ผึ้งโพรง “สำลี” ตัวชี้วัดอาหารปลอดภัยในชุมชน
  • Social
  • Oct 29, 2019

หลายปีแล้วที่ราคายางพาราตกต่ำ ทำให้ชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะทางภาคใต้พื้นที่ปลูกยางพารามากที่สุดในประเทศ เมื่อรายได้หลักขาดหาย ย่อมส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพ ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องปรับตัวด้วยการสร้างอาชีพเสริมเพื่อให้มีรายได้มาทดแทน

อย่างที่เกษตรกรตำบลปันแต อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ที่รวมกลุ่มตั้งวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งโพรง และชันโรง ด้วยการใช้พื้นที่ในสวนยาง และสวนปาล์มเป็นแหล่งเพาะเลี้ยง จากจุดเริ่มต้นมีสมาชิก 34 ราย และเพิ่มเป็น 50 รายในปัจจุบัน สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 4 ล้านบาทต่อปี

จุดเริ่มต้นของวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งโพรงและชันโรง ต.ปันแต มาจาก วีระพล ห้วนแจ่ม หรือชาวบ้านเรียกกันว่า สำลี อดีตนักวิจัยการเกษตร ได้หอบเอาความรู้และประสบการณ์จากเชียงใหม่ กลับมาทำที่บ้านเกิดพัทลุง

แต่ไหนแต่ไร เขาทำวิจัยเรื่องการเลี้ยงผึ้ง และชันโรงเสร็จ ก็ได้ไปเลี้ยงผึ้งเชิงอุตสาหกรรมที่เชียงใหม่ แรกๆ ก็ดี แต่ช่วงช่วงหลังๆ มาเกิดวิกฤตจากสภาพอากาศ และการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม จนส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงผึ้ง เพราะผึ้งไม่มีแหล่งอาหารและตายไปทำให้ไม่คุ้มทุน จึงคิดหาแหล่งเพาะเลี้ยงใหม่ เลยคิดว่าจะกลับไปทำที่บ้าน

ประกอบกับช่วงปี 2556-2557 ราคายางพาราเริ่มตกต่ำ สำลีคิดว่าการเลี้ยงผึ้งและชันโรงน่าจะไปช่วยสร้างรายได้ดีกว่ายางพารา เลยตัดสินใจกลับมาทำ เริ่มทำกันในครอบครัวก่อน พอคนอื่นเห็นว่าไปได้ ก็มีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น จนได้มาจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน

การเพาะเลี้ยงผึ้งและชันโรงให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ขาดทุน และให้ผลผลิตได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ไม่ใช่กับที่บ้านปันแต เพราะที่นี่เลี้ยงแบบสมัยใหม่ ต้นทุนน้อย ผลผลิตสูง

โดยปกติแล้ว ถ้าเลี้ยงผึ้งทั่วไป แต่ละปีจะเก็บน้ำผึ้งได้ 1-3 ครั้ง และได้น้ำผึ้ง 3-6 กิโลกรัมต่อรังต่อปี แต่วีระพลใช้วิธีการเลี้ยงด้วยนวัตกรรมแบบสมัยใหม่ และใช้ผึ้งโพรงไทยซึ่งมีการกระจายพันธุ์ทั่วไป ไม่ต้องมีปัจจัยเรื่องอาหารเหมือนผึ้งนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ได้น้ำผึ้งสูงถึง 20 กิโลกรัมต่อรังต่อปี ยังไม่รวมถึงการขายรวงผึ้งสด หรือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น เครื่องสำอาง เป็นต้น

เมื่อถามว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งมีรายได้พออยู่ได้หรือไม่ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งโพรง และชันโรง ต.ปันแต พูดให้คิดตามว่า น้ำผึ้งขายได้กิโลกรัมละ 400 บาท ถ้าขายปลีกขวดละ 500 บาท และผึ้งหนึ่งรังจะให้ผลผลิตมูลค่าประมาณ 1 หมื่นบาท

“ดังนั้นลองคิดดูว่าอยากมีรายได้เท่าไหร่ ก็ให้เลี้ยงดู 10 รังก็ได้เงินแสนแล้ว”

เขาท้าทาย แต่ก็เตือนว่า ที่จะทำให้อยู่ไม่ได้ คือ ความตระหนก เมื่อผลผลิตออกมามากก็จะขายไม่ได้ ก็ลดราคากระหน่ำ กับแย่งกันจนไม่คิดที่จะพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพแล้วเก็บไว้ขายในช่วงไม่มี แบบนี้เสร็จพ่อค้าคนกลาง สุดท้ายก็จะเลิก และล่ม

พร้อมกันนี้ สำลียังแนะเคล็ดลับในการเลี้ยงให้ประสบผลสำเร็จว่า ต้องเข้าใจวงจรชีวิตของผึ้งก่อน โดยในรอบปีจะมี 3 ช่วงฤดู คือ

  • ช่วงแรก กุมภาพันธ์-พฤษภาคม เป็นช่วงหมดฝน ผึ้งจะแยกขยายโดยธรรมชาติ ซึ่ง 1 รัง สามารถขยายได้ 5 รัง ดังนั้นต้องทำรังเพื่อล่อให้ผึ้งเข้ารัง
  • ช่วงที่สอง เมษายน-กันยายน หลังจากผึ้งเข้ารัง 45-60 วันก็จะให้ผลผลิตน้ำผึ้ง เกษตรกรก็เก็บได้ช่วงนี้โดยสังเกตว่าถ้าผึ้งมาเกาะตรงทางเข้ารังแสดงว่าน้ำผึ้งมีปริมาณมากแล้ว ดังนั้นจะต้องทำให้ถูกช่วงถูกเวลาจะได้ไม่เสียโอกาส
  • ช่วงที่สาม กันยายน-กุมภาพันธ์ จะเป็นช่วงฤดูฝนจะต้องพักผึ้งให้สมบูรณ์ เมื่อเรารู้แบบนี้แล้วก็สามารถบริหารจัดการรอบผลิตให้ประสบผลสำเร็จได้

อย่างที่เกริ่นนำไว้ตอนต้นว่า ผึ้งมีความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันยังเป็นตัวบ่งชี้ว่า พื้นที่ไหนปลอดภัยและพื้นที่ไหนไม่ปลอดภัยจากสารเคมี

วีระพล อธิบายให้ฟังว่า ผึ้งมีความไวต่อสารเคมีมาก ถ้าหากไปดูดน้ำหวานจากเกสรในแปลงเกษตรที่มีการใช้สารเคมีโดยเฉพาะ พาราควอต แล้วบินกลับมาที่รัง ผึ้งก็จะตายยกรัง ซึ่งก่อนที่ผึ้งจะตายจะบินออกมาจากรังตกลงพื้นแล้วกระพือปีกตัวหมุนเป็นวงแล้วสำรอกออกมา ลิ้นเหยียดตรง แล้วตายในที่สุด

“ถ้าหากเราพบว่าผึ้งตายเยอะบ่อยๆ ก็แสดงว่าในชุมชนมีการใช้สารเคมี โดยเฉพาะรัศมีการออกหากินของผึ้งที่ระยะไม่เกิน 1 กิโลเมตร แต่ถ้าในชุมชนไหนมีการเลี้ยงผึ้งมากกว่าร้อยละ 60 ของครัวเรือน แสดงว่าชุมชนนั้นมีการใช้สารเคมีลดลง เพราะสารเคมีถือเป็นจุดเริ่มต้นการนำไปสู่เกษตรปลอดภัย และเกษตรอินทรีย์ในอนาคต” วีระพล อธิบาย

ไม่น่าเชื่อว่าผึ้งตัวเล็กตัวน้อย จะสามารถเป็นตัวชี้วัดความอยู่ของชุมชนได้มากมายขนาดนี้ และนี่เป็นอีกหนึ่งการขับเคลื่อนของ “เครือข่ายกินดีมีสุข” ในการเชื่อมโยงการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างยั่งยืน

หากเราพบว่าผึ้งตายเยอะบ่อยๆ ก็แสดงว่าในชุมชนมีการใช้สารเคมี โดยเฉพาะรัศมีการออกหากินของผึ้งที่ระยะไม่เกิน 1 กิโลเมตร แต่ถ้าในชุมชนไหนมีการเลี้ยงผึ้งมากกว่าร้อยละ 60 ของครัวเรือน แสดงว่าชุมชนนั้นมีการใช้สารเคมีลดลง

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?