กระแสอุษาคเนย์ (1) : เรือแตก ซินแบด ยะไข่ และโรฮิงญา
  • Social
  • Aug 3, 2019

ล่าสุดหนังสือพิมพ์ TheDailyStar ในนครธากาบังคลาเทศรายงานว่า มยิ่ง ตู่ (Myint Thu) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเมียนมากล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังจากการประชุมประเด็นโรฮิงญาที่ค่าย Kutupalong ใน Cox’s Bazar บังคลาเทศ  เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2562 ว่า   

“รัฐบาลเมียนมาพิจารณาชาวโรฮิงญาเป็นชาวต่างชาติเท่านั้น”  

​ข้อถกเถียงเชิงประวัติศาสตร์ที่ว่าชาวโรฮิงญาเป็นใครกันแน่? เป็นประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกันมานานแล้ว  เรารับรู้ว่า โรฮิงญาคือคนไร้แผ่นดิน  อพยพไปไหนใครก็ไม่รับ  อยู่ที่ไหนก็ถูกกดขี่ข่มเหง ใช้แรงงานเป็นทาส   เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่อาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมาก ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา  และถูกข่มเหงมากที่สุดในโลกตามข่าวและรายงานด้านสิทธิมนุษยชน 

​ในโลกของชาวเมียนมามิได้แยก “แขกโรฮิงญา”  และ “แขกเบงกาลี”  ตัดขาดออกขาดออกจากกันเหมือนการรับรู้ของโลกภายนอกที่มักมองตัดขาดออกจากกัน แต่โลกของชาวเมียนมาเหมารวมว่าเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ในสื่อสิ่งพิมพ์ของรัฐบาล และสิ่งพิมพ์ท้องถิ่นที่นำเสนอข่าวโรฮิงญามักพาดหัวข้อข่าวว่า “ชาวเบงกาลีหรือโรฮิงญา” ซึ่งช่วยเน้นย้ำให้เห็นว่า สังคมเมียนมากำหนดให้คนสองคนนี้เป็นคนเดียวกัน

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อเป็นการสลายชาติพันธุ์นิยมโรฮิงญา  ด้วยเชื่อว่า หากมีการรับรองการมีอยู่จริงของชนชาติ ในอนาคตชาวโรฮิงญาอาจจะได้สิทธิอื่นๆ เช่น การตั้งถิ่นฐาน การแต่งงานแบบถูกต้องตามกฎหมาย ตลอดจนการขอเขตการปกครองตนเอง  จนส่งผลให้ชาติโรฮิงญามีความเข้มแข็งขึ้นและหันกลับมาท้าทายชาติเมียนมาต่อไป

​ความเป็นชาติพันธุ์โรฮิงญาจึงถูกปฏิเสธต่อต้าน โดยการปลุกระดมให้รักษาความบริสุทธิ์ทางชาติพันธุ์  กีดกันกลุ่มคนที่มีศาสนาหรืออัตลักษณ์ชาติพันธุ์ที่แปลกแยกผิดพวกไปจากตน จากสภาวะดังกล่าวทำให้โรฮิงญากลายเป็นคนไร้รัฐ บางส่วนต้องร่อนเร่พเนจรไปในมหาสมุทรอินเดียตามที่เป็นข่าววิกฤตโรฮิงญา  ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ประวัติศาสตร์ของโรฮิงญาในสื่อของกองทัพเมียนมาถูกอธิบายอย่างกระชับ เทียบกับภาพเหตุการณ์ชาวฮูตูที่ลี้ภัยจากประเทศรวันดาเข้ามาในประเทศแทนซาเนียในช่วง ค.ศ. 1994-96 ซึ่งเป็นเหมือนชาวโรฮิงญาหรือแขกเบงกาลีที่เจ้าอาณานิคมอังกฤษนำเข้ามาเป็นแรงงานในเมียนมาหลังจากที่อังกฤษยึดดินแดนเมียนมาตอนล่างได้  โดยพยายามตอบโต้ว่า มุสลิมโรฮิงญามิได้มีถิ่นฐานมาตุภูมิอยู่ในรัฐยะไข่ของเมียนมา และเป็นเพียงแค่คนอพยพจากเบงกอลในยุคอาณานิคมอังกฤษ ซึ่งมิได้มีความเก่าแก่หรือโดดเด่นอะไรในประวัติศาสตร์เมียนมา เป็นเพียงแค่กลุ่มคนที่อพยพขยายดินแดนเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ทำกิน

​นั่นคือเรื่องเล่ากระแสหลักในสื่อเมียนมา ในขณะที่คนโรฮิงญาเขาก็มีเรื่องเล่าของเขาเหมือนกัน ในเรื่องเล่าประวัติศาสตร์โรฮิงญามีโครงเรื่องที่สำคัญ 4 แบบ

​เรือแตก

​เล่าว่าในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8 บรรพบุรุษชาวโรฮิงญาเป็นชาวอาหรับออกเดินทางผจญภัยมาในมหาสมุทรแต่เกิดเรือแตกมาขึ้นฝั่งที่ชายฝั่งอาณาจักรยะไข่โบราณ ต่อมาชาวอาหรับกลุ่มดังกล่าวได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารกษัตริย์แห่งยะไข่และกษัตริย์ยะไข่พระราชทานที่ดินให้อยู่อาศัย บางส่วนได้เข้าไปรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทกษัตริย์ยะไข่

​กะลาสีซินแบดและโรเวนญา

เล่าเรื่องคล้ายนิทานอาหรับราตรี  เรื่องของกะลาสีเรือชื่อ ซินแบด ผู้เคยเดินทางไปเจอกับเรื่องแปลกๆ มากมาย ทั้งเวทมนตร์ พ่อมด เกาะวิเศษ สมบัติ มนตร์ดำ ฯลฯ ซินแบดต้องผจญภัยถึงเจ็ดครั้ง เขาเล่าเรื่องการผจญภัยของตัวเองให้พระราชาฟัง เพื่อให้รอดจากการถูกประหาร ในขณะที่โรเวนญาซึ่งเป็นชาวอาหรับกลุ่มหนึ่งเดินทางผจญภัยทางทะเลเหมือนซินแบดต่อมาได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารกษัตริย์ยะไข่ ต่อมาคือต้นวงศ์โรฮิงญา

​รัฐโรฮัง

​เล่าว่าอย่างน้อยช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15-18 มีรัฐโรฮังเป็นประเทศราชของอาณาจักรยะไข่โบราณ  เรื่องที่นิยมนำมาเล่าคือ เรื่องกษัตริย์โรฮังส่งเจ้าชายชาห์อะลีพร้อมด้วยบริวารอีก 1000 คน มาร่ำเรียนศิลปวิทยาการในราชสำนักยะไข่   เรื่องนี้ต้องการยืนยันว่ารัฐโรฮังมีเจ้าเมืองปกครองและมีชาวพื้นเมืองคือโรฮิงญาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรยะไข่โบราณ

​ชาห์ศูชา

​เล่าว่า ในปีค.ศ. 1658 เกิดสงครามชิงอำนาจของราชวงศ์โมกุลในอินเดีย  สงครามแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย  ฝ่ายหนึ่งคือ ชาห์ จาฮาน และดาราห์ ส่วนอีกฝ่ายคือทัพกบฏของ ออรังเซบ และมูรัด ออรังเซบและมูรัด มีข้อตกลงกันว่าหลังจากโค่นบัลลังก์ของบิดาได้เมื่อไหร่ ทั้ง 2 จะแบ่งดินแดนกันปกครอง

ออรังเซบเป็นนักรบที่เข้มแข็งมาก กองทัพของเขาได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี  ศึกสายเลือดนี้ดำเนินไปเพียง 2-3 เดือนเท่านั้น   ทัพกบฏของออรังเซบและมูรัดก็เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ  ออรังเซบสั่งประหารดาราห์ พระเชษฐาองค์โตของพระองค์เอง จากนั้นสั่งคุมขังชาห์ จาฮาน ผู้เป็นพระบิดา 

ยังไม่จบเพียงเท่านั้น  ออรังเซบยังหักหลังมูรัด พระอนุชาของพระองค์ที่เป็นพันธมิตรร่วมรบกันมาและคิดวางแผนสังหารชาห์ศูชาพระเชษฐาองค์รองซึ่งปกครองแคว้นเบงกอล เมื่อชาห์ศูชาล่วงรู้แผนการจึงรวบรวมบริวารลี้ภัยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารกษัตริย์ยะไข่คือพระเจ้าจันทสุธัมมะ ใน ค.ศ. 1661 หลังจากนั้นไม่นานนัก พระเจ้าจันทสุธัมมะ (ค.ศ.1652-74) ขอพระธิดาของชาห์ศูชานามว่า อมีนาเป็นบาทบริจาริกา

เรื่องเล่านี้ต้องการอ้างว่าบรรพบุรุษโรฮิงญาเกี่ยวข้องกับชาห์ศูชาและบริวารที่ลี้ภัยกษัตริย์ออรังเซบแห่งราชวงศ์โมกุลเข้ามาในอาณาจักรยะไข่โบราณ 

​เรื่องเล่าดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในสื่อออนไลน์และออฟไลน์ของโรฮิงญา  เมื่อชาวโรฮิงญาถูกเตะตกขอบจากความเป็นคนในประเทศเมียนมาตามกฎหมายสัณชาติเมียนมา ค.ศ. 1982 ที่กีดกันและปฏิเสธตัวตนคนโรฮิงญา ทำให้พวกเขาต้องหันมาต่อสู้เอาตัวรอดพร้อมขยายแนวร่วมฟื้นฟูอัตลักษณ์เพื่อสร้างความโดดเด่นทางชาติพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับเข้าไปค้นหาอัตลักษณ์  

พวกเขาอ้างตำนานและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ของเขา   เชื่อมโยงกับความรุ่งเรืองของอาณาจักรยะไข่หรืออาระกันในอดีตแม้ว่าจะประสบความยากลำบากในการค้นหาอัตลักษณ์ที่โดดเด่นเพราะถูกล้อมประชิดด้วยวัฒนธรรมเบงกอลและวัฒนธรรมเมียนมาแต่ก็มีความพยายามที่จะค้นหาลักษณะร่วมทางวัฒนธรรม เช่น การผสมผสานระหว่างยะไข่ อาหรับและจิตตะกองในบังคลาเทศ  

​ถึงกระนั้น  เรื่องเล่าของพวกเขาถูกโจมตีว่าเป็นอัตลักษณ์ใหม่ที่ปลอมแต่ง หลอกลวง มิได้เป็นอัตลักษณ์ที่มีต้นรากเก่าแก่ในดินแดนเมียนมาที่จะสามารถสืบไปในอดีตได้และเป็นอัตลักษณ์ที่มองว่าเป็นของแสลง   เนื่องจากเป็นชาติพันธุ์ที่แปลกแยกจากชาวเมียนมาอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ ภาษา วัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนา ที่มองว่าเป็นคู่แข่งขันของศาสนาพุทธ   อย่างไรก็ดี เรื่องเล่าของทั้งสองฝ่ายก็มิได้ช่วยแก้ปัญหาโรฮิงญาได้เลย แต่กลับกลายเป็นอาวุธที่ทั้งสองฝ่ายต่างงัดง้างนำมาประหัตประหารกัน เพื่ออ้างสิทธิความชอบธรรมของตน

​ความเข้าใจในแง่ลบ มายาคติหรือการเหยียดเชื้อชาติจึงยังมีมาให้เราได้เห็นได้ยินตลอดเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้และในที่สุด คริสต์ศตวรรษที่ 21 พวกเขาก็ถูกรัฐบาลเมียนมาพิพากษาว่าเป็น “ชาวต่างชาติ” (foreigner) ในบ้านตัวเอง

 

หมายเหตุ: กระแสอุษาคเนย์เป็นการบอกเล่าเรื่องราวเชิงสังคม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม รวมทั้งความเป็นไปของผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อให้รู้เขา-เข้าใจเราให้มากขึ้นทุกอาทิตย์เว้นอาทิตย์

จนถึงวันนี้ชาวโรฮิงญาก็ถูกรัฐบาลเมียนมาพิพากษาว่าเป็น “ชาวต่างชาติ” (foreigner) อยู่

นักข่าวปริมณฑลที่ชอบบอกใครต่อใครว่าเป็นพวกรักสบาย แต่ไม่ค่อยชอบอยู่ติดโต๊ะทำงาน สนใจความเป็นไปของสังคมทั้งที่เป็นเรื่องควรรู้ และเรื่องที่ต้องรู้

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?