โลกแห่งความหลากหลายทางแม่
  • Explicit
  • Aug 12, 2019

ในโลกแห่งความหลากหลายทางแม่
แม่เป็นอีดอกทองได้ไหม?
ขออภัยที่ใช้คำไม่สุภาพ เพียงแต่สงสัยว่า คำว่าแม่สามารถมาจับคู่กับคำด่าแรงๆ ได้หรือไม่
อาจจะดูแปลกและแรง เพราะไม่ค่อยมีใครจับเอาคำที่เปี่ยมไปด้วยพระคุณล้นแบบนั้น มาคู่กับคำหยาบคายความหมายเจ็บแสบกันหรอก
แต่ถ้าถามว่าผิดไหม บอกเลยว่า ไม่!
..
ภาพที่ฉายถึงความเป็นแม่ในสังคมไทย คือ ภาพของความอดทน ความเสียสละ และความรักที่ยิ่งใหญ่หาใครเปรียบได้ 
ก็ไม่ได้จะแย้งความเชื่อเช่นนี้ หรือมาดิสเครดิตให้กับคุณแม่ที่ตรงตามสเป็กเหล่านั้นว่าเป็นคนไม่ดีหรอก แต่คิดว่าในเมื่อเรื่องราวของคุณแม่เหล่านี้ ถูกสื่อ รัฐ หรือสิ่งใดๆ ก็ตาม เชิดชู เยินยอ และสร้างกรอบความเป็นแม่ที่ดีพร้อมมาขนาดนี้แล้ว
คนที่ไม่เข้าพวกกับภาพความเสียสละ รักเด็ก อดทน จะถูกนับว่าเป็นแม่ที่ดีไหม
ยิ่งไปกว่านั้น คำว่าแม่ หมายถึงอะไรกันแน่


พ่อ – แม่ – ลูก
ภาพครอบครัวในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบ


รักกันตราบสิ้นลมหายใจ อยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า
หนึ่ง (นามสมมติ) หญิง วัย 47 ปี สวยสะพรั่ง หน้าที่การงานดี มีลูกสาวผู้น่ารักสองคน
ความรักของหนึ่งกับพ่อของลูกสาวคนแรก คงอยู่เป็นเวลา 4 ปี ก่อนจะเหี่ยวเฉา เลิกลากันไป
“เป็นภรรยา ต้องทำทุกอย่างหมดแล้ว เป็นแฟนฉันก็ยังเป็นเหมือนเดิมนะ ต้องน่ารัก สดใส กุ๊กกิ๊ก พอหันมาเป็นแม่ ก็ต้องเป็นแม่ที่เพอร์เฟค ส่วนเขาก็ยังเป็นเหมือนเดิม โอเค จะบอกว่าไม่เคยเป็นพ่อ แต่เราก็ไม่เคยเป็นแม่มาก่อนเหมือนกัน”

 

เธอยืนยันว่า การเติบโตไปพร้อมกัน เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตคู่ ทำให้หนึ่งตัดสินใจว่า ถ้ามีคู่ชีวิตแล้วต้องอยู่อย่างเป็นทุกข์ สู้ไม่มีไปเลยคงจะดีเสียกว่า
 

ภาพของครอบครัวในอุดมคติหายไป แล้วถูกแทนที่ด้วยแม่ที่ต้องเลี้ยงดูลูกวัย 2 ขวบตัวคนเดียว ไร้ซึ่งค่าเลี้ยงดู หรือความรับผิดชอบใดๆ จากฝ่ายชาย
ผ่านไป 6 ปี ความรักครั้งใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้นมีพยานรักเป็นเด็กสาวอีกคนหนึ่ง
ความรักครั้งนี้คงอยู่ยาวนานกว่า 12 ปี ก่อนจะจบลงแบบเดิม
หนึ่ง ยืนยันว่าเธอมีความสุขกับการเลี้ยงดูลูกดี และลูกๆ ของเธอก็ไม่มีปัญหากับครอบครัวแบบ แม่-ลูก-ลูก ที่เป็นอยู่นี้ 
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่คิดอย่างนี้
“เธอจะทำให้เกิดลูกไม่มีพ่อขึ้นมาอีกหรือ” คำถามจากแม่ของหนึ่ง สะท้อนถึงความไม่ยอมรับกลายๆ กับครอบครัวที่ปราศจากส่วนประกอบที่เรียกว่า พ่อ
ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่จะเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวขึ้น เพราะ หนึ่ง เห็นว่าความสุขในบ้าน สำคัญยิ่งกว่าการประคององค์ประกอบของครอบครัวในอุดมคติตามอย่างที่สังคมไทยยึดถือกัน

“การเลือกแบบนี้ เป็นไปตามแนวคิดของฝั่งตะวันตกที่ไม่ยึดติดกับกรอบเรื่องเพศเลย หากในความสัมพันธ์นั้นไม่แฮปปี้ ไม่แฟร์ ก็จบ”

คำกล่าวจาก ชนิดา ชิตบัณฑิตย์ อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชนิดามองว่า ในปัจจุบันสังคมไทยเริ่มเปิดรับการหย่าร้างมากขึ้น ทำให้พื้นที่ของคนมีลูกและเคยมีสามีมาก่อน กว้างขวางขึ้นเช่นกัน
สอดคล้องกับที่ สถิติประชากรไทยของกระทรวงมหาดไทยปี 2559 ระบุว่า อัตราการหย่ามีแนวโน้มสูงขึ้นจากร้อยละ 27 ในปี 2549 เป็นร้อยละ 39 ในปี 2559 และยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ
แต่สิ่งที่ชนิดาเห็นถึงความขัดแย้งในความสัมพันธ์นี้ก็คือ ลักษณะของสามีทั้งสองที่มีความเป็นชายไทยสูงมาก ทั้งที่ไม่ได้แบ่งบทบาทในการช่วยเหลืองานบ้านกัน ไม่ส่งเสียค่าเลี้ยงดูให้ 
และ คาดหวังให้ภรรยาเป็นช้างเท้าหลัง ขัดแย้งกับความเชื่อในสังคมสมัยใหม่
อีกหนึ่งปัญหาในเรื่องราวนี้คือ ความเชื่อที่ว่า ความเป็นแม่ เป็นสัญชาตญาณที่แฝงอยู่ในตัวผู้หญิงทุกคน
“ซึ่งไม่ใช่ความจริง” ชนิดาแย้ง “ความเป็นแม่เป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้น และไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะยอมรับความเป็นแม่ตามที่สังคมกำหนด”
ชนิดาอธิบายว่า โดยปกติแล้วมนุษย์จะต่อรองกับบทบาทที่แต่ละคนดำรงอยู่เสมอ ความเป็นแม่เองก็เช่นกัน  ผู้หญิงส่วนมากจะพยายามต่อรองกับบทบาทความเป็นแม่ที่สังคมวาดไว้ว่า แม่ที่ดี ต้องดูแล เอาใจใส่ เสียสละ ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้ลูกตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นอุดมคติที่ยากจะทำตามได้
“ความเป็นแม่มักจะกดทับ ทำให้ตัวตนของผู้หญิงหายไป พอเป็นแม่ปุ๊ป คุณเป็นแม่อย่างเดียว คุณไม่เหลือชีวิต ไม่เหลือตัวตนเลย เพราะถูกแทนที่ด้วยคำว่าแม่”
อย่างเช่น ผู้หญิงที่อยากทำแท้งจะถูกมองว่าบาปกรรม ไม่มีความเป็นแม่ หมายังดีกว่า ทิ้งลูกได้ลงคอ แต่สังคมไม่ได้ดูว่า ความเป็นแม่เรียกร้องอะไรสูงมาก ผู้หญิงหลายคนไม่พร้อม แล้วผู้ชายหายไปไหนในโครงสร้างนี้ ทำไมความเป็นพ่อไม่ถูกคาดหวังเท่าความเป็นแม่
 

แม่ที่ดี คือ ผู้หญิงที่ดี
และผู้หญิงที่ดี ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศ


ถ้าอย่างนั้นแล้ว สอง (นามสมมติ) หญิงชาวลาววัย 47 ปี ที่เลี้ยงดูลูกด้วยน้ำพักน้ำแรงจากการ ขายบริการทางเพศ คงไม่ถูกนับรวมอยู่ในคำนิยามนั้น
“เกิดมาได้ 3 ขวบ พ่อก็ทิ้งไป ให้แม่เลี้ยงดูเรากับพี่น้องอีก 5 คน เงินก็ไม่มี ต้องกินข้าวกับกล้วยบด หลังคาบ้านก็รั่ว เสาบ้านก็เล็กเท่าท่อนแขนเอง”
ความยากจน เป็นอีกแรงผลักดันให้เธอพยายามหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก
ความสุขในชีวิตก็พอมีบ้าง เธอพบรัก แต่งงาน มีลูก 2 คน จนอายุได้ 27 สองทะเลาะกับแฟนหนุ่มจนถึงขั้นหย่าขาด
เธอฝากให้แม่เป็นคนเลี้ยงดูลูก แล้วหนีไปทำงานอยู่ที่อุบลราชธานี ทำไปได้ไม่นานก็ถูกญาติห่างๆ พยายามข่มขืน สองกลัวจนไม่อาจอยู่ที่เดิมได้ จึงตัดสินใจหนีมากรุงเทพฯ 
ท่ามกลางเมืองใหญ่ดูเหมือนชีวิตจะยิ่งยากขึ้น เธอทำงานสารพัด แต่ก็ยังไม่พอเลี้ยงชีพ
สองพบรักครั้งใหม่กับแฟนคนปัจจุบัน ช่วงเดียวกับที่เพื่อนแนะนำให้ลองไปหา "งาน" ทำที่สนามหลวง ด้วยเหตุผลว่า “เงินดีนะ”
และนั่น คือจุดเริ่มต้นของการขายบริการทางเพศของเธอ
สองเริ่มทดลองด้วยการนอนกับคนรู้จัก ช่วงอาทิตย์แรกที่ย่างก้าวเข้าสู่อาชีพนี้ ได้เงินติดตัวไปเฉียดหลักหมื่น และพอเก็บไปได้อีกห้าปี ก็หอบเงินก้อนโตกลับบ้านไปให้ครอบครัว


“ลูกต้องได้กินเนื้อ กินผัก อาหารต้องครบห้าหมู่ ต้องไม่ลำบากแบบที่เราเคยเป็น”
 

แม้อาชีพนี้จะช่วยให้เธอเลี้ยงดูลูกได้ และตัวเธอเองก็ยืนยันว่า อาชีพนี้เป็นอาชีพขายความสุข แต่หากชีวิตของสองมีหนทางมากกว่านี้ เธอคงไม่เลือกที่จะขายบริการทางเพศตั้งแต่แรก
อาชีพที่ต้องเผชิญกับการดูถูก เหยียดยาม ไร้ซึ่งการคุ้มครอง และสวัสดิการใดๆ จากภาครัฐ

พอถามสองว่า ครอบครัวรู้เรื่องอาชีพที่เธอทำไหม หญิงกลางคนก็แค่นหัวเราะทันที
“โอ้ย ไม่รู้หรอก ถ้ารู้ความจริง ลูกจะรับได้ไหมล่ะ” สองเงียบเสียงไปอึดใจ ก่อนจะย้ำคำตอบกับตัวเองเบาๆ “รับไม่ได้หรอก”
ข้อมูลจาก วิทยานิพนธ์เรื่อง โสเภณีเด็กหญิงในเขตเทศบาลเมืองนครพนม โดย ปราศรัย ศิริปรีชาพงษ์ ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของโสเภณี เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้กามโรคแพร่ระบาดหนัก รัฐบาลจึงตรา “พระราชบัญญัติสัญจรโรค ร.ศ. 127” ขึ้นในปี 2452
จากนั้น อาชีพขายบริการทางเพศ ก็กลายเป็นอาชีพที่ “ผิดกฎหมาย” หลังจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 และปัจจุบันเปลี่ยนเป็น พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539
สังเกตว่า สิ่งที่ถูกควบคุมไปพร้อมกับอาชีพขายบริการทางเพศ ก็คือการควบคุมโรค
“ทัศคติของคนในสังคมที่มีต่ออาชีพนี้ผูกติดเอาไว้กับการแพร่เชื้อโรคมาตลอด ดังนั้น การเป็นโสเภณี จึงถูกมองว่าเป็นอาชีพที่สกปรก กฎหมายก็ทำให้กลายเป็นผู้ร้าย ที่น่าสะเทือนใจก็คือ สถิติตัวเลขรายได้หลักของประเทศเราคือการท่องเที่ยว และสิ่งที่แอบแฝงอยู่ในตัวเลขนั้น ก็คือธุรกิจค้าบริการนั่นแหละ” ชนิดาอธิบาย
เมื่อเป็นอาชีพที่ไม่ดีแล้ว ก็ขัดแย้งกับความเป็นแม่ที่ถูกมองว่าเป็นความรักบริสุทธิ์ และเป็นอาชีพที่ผิดจากความเชื่อของครอบครัวในอุดมคติอีกด้วย


“บทบาทความเป็นแม่ เปรียบได้กับการเป็นแม่พระ เพราะแทบจะไม่มีมิติเรื่องเพศ ไม่มีเพศวิถี (Sexuality) เข้ามาเกี่ยวเลย ขณะที่ การขายบริการทางเพศ คืออาชีพที่มีเพศวิถีเป็นส่วนประกอบสำคัญ ต้องหลับนอนกับผู้ชายมากมาย ความเป็นแม่ของคนที่ประกอบอาชีพนี้จึงติดลบไปเลย”

 
เมื่อการมีอยู่ของหญิงขายบริการทางเพศ นับเป็นการคุกคามความมั่นคงของรัฐ ซึ่งต้องการสร้างพลเมืองที่มีประสิทธิภาพ เพราะลูกที่เกิดจากหญิงขายบริการทางเพศส่วนใหญ่ มักเป็นปัญหาสังคม เช่น ติดยา เป็นอาชญากร และยากจน
“ไม่ว่าจะประเด็นไหนก็ตาม คนเหล่านี้ก็คือผู้คุกคามความมั่นคงของรัฐ บั่นทอนวิธีคิดของรัฐ ที่ต้องการจะผลิตพลเมืองที่มีประสิทธิภาพ แต่รัฐกลับได้ประโยชน์จากการเหยียบอยู่บนหลังของผู้หญิง

.
“เรามาอาศัยร่างเขาอยู่”


น้ำเสียงแหบแห้งฟังดูเรียบเฉย แต่ใจความกลับทรงพลัง ผิวพรรณเปร่งปลั่งของผู้พูดแย้งกับอายุที่ย่างเข้าสู่วัย 68 ปี
เอ๋ย-เริงจิรา จุลละสุขุม ผู้เคยมีสองร่างในหนึ่งคน
คนแรกเป็นหญิงชื่อ เริงจิรา
คนที่สองเป็นชายชื่อ เริง

“มันไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้นหรอก แต่รู้สึกว่าอยู่ผิดร่างจริงๆ พอโตมาหน่อยเห็นแม่แต่งหน้าก็อยากทำบ้าง”
พออายุ 12 แม่ก็เสียชีวิตลงด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ข้าวของเครื่องใช้ของแม่ก็ไม่มีใครไปแตะต้อง เธอจึงแอบเอาเครื่องสำอางเหล่านั้นมาแต่งเล่นเวลาไม่มีใครอยู่บ้านเสมอ เพื่อเติมเต็มอีกหนึ่งตัวตนที่ยังแอบซ่อนอยู่
ความไม่เข้าใจในตัวเอง ผลักให้เธอต้องเริ่มศึกษาหาข้อมูลจนเจอกับคำอธิบายอาการของผู้ที่ชื่นชอบการแต่งตัว หรือแสดงท่าทางเป็นเพศตรงข้าม เรียกว่า ทรานส์เวสทิซึม (Transvestism) ซึ่งเป็นคำที่ใกล้เคียงกับอาการของเริงจิราในตอนนั้นมากที่สุด

 

“เหมือนมีอยู่สองคน คนนี้เป็นผู้ชาย ก็ใช้ชีวิตของผู้ชายไปตามปกติ แต่ถ้าถึงเวลาส่วนตัวเมื่อไหร่ ผู้หญิงก็จะอยากออกมา”


เริงจิรามีลูก 2 คน คือ โอ้เอ้-ปริยานุช จุลละสุขุม ลูกสาวคนแรกของเริง ปัจจุบันอายุ 39 ปี และปลา-หฤษฎ์ จุลละสุขุม ลูกชายที่ปัจจุบัน อายุ 30 ปี ทั้งสองเป็นพี่น้องคนละแม่
ขณะที่ ภรรยาคนที่สอง คือ คนแรกที่เริงจิราเล่าเรื่องราวที่ปกปิดไว้ให้เธอทราบก่อน ซึ่งอีกฝ่ายก็ยืนยันว่ารับได้ ไม่มีปัญหา
แม้จะมีคู่ชีวิตที่เข้าใจกัน แต่ตัวตนของเธอเอง ก็ยังไม่ต้อนรับเริงจิราให้ออกมาเจอโลกภายนอกกลายเป็นความอึดอัดที่สะสมเรื่อยมา และยิ่งหนักขึ้น เมื่อภรรยาจบชีวิตลง
พอภรรยาเสีย เริงจิราก็ซื้อคอนโดไม่ไกลจากบ้าน และบอกกับปลาว่า เธอจะย้ายไปอยู่คอนโดเฉพาะช่วงเสาร์-อาทิตย์ แต่ไม่ได้บอกลูกว่า ที่เธอย้ายออกไปเพราะต้องการเวลาส่วนตัวและให้อิสระกับร่างผู้หญิงบ้าง
ความกดดันในจิตใจส่งเสียงประท้วงออกมาในรูปแบบของอาการเครียดและความดันที่พุ่งสูง ประกอบกับการทานฮอร์โมนที่เพิ่มปริมาณสารเคมีให้ตีกันไปหมด จนถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า
เริงเข้าออกโรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง เปลี่ยนหมอผู้ดูแลไปสามคน 
แต่สุดท้าย หมอก็บอกว่า ปัญหามาจากสภาพจิตใจที่เป็นหญิงไปแล้ว แต่อีกตัวตนหนึ่งก็พยายามยื้อเอาไว้ และหมอวิเศษที่ไหนก็รักษาให้ไม่ได้
เริงเก็บคำพูดเหล่านั้นมาคิด ขณะขับรถกลับจากโรงพยาบาล สองมือกำพวงมาลัยแน่น ในใจคิดว่า คงต้องลองให้ผู้หญิงออกมาคุมร่างดูหน่อยจะเป็นอย่างไร
สิ้นความคิด ร่างกายที่เคยหนักอึ้งกลับเบาหวิว ความรู้สึกมากมายพรั่งพรูไปทั่วร่าง หลังติดอยู่กับโรคซึมเศร้านานเจ็ดเดือน และแอบซ่อนเริงจิราไว้ตลอด 55 ปี
จากนั้น เริง-ร่างผู้ชาย ก็ไม่เคยโผล่ออกมาอีกเลย
เริงจิราเริ่มให้ร่างผู้หญิงของเธอเจอกับอิสระและสังคมภายนอกมากขึ้น เธอไม่ได้เปลี่ยนการแต่งตัวในทันที แต่ค่อยๆ ปรับไปทีละน้อย จนคนรอบข้างคุ้นชิน
เดิมที ภาพจำของโอ้ ลูกสาวคนโต ที่มีต่อเริงจิรา คือ เป็นสุภาพบุรุษผู้เพรียบพร้อม สมกับที่เคยรับยศนาวาโทมา 13 ปี และเป็นหนุ่มสถาปนิกอีกหลายปีต่อมา
แต่หลังจากที่ร่างผู้หญิงเปิดเผยออกมา โอ้มักจะมาปรึกษาเรื่องความรักกับเรื่องส่วนตัวซึ่งเป็นเรื่องที่แต่เดิมลูกสาวจะไม่ค่อยปรึกษากับเธอเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ ลูกสาวมักพูดกับเธอเสมอว่า เป็นกำไรชีวิต เพราะเหมือนได้แม่เพิ่มมาอีกคน ขณะที่พ่อก็ยังอยู่ด้วย
ส่วนปลา ลูกชายคนรอง แม้จะสับสนกับการเปลี่ยนแปลงของเริงจิราในตอนแรก แต่พอค้นหาข้อมูล เขาก็เริ่มเข้าใจพ่อของตัวเองมากขึ้น จนสุดท้าย กลายมาเป็นสไตลลิสต์และช่างภาพประจำงานประกวดชุดแต่งกายที่เริงจิราชอบเข้าร่วมอยู่เสมอ


“ตอนแรกที่เขาเปลี่ยนก็คิดเหมือนกันว่า จะเรียกพ่อหรือแม่ดี แต่ใจผมเนี่ย ยังไงก็เรียกแม่ไม่ลง พ่อก็ยังคือพ่อเหมือนเดิม” ปลาเผยความในใจให้ฟัง


สำหรับเรื่องราวของเริงจิรา ชนิดามองว่า ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นชนชั้นกลางที่ไม่ได้มีปัญหาทางเศรษฐกิจ ทั้งยังได้รับการยอมรับจากคนในสังคม
“สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ เขามีการนิยามครอบครัวตามแบบของตัวเอง ไม่ยึดติดกับสิ่งที่รัฐกำหนดว่าต้องเป็นชาย หรือหญิง” ชนิดากล่าว “เขามีโมเดลของครอบครัวแบบเควียร์”
ตามนิยามของ นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยและพัฒนา ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เควียร์ (Queer) คือ เพศวิพาษ หมายถึง เพศที่ไม่ได้อยู่ในบรรทัดฐานใดๆ แต่เป็นเพศเพื่อการโต้แย้งโดยเฉพาะ
นั่นแปลว่า เควียร์ คือเพศที่พยายามสลายกรอบของสังคมที่จำกัดคำนิยามเพศต่างๆ เอาไว้
ชนิดาเสริมอีกว่า นอกจากเรื่องของความหลากหลายทางเพศแล้ว เควียร์ยังมีเรื่องของการต่อต้านสิ่งที่สังคมบอกว่าเป็นรูปแบบปกติ ในที่นี้ก็คือ รักต่างเพศ และครอบครัวที่มีทั้งพ่อ แม่ ลูก ดังนั้น ความเป็นเควียร์ของเริงจิราก็คือการต่อต้านรูปแบบครอบครัวตามอุดมคติ (Ideal type of family) นั่นเอง


“ตอนนั้นกำลังสอบปลายภาค ต้องเอาลูกไปฝากเพื่อนไว้หน้าห้องสอบ”

ศิริพงษ์ เหล่านุกูล หรือ เบียร์ หนุ่มวัย 25 ปี ที่เมื่อ 4 ปีก่อนต้องผันตัวจากนักศึกษาใกล้จบ มาเป็นคุณพ่อมือใหม่กล่าวเจือเสียงหัวเราะ
หลังจากรับมาเลี้ยงเองคนเดียว ปัพฐ์ เด็กน้อยวัยขวบครึ่ง ก็ร้องไห้อยู่สี่วันติด
“เราอยู่คอนโดห้องใหญ่กับเพื่อนอีกสี่คน พอปัพฐ์ซึมทุกคนก็มานั่งล้อมวงกัน” เล่าพลางวาดมือเป็นวงกลม “แล้วก็นั่งซึมตาม”
ชีวิตของเบียร์ผลิกผัน จากที่เคยใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยเที่ยวผับเที่ยวบาร์ ตื่นนอน 10 โมง ต้องมาเป็นคนเดินจ่ายตลาดทุกเช้า เข้าครัวทำอาหาร (บ้าง) ตกดึกก็พาลูกน้อยเข้านอน
เบียร์พยายามเรียนรู้และปรับตัวไปเรื่อยๆ จนปัพฐ์อายุ 2 ขวบ ชายหนุ่มก็ตัดสินใจแชร์เรื่องราวของตนเองลงในเว็บไซต์พันทิป 
คอมเมนต์ชื่นชม ให้กำลังใจ ทะลักล้นสื่อโซเชียล ลุกลามไปถึงรายการทีวี และสร้างเป็นซีรีส์โดยค่ายดัง 
ไม่ใช่แค่เพราะความเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่น่าเชิดชูได้ใจผู้คนส่วนใหญ่เท่านั้น 
แต่เพราะน้องปัพฐ์ เด็กชายที่เบียร์เลี้ยงดูนั้น ไม่ใช่ ลูกแท้ๆ ของเบียร์เสียด้วย
เบียร์เป็นลูกชายคนโต มีน้องสาวฝาแฝดสองคน เมื่อหนึ่งในน้องสาวฝาแฝดของเบียร์ พลาดพลั้งตั้งครรภ์กับแฟนหนุ่ม แถมทั้งสองยังเลือกที่จะไม่สานต่อความสัมพันธ์ และซ้ำร้ายกว่านั้นคือน้องสาวของเบียร์เล่าว่า ตัวเองไม่สามารถเลี้ยงดูอีกหนึ่งชีวิตไหว
เบียร์ย้ำว่า ทุกคนเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว แม่เลี้ยงเดี่ยวได้ แต่หลายคนก็ยังเชื่อว่าพ่อกับแม่เป็นคนละบทบาท เลยคิดว่าการที่เขา ซึ่งไม่ใช่ทั้งพ่อแท้ๆ แต่มารับเลี้ยงเด็ก เป็นเรื่องแปลก ทั้งที่เขาเองก็คือคนธรรมดาคนนึงที่เลี้ยงลูกเฉยๆ ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากคนอื่นเลย

 

เรื่องราวของเบียร์คือเครื่องพิสูจน์ว่า ความเป็นแม่ เป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เพราะแม้แต่ผู้ชายที่ไม่ได้คลอดลูกออกมา หรือไม่ได้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขโดยตรง ก็สวมบทบาทความเป็นแม่ได้ 


ความเป็นแม่จึงเป็นสิ่งที่ใครก็ตาม สามารถเรียนรู้ได้ 
“ความเป็นแม่ ไม่ใช่แค่แม่โดยกำเนิด หรือผู้หญิงที่คลอดลูกเท่านั้น แต่คือการเป็นแม่ที่เป็นการดูแล นั่นคือ อาจจะหมายถึง ย่า ยาย คนที่เลี้ยงเด็ก หรืออาจจะเป็นพ่อ เป็นชุมชน ก็ได้ นั่นก็คือแม่แบบนึง แต่เราไม่ให้การยอมรับ เราไปยึดติด ความเป็นแม่ กับแม่โดยกำเนิดมากเกินไป” ชนิดากล่าว
นอกจากนี้ เรื่องราวของเบียร์ ยังไม่ใช่แค่การสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นแม่ที่ไม่ได้จำกัดแค่เพศหญิงแล้ว ยังสะท้อนรวมถึงบทบาทของแม่เลี้ยงเดี่ยวด้วย
ชนิดาเล่าว่า ในบรรดาคนยากจน ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง คนที่ยากจนกว่าคือผู้หญิง และในบรรดาผู้หญิงที่ยากจน คนที่ยากจนที่สุด คือผู้หญิงแม่เลี้ยงเดี่ยว โดยเฉพาะ แม่เลี้ยงเดี่ยวชนชั้นล่าง
เธอเสริมต่อว่า รัฐไม่มีมาตรการอะไรสนับสนุนแม่เลี้ยงเดี่ยวเลย ซึ่งถ้าคนเลี้ยงเดี่ยวเหล่านั้น เป็นชนชั้นกลาง มีเงิน มีการศึกษา ก็จะไม่ลำบากมาก
แต่ถ้าเป็นชนชั้นล่าง หรือเป็นคนเลี้ยงเดี่ยวที่ไม่ตั้งใจ เช่น ท้องในวัยเรียน คนเหล่านี้จะลำบากมาก ทั้งถูกสังคมประนามจากบทบาทที่ไม่สามารถจะกระทำได้ตามความคาดหวังได้ 
ชนิดาชี้ให้เห็นว่า เพราะรัฐไม่มีมาตรการอะไรมาช่วยเหลือคนเหล่านี้ พวกเขาจึงต้องใช้มาตรการส่วนตัวมาช่วย นั่นก็คือ เครือข่ายญาติพี่น้องนั่นเอง


เรื่องราวของทั้ง 4 คน สะท้อนให้เห็นว่า การจะยัดนิยามให้เหล่าแม่ๆ ทั้งหลาย เข้าไปในกล่องความดีเพียงกล่องเดียวได้ คงไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะแม่เอง ก็คือมนุษย์ เป็นปัจเจกบุคคลที่มีความหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย คำว่าแม่ จึงไม่ได้มีแค่เพศหญิง หรือผู้ที่ให้กำเนิดอย่างเดียว
กล่อง “แม่ที่ดี” คงไม่ใหญ่พอจะใส่ประชากรแม่ลงไปหมดได้
ทำให้หลายคนตกหล่น ห้อยค้างเติ่ง ไร้ที่ยืน เพราะไม่ตรงกับคำจำกัดความทั้งหลายทั้งแหล่ที่สังคมสร้างขึ้น
หรือจะดีกว่าไหม หากโลกนี้ ไม่มีคำนิยามให้กับความเป็นแม่ที่ดี
จะดีกว่าหรือเปล่า หากโลกใบนี้ เปิดโอกาสให้ใครก็เป็นแม่ได้
ให้โลกใบนี้ เต็มไปด้วยความหลากหลายทางแม่

คำว่าแม่ ไม่ได้มีแค่เพศหญิง หรือผู้ที่ให้กำเนิดอย่างเดียว แต่เป็นปัจเจกบุคคลที่มีความหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?