการจดทะเบียนสมรสของคนไทยลดลงจาก 3.13 แสนในปี 2550 มาอยู่ที่ 2.98 แสนในปี 2560 (ลดลง 5.1%) ในเวลาเดียวกันนี้จำนวนการจดทะเบียนหย่าที่เพิ่มขึ้นจาก 1.02 แสน มาเป็น 1.22 แสน (เพิ่มขึ้น 19.7%) ในช่วงเวลาเดียวกัน

ไม่มีใครบอกได้หรอกว่า การอยู่เป็นโสดหรืออยู่เป็นคู่แบบใดจะมีความสุขมากกว่ากัน หากแต่ว่าเฉพาะเรื่องการเงิน มีการสำรวจว่า คนโสดใช้จ่ายเพื่อการบริโภคมากกว่า แต่มีทรัพย์สินน้อยกว่า จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ณ ปี 2561 คนโสด (นับเฉพาะคนที่อายุเกิน 20 ปีซึ่งเป็นเกณฑ์อายุที่สามารถจดทะเบียนสมรสได้ตามกฎหมายและนับรวมคนที่หย่าแล้ว) มีรายจ่ายเพื่อการบริโภคต่อหัวมากกว่าคนมีครอบครัวเฉลี่ยประมาณ 11% โดยคนโสดมีสัดส่วนรายจ่ายเพื่อการบริโภคต่อรายได้ที่สูงกว่าเล็กน้อย แต่คนมีครอบครัวจะมีสัดส่วนรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ที่สูงกว่า

สอดคล้องกับข้อมูลด้านสินทรัพย์ ได้แก่ บ้านและรถ ที่พบว่า คนโสดมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของบ้านและรถน้อยกว่าคนมีครอบครัวในทุกระดับอายุ เช่น ในช่วงอายุ 31-35 ปี มีคนโสดเพียง 18% ที่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ขณะที่คนมีครอบครัวในช่วงเดียวกันมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 51% เป็นต้น สะท้อนถึงการที่คนโสดอาจมีความจำเป็นในการมีบ้าน-รถที่น้อยกว่า อย่างไรก็ดี เมื่ออายุมากขึ้นสัดส่วนความเป็นเจ้าของทั้งบ้านและรถจะเพิ่มขึ้นในทั้งสองกลุ่ม

ทั้งนี้สำหรับคุณผู้ชายที่เพิ่งจะผ่านการหย่าร้าง คนกลุ่มนี้ต้องวางแผนชีวิตให้รัดกุมขึ้น เพราะความรักจะพัง แต่ชีวิตยังต้องไปต่อ และจากนี้ไปคือสิ่งที่คุณจะต้องเตรียมตัว หากจะอยู่อย่างมีความสุข ในชีวิตที่เป็นโสด (อีกครั้ง)

  • จัดการทรัพย์สิน

แน่นอนว่าสิ่งแรกต้องทำหนีไม่พ้นเรื่องเงิน คุณผู้ชายต้องรวบรวมรายการทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมด ทั้งที่เป็นสินส่วนตัวและสินสมรส ก่อนจะแบ่งอย่างเป็นธรรม  โดยสินสมรสซึ่งได้มาระหว่างชีวิตคู่จะถูกหารครึ่ง  หากแต่ทรัพย์สินที่เป็นดอกผลส่วนตัวจะถูกแบ่งออกอย่างชัดเจน เช่น หากคุณมีเงินฝากธนาคาร 1 ล้านบาทก่อนจดทะเบียนสมรส เงินต้นถือเป็นสินส่วนตัวของคุณก็จริง แต่ดอกเบี้ยที่ได้รับหลังจากจดทะเบียนสมรสถือเป็นสินสมรส ซึ่งถือว่าอดีตภรรยาของคุณจะเป็นเจ้าของด้วยครึ่งหนึ่ง

  • เตรียมค่าทดแทน และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

การแบ่งสินสมรสไม่ใช่ภาระทางการเงินประการเดียวที่เกิดขึ้นจากการหย่าเท่านั้น สำหรับคุณผู้ชายมีโอกาสมากอย่างยิ่งที่ต้องเตรียมตัวไว้ หากอีกฝ่ายเรียกร้อง และเรื่องใหญ่ๆ คือการจ่ายค่าทดแทน และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

หลายๆคู่ มีปัญหากันในประเด็นนี้ ซึ่งถ้าตกลงกันไม่ได้ก็คงต้องพึ่งอำนาจศาล ให้กำหนดว่าอำนาจการปกครองควร จะอยู่กับใคร ซึ่งศาลจะพิจารณาความสุขและประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ

ส่วนเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้น ศาลพิจารณาตามความเหมาะสม เพราะบิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะลูกของตนอยู่แล้ว ศาลอาจให้คู่กรณีฝ่ายใดรับ ผิดชอบจ่ายใช้จ่ายก็ได้ โดยพิจารณาจากความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ เพราะบางครอบครัว ลูกอาจได้รับมรดกจากปู่ย่าตายาย มีรายได้มากกว่าทั้งพ่อและแม่ กรณีนี้ ศาลอาจยกประโยชน์ให้พ่อที่จนกรอบไม่ต้องส่งเงินในส่วนนี้ก็ได้

  • ใช้เวลารักษาบาดแผลทางจิตใจ

พ้นจากเรื่องเงินก็คือเรื่องความรู้สึก แน่นอนอยู่แล้วว่าการจบความสัมพันธ์ นำมาซึ่งบาดแผลทางใจที่มากไปด้วยความเจ็บปวด แต่สิ่งที่คุณผู้ชายต้องทำคือการยอมรับความจริง  และต้องไม่หมกมุ่นอยู่กับรอยแผลทางจิตใจตรงนี้ คุณต้องตั้งหลักให้ดี เพราะถ้ายังคิดวนเวียน ความคิดติดลบมันจะวนอยู่รอบตัวเราจนไม่สามารถรับผิดชอบความจำเป็นในข้างต้นได้ ถึงเวลานี้ดีที่สุดคือการให้เวลากับตัวเอง ใส่ใจกับตัวเอง และหาอะไรทำที่ตัวเองมีความสุข ออกไปเจอเพื่อนฝูง หรือหาอะไรทำที่จะช่วยสร้างความบันเทิงให้แก่เราบ้าง (แต่ต้องไม่สนุกมากไปจนลืมภาระในข้อที่ผ่านมา)

  • ใส่ใจกับตัวเอง

เมื่อผ่านความทุกข์ทางใจ ต่อไปคือร่างกาย ถึงเวลากลับมาดูแลตัวเอง ใส่ใจสุขภาพ หนึ่งกิจกรรมที่คุณควรลองทำคือ การเปลี่ยนแปลงตัวเอง หันมาออกกำลังกาย กินคลีน หรืออาหารที่มีประโยชน์ เพราะนอกจากจะได้สุขภาพที่ดีกลับมาแล้ว หุ่นดีขึ้น ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้คุณด้วย ลองคิดดูเล่นๆว่า คงไม่มีสาวๆคนใดสนใจผู้ชายที่แก่ง อ้วน ลงพุง และหัวล้านใช่ไหม?

  • โฟกัสกับงาน

คุณกลับมาโสดก็จริง แต่ชีวิตตอนนี้ก็ไม่เหมือนกับการเป็นโสดครั้งแรกอีกต่อไป  (เพราะตอนนั้นภาระคุณยังไม่มากเท่าไร) หากแต่ตอนนี้คุณต้องการกลับมาจริงจังเรื่องงาน ซึ่งนอกจากมันจะช่วยคืนพลังอำนาจในการควบคุมบางอย่างแก่คุณ แล้ว มันยังทำให้คุณผู้ชายดูมีเสน่ห์ มีคุณค่ามากขึ้นอีกด้วย ลองคิดดูสิว่าผู้ชายที่ทำงานเก่ง จะมีเสน่ห์มากแค่ไหน

  • ตั้งเป้าหมายชีวิต

มีผลศึกษาในต่างประเทศว่า ผู้ชายหย่าร้าง มักดื่มและสูบมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยทำงานตอนต้นอายุ 23-33 ปี ที่เพิ่งหย่าร้างมีแนวโน้มดื่มหนักขึ้นเป็นสองเท่าจากตอนแต่งงาน ซึ่งเป็นไปได้ว่า อาจเกิดจากภาวะเครียด ขาดการดูแลจากคนรอบข้าง และประสบการณ์เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ถึงตรงนี้ไม่มีอื่นใดเลยนอกจากคุณต้องตั้งเป้าหมายชีวิตให้ดี เพราะนี่ถือเป็นปัจจัยเชิงจิตวิทยาที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพของตนเองและคนรอบข้างมากยิ่งขึ้น ดังนั้น หากคุณมีเป้าหมาย ก็เหมือนกับมีเข็มทิศชีวิตที่จะพาให้ชีวิตคุณมีความสุขไปตลอดรอดฝั่ง

ทั้งหมดคือการเตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนผ่าน จากชีวิตคู่ถึงชีวิตโสดอีกครั้ง และแม้ว่ามันจะฟังดูไม่ยาก ไม่ง่าย แต่ถึงที่สุดคุณก็ต้องทำให้ได้ เพราะถึงแม้ชีวิตรักจะพัง แต่ชีวิตของคุณต้องไปต่อ

ถึงคุณกลับมาโสดก็จริง แต่ชีวิตตอนนี้ก็ไม่เหมือนกับการเป็นโสดในครั้งแรก เพราะมีทั้งเรื่องการเงิน ลูก และงาน ที่คุณต้องรับผิดชอบ