13 ตุลา รำลึก
  • Social
  • Oct 13, 2019

ถ้าจะถามว่าวันไหนที่เราเสียใจที่สุด ก็น่าจะเป็นวันนี้ 

ถ้าจะถามว่าวันไหนที่คนไทยร้าวรานที่สุด ก็น่าจะเป็นวันนี้

วันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๙

หากนึกย้อนถึง พระปฐมบรมราชโองการความว่า 

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

ที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อ วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ นั้น นอกจากจะเป็นเหมือนคำสัญญาแรกที่พระเจ้าแผ่นดินมีให้กับประชาชนของพระองค์แล้ว ยังถือเป็นเครื่องหมายของพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่แสดงให้เห็นตลอด ๗๐ ปีแห่งการครองราชย์ เพื่อขจัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพสกนิกรใต้พระบรมโพธิสมภารด้วย

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทยเสมอมา การเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๙ จึงนำความโศกเศร้ามาสู่คนไทยทั้งแผ่นดิน 

จากวันที่ ๑๓ ตุลาคมปีนั้น จนมาถึง ๑๓ ตุลาคม ปีนี้ นอกจากการถวายสักการะอาลัยแด่พระราชาผู้เป็นที่รักยิ่ง ยังเป็นดั่งคำมั่นสัญญาในการสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ให้คงอยู่สืบไป ผ่านเรื่องราวของ “คนเล็กคนน้อย” ในฐานะพสกนิกรใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

ก้าว (ต่อ) จากพ่อ  

วันที่ ๑๓ ตุลาคม ปีก่อน คมฉาย ธนะพานิช หรือ แพง ยอมรับว่าตัวเองก็ไม่ต่างจากคนไทยคนอื่น ถึงในช่วงเวลานั้น เธอจะไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยก็ตาม

“ทุกอย่างมันดูหดหู่ไปหมด”

ผู้ประสานงานสาวกลุ่ม วาฬไทย หรือ Thaiwhales เพิ่งเสร็จจากการฝึกงานกับสถาบันสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเลในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะไปพักอยู่บ้านพี่สาวที่ L.A. แพงรู้ข่าวนั้นจากสายโทรศัพท์ของเพื่อนสนิท 

“ในหลวงตายแล้ว” ยังไม่ทันขาดคำ เธอและเพื่อนก็ร้องไห้ 

ถึงอยากจะกลับให้ถึงเมืองไทยเร็วที่สุด แต่ยังมีภารกิจเหลืออยู่ที่รัฐแมสซาชูเซตส์ เธอจึงชวนเพื่อนแวะไปที่จัตุรัสภูมิพลอดุลยเดชเพื่อร่วมถวายสักการะอาลัยร่วมกับคนไทยคนอื่นๆ

“มีถือเป็นความสูญเสียของคนทั้งประเทศนะ เพราะพระองค์ท่านเป็นทุกอย่าง เราก็พยายามหาอะไรยึดเหนี่ยว เพราะไม่มีอะไรเกี่ยวกับท่านเลยตอนนั้น ก็ปริ๊นท์ภาพมาแปะไว้ที่คอมพิวเตอร์ภาพหนึ่ง ในกระเป๋าสตางค์ก็มีธนบัตรไทยอยู่ใบหนึ่งติดตัวไว้ตลอด”

จนมาถึง ๑๓ ตุลาคม ปีนี้...

“เราก็ได้ยินได้ฟังอะไรเกี่ยวกับตัวท่านเยอะขึ้น ทำให้เห็นว่าพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างในทุกๆ เรื่อง ในทุกๆ บทบาทของการใช้ชีวิต อย่างการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด มีภาพหนึ่งเป็นภาพที่เราชอบที่สุด เป็นภาพในหลวงเหงื่อหยด คือ ท่านไม่ต้องเหงื่อหยดก็ได้ ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่ท่านก็ทำหน้าที่ของท่านจริงๆ แทนคำสัญญาที่ให้ไว้ว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แพงมีในหลวงรัชกาลที่ ๙ เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องการไม่เห็นแก่ตัว หรือปิดทองหลังพระ ล้วนเป็นสิ่งที่ตัวเธอน้อมนำมาใช้ในชีวิตประจำวันอยู่ตลอด 

“มีแค่เรื่องพอเพียงนั่นแหละ ที่ตอนนี้ยังทำไม่ค่อยได้” เธอยิ้ม 

แต่ในฐานะพสนิกรของพระองค์ท่านแพงยืนยันว่า นี่เป็นปณิธานที่ตั้งใจจะดำเนินตามรอยคำสอนของพ่อให้ได้  

ขอทำดีให้พ่อดู 

ถ้าถาม ไก่ - พรพิมล มิ่งมงคล แม่ค้าสาวจากแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม รู้ดีว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ คนไทยทั้งประเทศคงไม่อยากให้ปฏิทิน มีวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ ตลอดไป

"เรารู้ข่าวตอน ทุ่มนึง ผ่านแถลงการณ์การเสด็จสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ เหมือนโดนฟ้าฝ่ากลางดวงใจลูกคนนี้ น้ำตารินอาบแก้ม เสียงสะอื้นแผ่วเบาในลำคอ ไม่มีแม้คำพูดใดๆจากบุคคลรอบข้าง" 

เท่าที่ทำได้ เธอก้มลงกราบแทบพื้นดิน เปล่งเสียงแหบพล่าพร้อมคราบน้ำตาเป็นครั้งสุดท้าย “ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”

“แม้ปฏิหาร์ยจะไม่บังเกิด ในการอ้อนวอนขอในครั้งนี้ แต่ลูกคนนี้ก็พร้อมจะก้าวเดินตามรอยเท้าพ่อสืบต่อไป” 

๑๓ ตุลาคม ปีนี้

“จะทำความดีให้พ่อดู” เป็นทั้งความตั้งใจ และคำสัญญาจากลูกสาวของพ่อ 

หลังจากกลับไปค้นคว้าพระราชกรณียกิจต่างๆ ในความรู้สึกของเธอ พระองค์ท่านทำเพื่อประชาชนอย่างไม่ยอมเหน็ดเหนื่อย โครงการพระราชดำรินับหมื่นนับพันถูกสร้างขึ้น จากความรักความห่วงใยที่พระองค์ท่านมีต่อประชาชนชาวไทย ทั่วทุกสารทิศ 

สิ่งเหล่านั้นสั่งสมจนกลายเป็นความมุ่งมั่นที่จะทำดีให้พ่อดู ไก่คิดว่า หากคนไทยพร้อมใจกันทำความดีให้พ่อดู ความดีที่เกิดก่อจากภายในจิตใจ จะช่วยปลูกจิตสำนึกให้ลูกหลาน สังคมไทยจะน่าอยู่ได้อย่างยืนยาวและมั่งคง

คำสอนจากพ่อ

“ตอนนั้นไม่เชื่อเลยค่ะ ไม่เชื่อเลย” เสียงยืนยันหนักแน่นของ กรีกุล ภูมิโยธา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนกระแซงวิทยา จ.ศรีสะเกษ พูดถึง “ข่าวลือ” ในโลกออนไลน์ในวันนี้ของปีนั้น 

ไม่ต่างจากเพื่อนร่วมกลุ่มเยาวชนของโรงเรียนอย่าง กัญญารัตน์ เสาร์เหลี่ยม และ เอกลักษณ์ พิทักษ์ จนได้ยินเสียงประกาศจากสำนักพระราชวัง 

“เขาอ่านรายงาน... ว่า... ท่าน... ทรง...” ยังไม่ถึงประโยคนั้นน้ำตาของทั้ง 3 คนก็กลั่นออกมาอาบหน้าเสียก่อน 

ทันที่ที่ข่าวร้ายแพร่สะพัด เอกลักษณ์ เล่าว่าทุกอย่างเหมือนหยุดชะงัก แม้แต่นกก็เงียบเสียง ถึงทุกคนจะไม่เคยได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จ แต่ไม่ว่าจะเป็นคำบอกเล่า หรือพระราชกรณียกิจที่ได้เห็นผ่านสื่อต่างๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะพูดว่ารักในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้เต็มปาก

วันที่พระองค์ท่านไม่อยู่จึงไม่ต่างจากสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของพวกเขาล่มสลาย 

๑๓ ตุลาคม ปีนี้ 

นอกจาก ความพอประมาณ และการทำให้เกิดประโยชน์ที่สุดที่ทั้ง 3 คนจะน้อบนำเอาคำสอนของพระราชาของพวกเขาไปเป็นหลักในการดำเนินชีวิตแล้ว “ความเพียร” ถือเป็นคุณธรรมประจำใจที่จะยึดมั่นเอาไว้ตลอด 

 “หนูเองเป็นสิ่งที่ทำมาตั้งนานแล้ว แล้วก็ยืนยันว่าจะทำต่อไป ก็คือ การทำงานตามแบบอย่างของพระองค์ท่าน ที่ทรงงานหนักมากเพื่อพวกเรา โดยไม่เคยหวังผลตอบแทนอะไรเลย ทำอย่างไม่มีข้อแม้ และทำอย่างเต็มที่ ซึ่งหนูคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่นำไปสู่ผลสำเร็จในทุกๆ ด้านที่เราทำ หรือในการดำเนินชีวิต และหนูเชื่อมั่นว่าจะต้องทำให้ได้ค่ะ” กัญญารัตน์บอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไม่ต่างกัน

แบบอย่างแห่งความดี

ในฐานะข้าราชบริพารคนหนึ่ง พญ.วรางคณา ทองคำใส แพทย์ประจำสำนักงานบรรเทาทุกข์ และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ยอมรับว่าใจหาย และเหมือนคนไทยคนอื่นๆ ที่ไม่อยากให้ “วันนั้น” เกิดขึ้น

๑๓ ตุลาคม ปีนั้น...

“ถือเป็นวันที่เศร้าที่สุดในชีวิตค่ะ” และวันนั้น น้ำตาก็ไหลไม่หยุด 

สำหรับ คุณหมอประจำเรือเวชพาหน์ เธอมองว่า พระองค์ท่านไม่ต่างจากครูที่ยิ่งใหญ่ ทุกครั้งที่มีปัญหา หรือท้อ หากย้อนไปคิดถึงคำสอนของพระองค์ท่าน คิดถึงสิ่งที่พระองค์ท่านทำมาให้กับพสกนิกรชาวไทย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างดี 

“เมื่อเรานึกถึงพระองค์ท่าน เราจะรู้สึกว่า เราสามารถทำความดีได้มากกว่านี้อีก แม้กระทั่งอกีนิดเดียวเรื่อยๆ มันก็เป็นเหมือนแรงบันดาลใจนะคะ” 

รวมทั้งเรื่องความอดทนที่ตัวคุณหมอเองจะยึดถือเสมอเวลาตรวจคนไข้ ก็จะมีในหลวงรัชกาลที่ ๙ เป็นหลักยึดในการทำความดีให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป  

ปฏิญาณจากรั้วของชาติ 

ถึงพื้นที่ปฏิบัติงานจะอยู่ในป่า ที่เป็นทั้งแนวชายแดน และพื้นที่ล่อแหลมด้านความมั่นคง แต่รั้วของชาติอย่าง จ.ส.อ.นิคม ช่วยสังข์ และ จ.ส.อ.สุรศักดิ์ เสงี่ยมสมานันท์ จาก ม.๓พัน๑๓ ดูแลแถบพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ก็พร้อมจะทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถโดยไม่ปริปากบ่น เพราะทั้ง ๒ คนมีในหลวงรัชกาลที่ ๙ เป็นต้นแบบ

“การทำงานของพระองค์ท่าน ความมุมานะ บากบั่น เข้าไปหาชุมชนที่ทุรกันดาร เพื่อดูแลความเป็นอยู่ ภาพที่ประทับอยู่ในใจของผมมาตลอดก็คือ ภาพที่พระองค์ท่านทรงประทับอยู่บนสะพาน เอนกายพิงรถ เป็นการแสดงให้เห็นว่าท่านไม่ถือพระองค์ และทรงอยู่ได้ในทุกสภาพ รวมทั้งตอนที่เสด็จพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ที่อยู่กับชาวมุสลิมที่ถอดเสื้อผ้า นี่ยิ่งทำให้เห็นว่าท่านไม่ถือพระองค์เลย” จ.ส.อ.นิคมเล่า 

ขณะที่ จ.ส.อ.สุรศักดิ์ นึกถึงการเสด็จพระราชดำเนินที่ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก 

“ลองคิดดูสิครับ ๓๐ ปีที่แล้ว ความเจริญต่างๆ การคมนาคมต่างๆ ยังไม่สะดวกอย่างทุกวันนี้ แต่พระองค์ได้สละความสุขส่วนพระองค์เข้าไปดูแล ทุกข์สุขของประชาชนของพระองค์ หลายๆ สิ่งที่มี ที่พัฒนาขึ้นมาหลายๆ พื้นที่ ก็เพราะการเสด็จของพระองค์ บางทีต้องใช้การเดินเท้าหลายชั่วโมง แต่พระองค์ก็เสด็จไป”

๑๓ ตุลาคม ปีนั้น สำหรับพวกเขาจึงเป็นวันที่ “ฟ้าดับ” อย่างแท้จริง 

“พ่อไม่อยู่แล้ว” ชายชาติทหารคนหนึ่งร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใครทันทีที่ได้ยินเสียงแจ้งข่าว ส่วนอีกนายเหมือนแสงสว่างตรงหน้าวูบหายไปในทันที 

“ผมเปิดโซเชียลนะ แต่ไม่เชื่อเลยสักอย่าง ช่วงที่ข่าวลือกันต่างๆ นานา จนที่มีประกาศออกมานั่นแหละ ถึงได้ยอมรับความจริงว่า พระองค์ท่านไม่อยู่กับเราแล้ว” 

จ.ส.อ.สุรศักดิ์ บอก 

๑๓ ตุลาคม ปีนี้ และตลอดไป เขาตั้งใจปฏิญาณตนที่จะปฏิบัติหน้าที่เป็นรั้วของชาติไม่ว่าจะเป็นการดูแลป้องปรามทุกเภทภัยทางความมั่นคง หรือการดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มความสามารถ เท่าที่ทหารของพระราชาคนหนึ่งจะทำได้ 

คำสัญญานั้น ดังขึ้นพร้อมๆ กับสัญลักษณ์วันทยาหัตถ์ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ด้วยความเข้มแข็งที่สุด

ครูต้นแบบ

“พระองค์ท่านเป็นแบบอย่างกับเราในทุกๆ เรื่องเลยครับ” เฉลิมชัย จันทาพูน ครู คศ.1 โรงเรียนสามัคคีพัฒนา อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงรายให้รายละเอียดถึงภาพในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในความทรงจำ

แน่นอนว่า โรงเรียนที่ต้องใช้เวลานั่งรถข้ามภูเขามาไม่ต่ำกว่า ๒ ชั่วโมง สำหรับครูบรรจุใหม่อย่างเขาก็ต้องมีเสียงบ่นเป็นธรรมดา แต่เมื่อนึกถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านเขายอมรับว่า ความเหน็ดของเขานั้นเทียบไม่ได้เลยแม้แต่น้อยกับความวิริยะของพระองค์

๑๓ ตุลาคม ปีที่รู้ว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๙ สวรรคต เขาถึงกับออกจากบ้านไม่ได้ไปหลายวัน 

“เราเห็นบรรยากาศ การถ่ายทอดสดในทีวีก็เศร้าแล้ว ออกไปข้างนอกเราก็จะเจอแต่ภาพพระองค์ท่าน ก็ทำให้เราอดคิดถึงพระองค์ท่านไม่ได้”

จนถึงวันนี้ ความเศร้าเหล่านั้นได้กลายเป็นพลังให้ตัวเขาตั้งใจเสมือนเป็นคำสัญญาในฐานะข้าราชบริพารในพระองค์ว่าจะตั้งใจถ่ายทอดวิชาความรู้ที่มีอยู่ให้กับนักเรียนอย่างสุดความสามารถ 

“เพราะพระองค์ท่านทรงเป็นครูแห่งแผ่นดินอย่างแท้จริง เราก็อยากเจริญรอยตามพระองค์ท่านด้วยการตั้งใจสอน ตั้งใจถ่ายทอดความรู้ที่เรามีอยู่อย่างสุดความสามารถ เพื่อให้นักเรียนของเราเติบโตขึ้นไปเป็นกำลังของชาติต่อไปในอนาคตครับ”

 

หมายเหตุ: เนื้อหาตีพิมพ์ครั้งแรกใน เซคชั่นจุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 ตุลาคม 2560

วันที่ ๑๓ ตุลาคมปีนั้น จนมาถึง ๑๓ ตุลาคม ปีนี้ นอกจากการถวายสักการะอาลัยแด่พระราชาผู้เป็นที่รักยิ่ง ยังเป็นดั่งคำมั่นสัญญาในการสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ให้คงอยู่สืบไป

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์