เปลี่ยนความพิการบนใบหน้าเป็นรอยยิ้ม
  • Social
  • Dec 23, 2019

มีคนไทยมากกว่า 1,100 ราย/ปี ที่ต้องต่อสู้กับความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะขั้นรุนแรง และจำเป็นต้องเข้ารับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ป่วยมากกว่าครึ่งกลับขาดโอกาสเข้าถึงการรักษาที่ตรงจุดหรือทันท่วงที เสี่ยงต่อการพิการตลอดชีวิต 

ความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ เป็นอีกหนึ่งกลุ่มโรคที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ที่เป็นอย่างมาก กลุ่มอาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้ด้วยหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นอาการที่มีมาตั้งแต่กำเนิด เกิดจากอุบัติเหตุที่รุนแรง หรือแม้แต่เนื้องอกที่เกิดขึ้นภายหลัง

ลักษณะความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดคือ “ปากแหว่งเพดานโหว่” ซึ่งอาการที่ถือว่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับโรคอื่นๆ ที่เป็นขั้นรุนแรง อาทิ โรครอยเชื่อมของกะโหลกศีรษะเชื่อมเร็วกว่าปกติจนรัดสมองส่งผลให้สมองพิการ โรคกระบอกตาเชื่อมเร็วกว่าปกติ ทำให้ลูกตาที่กำลังเจริญเติบโตโปนออกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งหลับตาไม่สนิท และอาจนำไปสู่การตาบอดได้ 

นี่เป็นเพียงตัวอย่างอาการที่มาจากความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะขั้นรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านถึง 12 แขนง

ไม่ว่าจะเป็นการรักษาทางกายภาพ อย่างศัลยแพทย์ตกแต่ง ศัลยแพทย์ผ่าตัดสมอง แพทย์ด้านจักษุ โสต ศอ นาสิก กุมารแพทย์ แพทย์ทางพันธุกรรม ทันตแพทย์ รังสีแพทย์ วิสัญญีแพทย์ นักฝึกพูด ไปจนถึงการดูแลทางด้านจิตใจจากนักจิตวิทยา และนักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ

ทว่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องการแก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะที่ครบวงจรที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มีอยู่แค่ที่ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในกรุงเทพฯ ทำให้ผู้ป่วยในต่างจังหวัดที่มีสัดส่วนถึง 60.7% ของผู้ป่วยโรคนี้ทั้งหมด ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่ตรงจุด เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษา การเดินทางที่ยากลำบากและค่าใช้จ่ายสูง รวมไปถึงความรู้สึกกลัวหรือประหม่าเมื่อต้องเดินทางไกลจากภูมิลำเนาของตัวเอง

ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “โครงการคลินิกเคลื่อนที่แบบสหสาขาวิชาชีพ” ที่ลดอุปสรรคของผู้ป่วยด้วยการให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเดินทางไปในพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อทำการรักษาแทน โดยผู้ป่วยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

“ดีใจที่ลูกได้มารับการรักษาตรงนี้ ขอบคุณที่ให้โอกาสเด็กๆ ที่ประสบปัญหานี้ โดยเฉพาะคนที่มีฐานะอาจจะยากจน ไม่มีโอกาสการรักษา เพราะการผ่าตัดเสียค่าใช้จ่ายหลักแสน” 

ความรู้สึกของ ละอองดาว ชาญประเสริฐ ผู้ปกครองของเด็กหญิงวัย 9 ปี ที่เป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่มาตั้งแต่กำเนิด ที่เข้าร่วมโครงการคลินิกเคลื่อนที่ฯ​ ในครั้งนี้ 

เธอเล่าว่า รู้จักโครงการนี้จากการที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สืบค้นข้อมูลจากทะเบียนราษฎร์พบว่าลูกสาวของมีอาการผิดปกติ จึงได้รับการติดต่อจากทีมงาน ทำการนัดหมายวันเวลา ก่อนจะมีรถมารับเพื่อเดินทางมาพบแพทย์ พร้อมให้ค่าเดินทางในการเดินทางมารับการรักษาที่โรงพยาบาลแต่ละครั้ง ทำไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในการรักษา ทั้งยังมีการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ต่อเนื่องทำให้วางใจเรื่องสุขภาพของลูกว่าจะมีโอกาสหาย และใช้ชีวิตสะดวกขึ้นจากเดิมมาก

เบื้องหลังรอยยิ้มของผู้ป่วย คือการร่วมแรงร่วมใจของผู้ที่มีจิตกุศล ทั้งภาครัฐ เอกชน บริษัท ห้างร้านต่างๆ ที่เข้ามาสนับสนุนงบประมาณ ทั้งในรูปแบบของการระดมทุน และการรับบริจาค อาทิ สำนักงานจัดหารายได้สภากาชาดไทย คณะภริยาทูต การจัดคอนเสิร์ตการกุศลของกมลา สุโกศล มูลนิธิเพื่อพลังงานไทย และอีกมากมาย

หนึ่งในองค์กรภาคเอกชนที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานโครงการคลินิกเคลื่อนที่แบบสหสาขาวิชาชีพครั้งที่2 ปี 2562 ที่จัดขึ้น ณ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จ.เชียงราย คือ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จํากัด (มหาชน) ที่นอกจากจะช่วยบริจาคเงินสมทบเพื่อช่วยเหลือมาตลอดโครงการ ยังมีทีมจิตอาสาจากบุคลากรของกัลฟ์ เดินทางมาช่วยทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการจัดคิวเข้าพบแพทย์ จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวก ของที่ระลึก รวมถึงดูแลกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งโครงการด้วยความสมัครใจ ทำให้การดำเนินงานต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นตามวัตถุประสงค์ 

“เราก็ได้การตอบรับที่ดีมาก ผู้ป่วยและญาติเขามีความสุขที่เราไปหา เขามีความอบอุ่นในด้านจิตใจ เพราะไม่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไม่เสียเวลาลางานมาก แล้วก็มีความมั่นใจ เพราะเข้ากรุงเทพทีหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับคนต่างจังหวัด” 

ศ.กิตติคุณ นายแพทย์จรัญ มหาทุมะรัตน์ หัวหน้าศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ สะท้อนถึงการตอบรับที่ดีจากผู้เข้าร่วมโครงการคลินิกเคลื่อนที่ฯ 210 ราย ที่ได้รับการตรวจรักษาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการที่จังหวัดบุรีรัมย์ในปี 2561และจังหวัดเชียงรายในปี 2562 นี้ 

โดยในอนาคตอันใกล้ จะมีการขยายพื้นที่ให้บริการคลินิกเคลื่อนที่แบบสหสาขาวิชาชีพไป ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ศ.กิตติคุณ นายแพทย์จรัญ ยังย้ำอีกว่าสำหรับในจังหวัดที่คลินิกเคลื่อนที่ไปถึงก่อนหน้านี้ จะมีการติดตามการรักษา หรือเดินทางไปรักษาซ้ำ โดยจะพิจารณาเป็นรายๆ ตามอาการต่อไป

การร่วมแรง ร่วมใจของหน่วยงานทุกภาคส่วนในประเทศ ทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน คือจุดเริ่มต้นการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ทุกคนควรได้รับ เป็นที่มาของความหวัง รอยยิ้ม และเป็นการสื่อสารกับผู้ที่ต้องเผชิญกับความพิการบนในหน้าและกะโหลกศีรษะทุกคนว่า พวกเขาไม่ได้เผชิญกับปัญหานี้เพียงลำพัง 

"โครงการคลินิกเคลื่อนที่แบบสหสาขาวิชาชีพ" เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ และองค์กรที่มีจิตกุศล ร่วมสนับสนุนการเดินหน้ารักษาผู้พิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นักเขียนผู้มีใบผู้ประกาศการันตี สนใจเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับการเงิน และการลงทุน รวมทั้งพยายาม เวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์ ให้กับตัวเอง และคนรอบข้าง