ประวัติศาสตร์ผักที่ทำให้โลกเราเปลี่ยนไปตลอดกาล
  • Explicit
  • Oct 2, 2019

เว็บไซต์ Economist รายงานว่า ปี 2019 เป็น ปีของการกินผัก เนื่องจากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา คนที่เรียกว่า สายกินผัก ถือเป็นคนกลุ่มน้อยมากๆ  จากผลการสำรวจชิ้นหนึ่ง ได้สอบถามชาวอเมริกันในปี 2015 พบว่า มีคนที่เรียกว่า Vegetarian (เวจจี้) หรือคงเทียบได้กับคนที่กิน มังสวิรัติ บ้านเรา คือ ไม่กินเนื้อสัตว์ เน้นกินผัก แต่ยังกินผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น นม น้ำผึ้ง ฯลฯ แค่ 3.4% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ และมีคนที่เป็นสาย Vegan (วีแกน) หรือบ้านเราก็คือ กินเจ คือ เคร่งมากกว่า เพราะไม่กินเนื้อสัตว์ทุกชนิด เน้นกินผัก ไม่กินนม เนย ชีส ไข่ โยเกิร์ต ฯลฯ เพียง 0.4% เท่านั้น

ผักในยุคโลกร้อน

ผลสำรวจจากการสอบถามชาวอเมริกัน ปี 2019 พบว่ามีคนหนุ่มคนสาววัยทำงาน อายุ 25-34 ปี กินเจและกินมังสวิรัติมากถึง 1 ใน 4 หรือ 25%

จัดว่าเป็นปีที่กระแสกินผักยังมาแรงมาก ส่งผลให้ในปีนี้ธุรกิจอาหารสายผักในสหรัฐอเมริกากำลังบูม ร้านแมคโดนัลด์ เริ่มออกเมนู แมควีแกน เบอร์เกอร์ส (MCVegan burgers) สำหรับลูกค้าที่กินผักกินมังสวิรัติ นอกจากนี้ยังพบว่าบริษัทที่ทำธุรกิจด้านอาหารยักษ์ใหญ่หลายบริษัทเริ่มออกเมนูอาหารสำหรับสายกินผัก ขณะที่โรงเรียนในสหรัฐฯ บางแห่งก็เริ่มมีเมนูอาหารเจ อาหารมังสวิรัติสำหรับเด็กนักเรียน เช่นเดียวกันกับที่สมาคมการแพทย์อเมริกันก็เรียกร้องให้โรงพยาบาลต่างๆ เสนอเมนูอาหารที่เป็นอาหารมังสวิรัติหรืออาหารเจมากขึ้นด้วย

เมื่อสำรวจเทรนด์การกินผักบนโลกยุคใหม่นี้พบว่าหลายๆ ประเทศให้ความสำคัญกับ เทรนด์กินผัก มากถึงขนาดว่า จัดเป็นเทศกาลกินผัก อย่างในไทยมี เทศกาลกินเจ หรือ เทศกาลถือศีลกินผัก ในต่างประเทศก็มีเทศกาลกินผักหรือภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Vegetarian Festival หรือเรียกย่อๆ คือ Vegfest  เหมือนกัน

เทศกาลกินผัก Vegfest มีในแทบทุกทวีป ไล่ตั้งแต่เอเชีย มีทั้งในฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ขณะที่ยุโรปก็มีเทศกาลกินผักทั้งในเบลเยียม กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี ฮังการี เนเธอร์แลนด์ สเปน โปรตุเกส สหราชอาณาจักรและสกอตแลนด์  ส่วนทวีปอเมริกา เทศกาลกินผักในแคนาดาถือว่าคึกคักที่สุด เพราะมีการจัดในหลายรัฐ ทั้งแอลเบอร์ตา ออนแทรีโอ แมนิโทบา ควิเบก

ในประเทศสหรัฐอเมริกา เทศกาล Vegfest มีใน 34 รัฐ จาก 50 รัฐทั่วประเทศ รวมทั้งเครือรัฐเปอร์โตริโก  ในเขตโอเชียเนียหรือกลุ่มหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกนั้น มีที่ออสเตรเลีย ทางด้านแอฟริกา มีในประเทศกานา ขณะที่อเมริกาใต้ มีที่บราซิล และเปรู

อย่างไรก็ตาม เทศกาลกินผักในแต่ละพื้นที่ ไม่ได้จัดขึ้นในช่วงเวลาเหมือนกับประเทศแถบอาเซียน เพราะขึ้นอยู่กับแต่ละเมืองที่จะกำหนดวัน จัดเทศกาลกินผักที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตัวเอง

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ระบุว่า หากต้องการช่วยลดปัญหาโลกร้อน ควรหันมาทดแทนพื้นที่บนจานอาหารด้วยถั่ว ธัญพืช และผักประเภทต่างๆ ตัวงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการผลิตอาหารเป็นหนึ่งในกระบวนการสำคัญที่ทำลายสิ่งแวดล้อม โลกกำลังเดือดร้อนมากจากก๊าซเรือนกระจกที่ฟาร์มปศุสัตว์ปล่อยออกมา รวมถึงการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อเพิ่มเนื้อที่ฟาร์ม หรือการเกษตรที่ต้องใช้น้ำจำนวนมากเพื่อเลี้ยงดูสัตว์อีกต่อหนึ่ง

ขณะที่กรีนพีซ รณรงค์ให้เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงสถาบันภาครัฐ เช่น สถานศึกษา ร่วมลดการบริโภคเนื้อสัตว์ และหันมาบริโภคอาหารที่ทำจากพืชผักให้ได้สองมื้อต่อสัปดาห์ภายในปี 2020 เนื่องจากการทำปศุสัตว์เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคปศุสัตว์นั้นมากพอๆ กับก๊าซเรือนกระจกที่มาจากรถยนต์ รถบรรทุก เครื่องบิน และเรือทั้งหมดทั่วโลกรวมกัน  พูดง่ายๆ ก็คือตอนนี้โลกเรามีวาทกรรมให้กินผักกันเยอะๆ เพื่อช่วยลดโลกร้อน

ผักในยุคค้นพบโลกใหม่

ผักมิได้เพิ่งจะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดถึงขนาดช่วยเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมโลกในยุคโลกร้อน แต่ในอดีตผักก็เคยเปลี่ยนสภาพสิ่งแวดล้อมและอาหารการกินของมนุษย์อย่างใหญ่หลวงมาแล้ว

โลกในปลายศตวรรษที่ 15 มีความแตกต่างจากโลกปัจจุบันมาก นับตั้งแต่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกและได้ค้นพบทวีปอเมริกาหรือโลกใหม่ โคลัมบัสและคณะของเขาได้นำพรรณพืชต่างๆ ได้แก่ ข้าวโพด  มันฝรั่ง ถั่วลิสง และถั่วต่างๆ  ยาสูบ  มะเขือเทศ  ฟักทอง สับปะรด มันสําปะหลัง โกโก้ (ช็อกโกแลต) พริกต่างๆ อะโวคาโด มะละกอ ฯลฯ จากทวีปอเมริกากลาง และอเมริกาใต้มาปลูกในทวีปยุโรป การเดินทางค้นพบโลกใหม่ และการนำพืชพรรณบางชนิดกลับมาสู่โลกเก่าหรือยุโรปของโคลัมบัส ทำให้สภาพแวดล้อมโลกเปลี่ยนไปโดยไม่ตั้งใจ

ตอนนั้นมะเขือเทศ และซอสมะเขือเทศยังไม่เป็นที่รู้จักในอิตาลีหรือในที่ไหนๆ ในยุโรป เช่นเดียวกันกับช็อกโกแลตซึ่งเป็นที่แพร่หลายในอเมริกาก่อนโคลัมบัสมาถึงราวสามพันปี แต่ไม่เป็นที่รู้จักของชาวยุโรปเลย เมื่อโคลัมบัสและลูกเรือพบกับสิ่งดังกล่าว พวกเขาไม่รู้จะทําอะไรกับมัน พวกเขาจึงนําผลิตผลเหล่านี้เข้ามาสู่ยุโรป และลงมือปลูกพืชพรรณที่นําติดตัวมา พืชบางชนิดมีขนาดใหญ่โตเท่ากับม้า บางชนิดเล็กจนแทบมองไม่เห็น โลกเก่าและโลกใหม่ได้เชื่อมโยงกันในวิถีทางที่ไม่มีใคร แม้ตัวโคลัมบัสเองจะคาดเดาได้ ถึงตอนนี้ ผักบางชนิดในตอนนั้นก็มาอยู่ในจานอาหารของเรา
ผักในจานอาหารที่คุ้นเคย

ผักในจานอาหารที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ตั้งแต่เด็กจนโต บางอย่างเราก็คิดว่ามันเป็นผักพื้นเมืองแถบนี้ เพราะว่าชื่อของมันไม่ชวนตั้งคำถาม เหมือนอย่างพืชผักอีกหลายชนิดที่มีชื่อลงท้ายบอกว่าเป็นผัก อิมพอร์ตจากต่างแดน  เช่น พวกที่มีชื่อลงท้ายด้วย “เทศ” ทั้งหลาย อย่าง มันเทศ มะเขือเทศ บ่ะก้วยเต้ด (มะละกอ) บางอย่างมีสัญชาติกำกับต่อท้าย เช่น  ฟักทองญี่ปุ่น  มันฝรั่ง ถั่วแขก พริกกะเหรี่ยง เป็นต้น

ในสมัยโบราณ ผักจำนวนมากถูกสงวนพันธุ์ไว้เฉพาะในเขตเพาะพันธุ์พืช และมันกลายเป็นสินค้าที่ขายกันในประเทศแถบยุโรปที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง Age of Sail หรือช่วงระหว่างศตวรรษที่ 16-18  ผักต่างๆ จากยุโรปแพร่กระจายไปทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับผักทั้งหมดบนโต๊ะอาหาร  มีข้อมูลประวัติศาสตร์รายงานว่า สมัยก่อน ชาวอเมริกันคิดว่า มันฝรั่งเป็นอาหารของม้า ชาวพุทธในศตวรรษที่ 1-10 ไม่ปลื้มกระเทียม ชาวสก็อตไม่ชอบมันฝรั่งเพราะไม่ได้กล่าวถึงในพระคัมภีร์ เป็นต้น

ลองหันกลับมาดูผักในจานอาหารของเราว่าที่เป็นผักพื้นบ้านประจำถิ่นมีอะไรบ้าง เหมือนกับที่ไหนบ้าง มันได้โยกย้ายไปอยู่ที่ไกลๆ หรือไม่ ผักบางชนิดโด่งดังคนชอบไปทั่ว กลายเป็นผักขวัญใจมหาชนไปทั่วโลก ผักในจานอาหารของเราต่างก็มีเรื่องลึกลับชวนสงสัยว่ามันมาอยู่ในจานอาหารของเราได้อย่างไร ประวัติความเป็นมาของผักได้รับการระบุไว้ในอารยธรรมมนุษย์สมัยใหม่ว่าเป็นแหล่งที่มาของสรรพคุณทางยาและโภชนาการอันยิ่งใหญ่

มันฝรั่ง

เมื่อ 6,000 ปีก่อนคริสตกาล ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณเทือกเขาแอนดิส ปลูกมันฝรั่งเป็นอาหาร ชาวอินคา บริโภคมันฝรั่งเป็นอาหารหลัก โดยนำมันมาตากแดดให้แห้งแล้วบด ให้ละเอียดเป็นแป้ง John Hawking เป็นบุคคลแรกที่นำมันฝรั่งมาปลูกครั้งแรกที่ไอร์แลนด์ใน ค.ศ. 1475 ชาวสก็อตเคยปฏิเสธไม่ยอมบริโภคมันฝรั่ง เพราะถือว่ามันเป็นพืชปิศาจเนื่องจากคัมภีร์ไบเบิลไม่เคยเอ่ยถึงพืชชนิดนี้เลย มาบัดนี้มันฝรั่งเป็นพืชที่เป็นที่รู้จักและยอมรับกันทั่วโลกแล้ว

มะเขือเทศ

มีมาตั้งแต่สมัยก่อนยุคประวัติศาสตร์ ตอนนั้นมะเขือเทศเป็นเพียงวัชพืชที่ขึ้นในไร่ถั่วและไร่มันสำปะหลังแถบเทือกเขาแอนดิสในอเมริกากลาง ต่อมามีการพัฒนาพันธุ์ตามธรรมชาติและโดยฝีมือมนุษย์ เพาะปลูกกินเป็นอาหารกันแพร่หลายใน ค.ศ. 1519 เมื่อกองทัพสเปนนำโดย Hernan Cortes บุกยึดอาณาจักรเม็กซิโกของชาวพื้นเมืองแอซเท็ก เป็นอาณานิคมของตนและประกาศเป็นประเทศสเปนใหม่ขึ้น ทหารสเปนพบว่าชาวแอซเท็กปลูกมะเขือเทศพันธุ์ต่างๆ ไว้กินกันแพร่หลาย ต่อมาชาวสเปนได้นำข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาสู่ยุโรป

แครอท

จากบันทึกทางประวัติศาสตร์พบว่ามีการปลูกแครอทครั้งแรกในดินแดนอัฟกานิสถานในช่วง 900 ปีก่อนคริสต์ศักราช และแพร่ขยายออกไปยังบริเวณใกล้เคียงในช่วงศตวรรษที่ 10 แครอทเดินทางไปถึงตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ และกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารของยุโรปทางเหนือและจีนในศตวรรษที่ 13

กระเทียม

กระเทียมมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่แถบตอนกลางของทวีปเอเชียแล้วแพร่หลายไปทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตั้งแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีค้นพบกระเทียมถูกฝังอยู่ในหลุมฝังศพอายุประมาณ 5,5oo ปีมาแล้ว ต่อมาได้แพร่ขยายไปทั่วโลก เพราะสามารถปลูกได้ดีทั้งในเขตอบอุ่นและเขตร้อน

หอม

เป็นหนึ่งในผักที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ผัก มีต้นกำเนิดในเอเชียกลางและแพร่กระจายไปทั่วโลกนักพฤกษศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ไม่สามารถระบุเวลา และสถานที่ที่แน่นอนของการเริ่มเพาะปลูกหอมเป็นครั้งแรกได้ เนื่องจากหอมเป็นผักที่เน่าเสียได้ง่ายมาก และการเพาะปลูกไม่เหลือร่องรอยใดๆ นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่า หอมเริ่มเป็นพืชผักที่ได้รับความนิยมในตะวันออกกลางมาก่อน โดยเฉพาะในวัฒนธรรมบาบิโลน

ถั่วเหลือง

มนุษย์กินถั่วมายาวนาน ตั้งแต่มันยังเป็นพืชป่า เมื่อปี พ.ศ. 2480 ปีที่โลกกำลังเผชิญกับสงครามโลกครั้งที่ 2 “ถั่วเหลือง” เป็นพืชเศรษฐกิจน้องใหม่ ที่มีการเปรียบเป็น ไข่ทองคำจากใต้ดิน มีรายงานข่าวในช่วงนั้นว่า ประเทศใหม่ทุกประเทศได้ให้เงินทุนในการค้นคว้าเพื่อจะทราบความจริงง่ายๆ ว่า ถั่วเหลือง จะนำไปปลูกในประเทศตัวเองได้หรือไม่ เพราะเมล็ดพืชนี้ปรากฏว่า มีคุณอนันต์  เมื่อญี่ปุ่นเข้ายึดแมนจูก๊ก ก็รู้ดีว่าสถานที่นี้คือที่เกิดของถั่วเหลืองที่เป็นสินค้าแพร่ไปทั่วโลกปีละไม่น้อยกว่า 4 ล้านตัน ความมั่งคั่งที่ญี่ปุ่นได้รับจากที่นั่น ทำให้โลกพากันเพ่งตามองถั่วเหลือง

แตงกวา

ข้อมูลประวัติศาสตร์รายงานว่ามนุษย์ปลูกแตงกวามาไม่น้อยกว่า 3,000 ปี ในประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยนำผ่านมาจากเอเชียกลางและตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ในศตวรรษที่ 6 ได้นำไปปลูก ในประเทศจีน ในศตวรรษที่ 9-14 ได้นำแตงกวาไปปลูกในทวีปยุโรป และได้รับการพัฒนาพันธุ์ต้นศตวรรษที่ 19 แตงกวาได้รับการพัฒนาพันธุ์ให้เหมาะสม ต่อการปลูกได้ในโรงเรือน ศตวรรษที่ 15-16 ได้นำไปปลูกในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาเหนือ และแตงกวาได้รับการพัฒนาพันธุ์ก้าวหน้าอย่างมากในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19

พริก

หลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นว่าชาวอินเดียนในเม็กซิโกรู้จักบริโภคพริกเป็นอาหารมานานร่วม 9,000 ปีแล้ว เพราะพบอุจจาระที่เป็นก้อนแข็งที่เมืองฮัวกา ปริเอตา มีซากเมล็ดพริกที่มีอายุประมาณ 9,000 ปี อีกทั้งการศึกษาวิถีชีวิตของชนเผ่าโอล์เมค โทลเทค และแอซเท็ก ต่างชี้ให้เห็นว่า ชนเผ่าเหล่านี้รู้จักปลูกและบริโภคพริก นอกจากนี้นักโบราณคดียังได้ขุดพบซากของต้นพริกที่มีอายุกว่า 2,000 ปี ในเทวสถานของเปรูด้วย หรือแม้แต่ลายปักเสื้อผ้าของคนอินเดียนที่อาศัยอยู่ในเปรู เมื่อ 1,900 ปีก่อน ก็มีลวดลายปักเป็นต้นพริก

กะหล่ำปลี

เริ่มกินกันในยุโรปตั้งแต่ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล พบว่ากะหล่ำปลีเป็นอาหารของทั้งคนรวยและคนจนในยุโรป  เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งมีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในอาณาจักรโรมัน  มีการนำไปปลูกแพร่หลายทั่วโลกในศตวรรษที่ 16

ขิง

ไม่มีรายงานหรือปรากฏหลักฐานแหล่งกำเนิดของขิงที่แน่ชัดว่ามีถิ่นกำเนิดจากที่ใด แต่สันนิษฐานว่าขิงมีแหล่งกำเนิดอยู่ในบริเวณเอเชียตอนใต้ ชาวอินเดียได้นำขิงเข้าไปจำหน่ายในทวีปยุโรป ประมาณศตวรรษที่ 7 ได้มีผู้นำเข้าไปจำหน่ายในประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว ขิงเป็นเครื่องเทศและยาที่จำเป็น ถึงวันนี้มันก็ยังคงใช้ในตะวันออกและตะวันตกด้วยเหตุผลเดียวกันคือเป็นอาหารและยารักษาโรค

ผักกาดหัว หรือ หัวไชเท้า

บริเวณที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมมากคือทางด้านตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจรดทะเลแคสเปียน มีการปลูกผักกาดหัวในพื้นที่แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อประมาณ 2,000 ปี ก่อนคริสตกาล และแพร่หลายมายังประเทศจีน เมื่อประมาณ 500 ปี ก่อนคริสตกาล จากนั้นแพร่หลายเข้าไปในประเทศญี่ปุ่น ราวปี ค.ศ. 700

นี่เป็นตัวอย่างของประวัติผักในจานที่คุ้นเคยกันดี เห็นไหมว่า ต่างก็เป็นผักที่นำเข้ามาจากต่างถิ่นทั้งนั้น บางคนอาจไม่นึกว่าบางอย่างมาจากคนละซีกโลก ด้วยกินกันจนคิดว่ามันก็เป็นผักที่อยู่ในแถบนี้นี่แหละ การค้นพบพืชผักในโลกใหม่ทำให้วัฒนธรรมการกินเปลี่ยน  อาหารบนโลกนี้ค่อยๆ ปรับจนมีหลากหลายเมนูและรสชาติ ตลอดจนยังสร้างค่านิยมการกินใหม่ขึ้นอีกด้วย

ผักในจานอาหารของผู้ชาย

เคยมีค่านิยมผ่านคำกล่าวที่ว่า ผู้ชายกินเนื้อ ผู้หญิงกินผัก ผู้ชายได้รับอิทธิพลจากค่านิยมการกินเก่าๆ ที่ว่าถ้าเป็นชายจริงต้องกินเนื้อ โดยเฉพาะเนื้อวัวอย่างสเต๊ก ซึ่งโชว์ความแมนเหนือชาย ในบางสังคมผู้ชายกินผักถูกมองว่าเป็นผู้ชายอ่อนโยน ขี้อาย ไม่ค่อยสนใจเรื่องทางเพศ อ่อนด้อยประสบการณ์เกี่ยวกับผู้หญิง ไม่แมน มากกว่าที่มองว่ารักสุขภาพ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายชาวตะวันตกยังได้รับอิทธิพลในเรื่องการกินและส่งผลมาเป็นพฤติกรรม จากคำกล่าวที่ว่า ผู้ชายต้องกินเนื้อ โดยเฉพาะเนื้อบริเวณกล้ามเนื้อที่ยังคงถูกปรุงเป็นชิ้นๆ สำหรับชายชาวอเมริกันแล้ว เนื้อแดงสำคัญที่สุดและแม้ว่าถั่วเหลืองจะมีโปรตีนมากก็ไม่ใช่คำตอบเพราะให้ภาพที่อ่อนแอบอบบาง ไม่แมน ชายชาวตะวันตกเลือกที่จะกินสิ่งที่พวกเขาคิดว่ามันมีพลังจริงๆ

อำนาจความเป็นชายที่แสดงออกด้วยการกินเนื้อสัตว์นั้นทรงอิทธิพลมากในศตวรรษที่ 20 มีรายงานว่าเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สองรัฐบังคับใช้กฎหมายลดการบริโภคเนื้อในภาคประชาชนทั้งในกลุ่มประเทศตะวันตก และเอเชีย เนื้อสัตว์ถูกปันไปยังกองทัพ ทำให้ผู้หญิง เด็ก มักอยู่กับความหิวโหยและกลายเป็นภาพจำในหน้าประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ในยุคที่คนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับสุขภาพ กระแสอาหารมังสวิรัติ (Vegetarian) หรือการกินอาหารประเภทผักและผลไม้ โดยปราศจากเนื้อสัตว์ใหญ่ถือเป็นกระแสที่จุดติดร้อนแรงทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นคนดัง นักกีฬา จนถึงคนธรรมดาสามัญ

มีผลสำรวจจากสถาบันฮอลล์แลนด์ระบุว่า ผู้ชายส่วนใหญ่จะเขินอายหากสั่งอาหารมังสวิรัติ หรืออาหารวีแกนในร้านอาหาร ทว่ามาในปี 2019 นี้ พบแนวโน้มการบริโภคอาหารมังสวิรัติเพิ่มขึ้นทั่วโลก เหล่าชายฉกรรจ์จะได้รับการอนุญาตทางสังคม (Social Permission) ปลดล็อคจากค่านิยมแมนๆ กินเนื้อ

ครั้งหนึ่ง โลกเปลี่ยนเพราะพืชผักมาแล้ว หลังจากที่มีการค้นพบพืชผักในโลกใหม่ ในศตวรรษที่ 15 และผักในจานอีกนี่แหละ ที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญออกมาบอกว่ามันจะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ แต่ว่าทุกคนต้องกินอาหารที่ทำจากผักให้ได้สองมื้อต่อสัปดาห์ตามที่กรีนพีซกล่าว

ผักในจานอาหารที่เราคุ้นเคยกันดีสามารถทำให้โลกไม่เหมือนเดิมได้นะ !

ผักมิได้เพิ่งจะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดถึงขนาดช่วยเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมโลกในยุคโลกร้อน แต่ในอดีตผักก็เคยเปลี่ยนสภาพสิ่งแวดล้อมและอาหารการกินของมนุษย์อย่างใหญ่หลวงมาแล้ว

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?