หนี้ครู ปัญหามาจากไหน?
  • Social
  • Jan 16, 2020

หนี้ครู กลายเป็นอีก ปัญหาทางการเงินของไทยที่ส่งผลเกี่ยวเนื่องถึงตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแทบทุกปี ซึ่งยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากจะสะสางได้จบในเร็ววัน

การเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่หลากหลายและง่ายกว่าอาชีพอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ , สินเชื่อโครงการพัฒนาชีวิตครูฯ ผ่านธนาคารออมสิน, สินเชื่อโครงการกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาฯ, โครงการเงินกู้ ช.พ.ค.ต่างๆ รวมถึงบัตรเครดิต และกู้ยืมหนี้นอกระบบ

ทว่า ข้อดีจากการเข้าถึงแหล่งเงินทุนกลายเป็นผลเสียเมื่อครูผู้กู้บางส่วนไม่สามารถจัดการกับภาระหนี้ที่พอกพูนขึ้นจนมาเกินกำลัง

ในงานวิจัย “แนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน” ทำการสำรวจข้าราชการครู สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการในเขตภาคเหนือตอนล่าง 10 จังหวัด กลุ่มตัวอย่างเป็นครูสายผู้สอน จํานวน 398 คน พบว่าการเป็นหนี้เริ่มต้นหลังจากเข้ารับราชการ คิดเป็น 68.5% ผลการสำรวจพบว่า

สาเหตุหลักของการเกิดหนี้สินมีอยู่ 3 ข้อดังนี้

  • ซื้อหรือผ่อน รถยนต์หรือจักรยานยนต์

  • การนําไปใช้จ่ายเพื่อดํารงชีพในชีวิตประจําวัน

  • ซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย

โดยแหล่งเงินกู้ที่สร้างหนี้สินของครู 3 อันดับแรก

  • สหกรณ์ออมทรัพย์ครู

  • ธนาคารของรัฐ

  • สวัสดิการคุรุสภา 

อีกหนึ่งปัญหาของการมีหนี้สินค้างชําระ มีสาเหตุ 3 ข้อ ดังนี้

  • มีหนี้สินอื่นหลายทาง

  • ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสูงเกินไป

  • รายได้ต่อเดือน ลดลง แต่มีระยะเวลาการมีภาระหนี้ค้างชําระส่วนใหญ่ 1-10 ปี

ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการ ช่วงสิ้นปี 2558 พบว่า ยอดหนี้เงินกู้รวมทั้งหมดของครูและบุคคลากรทางการศึกษาสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น

  • หนี้จากการกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ 700,000 ล้านบาท 

  • กู้จากธนาคารออมสิน 4.7 แสนล้านบาท และอื่นๆ อีก 50,000 ล้านบาท

ขณะที่เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดข้อมูลเกี่ยวกับผู้กู้และยอดหนี้ พบว่ามียอดรวมประมาณ 398,485 ล้านบาท โดยผู้กู้ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 51-60 ปี ในจํานวนนี้มีผู้กู้ที่อยู่ในช่วงอายุ 71-80 ปี อยู่จํานวน 7,714 ราย เมื่อเทียบกับจำนวนครูในปัจจุบันที่มีอยู่ราว 900,000 คน ในจำนวนนี้มีผูี้เกษียณแล้วประมาณ 2-3 แสนคน พบว่าทั้งหมดกว่าร้อยละ 80-90 ล้วนเป็นหนี้จากการกู้ยืมทั้งสิ้น 

นัยสำคัญที่ "หนี้ครู" กลายเป็นหนึ่งในปัญหาทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมีส่วนทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มมากขึ้นด้วย สะท้อนจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP มีแนวโน้ม เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 51.7% ในปี 2550 เพิ่มเป็น 79.9% ในปี 2557 และอยู่ที่ 78% ในปี 2562 

เมื่อย้อนกลับไปมองถึงผลการสำรวจทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ปี 2559 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่าที่ผ่านมาความรู้ความเข้าใจหรือทักษะทางการเงินของคนไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

ในปี 2559 พบว่า การสำรวจทักษะทางการเงินตามแนวทางของ OECD ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ด้าน 

  • ความรู้ทางการเงิน  มีคะแนนอยู่ที่ 48.6% 

  • พฤติกรรมทางการเงิน มีคะแนนที่ 62.2%

  • ทัศนคติทางการเงิน มีคะแนนที่ 76%

การสำรวจทั้ง 3 ด้าน พบว่าค่าเฉลี่ยทักษะทางการเงินของคนไทย อยู่ที่ 61% โดยคนไทยอ่อนด้านความรู้ทางการเงินที่สุด 

ทั้งนี้ ความรู้ความเข้าใจเรื่องของแต่ละเจนเนอเรชั่น (Gen) ก็มีส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาหนี้สิน ซึ่งแต่ละเจนเนอร์เรชั่น ก็จะมีความแตกต่างกันออกไป ดังนี้ 

Gen Baby Boomer ขึ้นไป (ผู้ที่เกิดก่อนปี 2509) มีความรู้ทางการเงินไม่ดีนัก โดยในด้านพฤติกรรมพบว่ากลุ่มนี้ไม่เห็นความจำเป็นของการตั้งเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว และไม่ได้เลือก ออมเงินในวิธีที่เหมาะสม ทั้งยังขาดการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ และไม่ทราบแหล่งข้อมูลที่ควรศึกษาก่อนการตัดสินใจ สำหรับด้านทัศนคติ อาจด้วยอายุที่มากขึ้นคนกลุ่มนี้จึงมุ่งเน้นดำเนินชีวิตเพื่อวันนี้ และไม่คำนึงถึงอนาคตมากนัก

Gen X (ผู้ที่เกิดปี 2509 – 2523) มีความรู้ทางการเงินค่อนข้างดี แต่พบว่าส่วนใหญ่ยังไม่ สามารถบริหารจัดการเงินให้รองรับกับความรับผิดชอบทางการเงินที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาเงินไม่พอใช้ นอกจากนี้ ยังมีวิธีการออมที่ไม่เหมาะสมมากนัก เนื่องจากไม่ทราบแหล่งข้อมูลที่ควรศึกษาก่อนตัดสินใจเลือก ผลิตภัณฑ์ ส่วนในด้านทัศนคติพบว่ามีทัศนคติที่ดีในทุกด้าน

Gen Y (ผู้ที่เกิดปี 2524 – 2543) มีความรู้การเงินพื้นฐานที่ค่อนข้างดี แต่ในด้านพฤติกรรม พบว่า ส่วนใหญ่ยังไม่มีเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว และขาดการบริหารจัดการเงินที่ดี เช่น จัดสรรเงินก่อนใช้ ออมเงินในวิธีที่เหมาะสม หรือ ไม่กู้เงินเมื่อเงินไม่พอใช้ รวมทั้งขาดการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนก่อนซื้อ สินค้า และมีการใช้จ่ายเกินตัว สำหรับด้านทัศนคติ ควรส่งเสริมทัศนคติด้านการออมเช่นกัน

Gen Z (ผู้ที่เกิดปี 2544 เป็นต้นไป) มีความรู้ทางการเงินพื้นฐานยังไม่ดีนัก สาหรับ ด้านพฤติกรรมก็ยังไม่เห็นความสำคัญของการตั้งเป้าหมายทางการเงินระยะยาว เน้นเพียงสามารถใช้เงินที่ได้มาให้ เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย รวมทั้งยังไม่เห็นความสำคัญของการเก็บออม และไม่ได้เก็บออมในวิธีที่เหมาะสม ขาดทักษะในการเปรียบเทียบข้อมูลก่อนซื้อ และไม่ทราบแหล่งข้อมูลที่เหมาะสมในการศึกษาหาข้อมูล สำหรับ ด้านทัศนคติ ควรส่งเสริมให้มีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการออม

จากข้อมูลข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนว่าปัญหาหนี้สินครู รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่เรื้อรังมีสาเหตุสำคัญมาจากการขาด “Financial Literacy” ของคนไทยไม่ว่าจะเป็นการขาดการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องการเงินตั้งแต่ยังเยาว์วัย การเข้าถึงข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้อง ทัศนคติบางอย่างที่ทำให้ไม่อยากเปิดรับการวางแผนทางการเงิน ฯลฯ

สำหรับการแก้ปัญหาที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวเหล่านี้ ก็คือ เริ่มตั้งแต่การสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะการปลูกฝังให้กับเด็กและเยาวชน ที่ภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยว ภาคเอกชน หรือแม้แต่ภาคประชาชนก็ต้องพยายามผลักดัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้สิน

การเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายของครูทำให้ครูผู้กู้บางส่วนไม่สามารถจัดการกับภาระหนี้ได้ โดยหนี้ครูกลายเป็นหนึ่งในปัญหาทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมีส่วนทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มมากขึ้นด้วย

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?