คนไทยควรรู้! 4 เรือพระที่นั่งใน "ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค"
  • Social
  • Dec 11, 2019

ภาพความยิ่งใหญ่และงดงามของ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ที่จัดริ้วขบวนได้ตรงตามรูปแบบโบราณราชประเพณีทุกกระเบียดนิ้ว กำลังอวดโฉมสู่สายตาชาวโลกบนผืนน้ำสายสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ อย่าง ‘แม่น้ำเจ้าพระยา’ ในช่วงบ่ายของวันที่ 12 ธันวาคม 2562

เดิมทีขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นริ้วขบวนเรือพระราชพิธีที่จัดขึ้นสำหรับพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ เช่นการเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี , การต้อนรับทูตานุทูตประเทศต่างๆ และประกอบในพระราชพิธีสำคัญอย่างเช่น พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน  พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นต้น มีข้อมูลพบว่าประเพณีนี้มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และสืบทอดต่อกันมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ แสดงถึงวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิต และความผูกพันของผู้คนที่อาศัยอยู่ติดริมแม่น้ำ 

สำหรับความตระการตาของขบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่เกิดขึ้นในปี 2562 นี้ จะมีเรือในพระราชพิธีตามริ้วขบวนทั้งหมดจำนวน 52 ลำ จัดเป็น 5 สาย แต่มีสายหนึ่งที่มีความพิเศษมากกว่าสายอื่น เรียกว่า ริ้วสายกลาง ประกอบไปด้วยเรือพระที่นั่ง 4 ลำที่สำคัญที่สุดในขบวนฯ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์, เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช, เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9

โดยเรือแต่ละลำจะถูกตกแต่งให้สง่างามที่สุด และจัดผังขบวนเรือตามรูปแบบโบราณราชประเพณีดั้งเดิม โดยลำแรกเป็นเรืออนันตนาคราช เป็นเรือทรงผ้าไตร อัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์มาประดิษฐาน ซึ่งเป็นพระมงคลที่นำขบวนในทุกๆ ครั้ง ส่วนลำที่สองคือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถัดมาเรือลำที่สามคือ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นของสมเด็จพระบรมวงศ์ และลำที่สี่ คือ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เป็นเรือพระที่นั่งสำรอง นอกจากนี้ก็ยังมี "เรืออีเหลือง (เรือกลองนอก)" และ "เรือแตงโม (เรือกลองใน)" พร้อมด้วยเรือตำรวจ 3 ลำ เรือแซงอีก 1 ลำ ร่วมในริ้วขบวนสายนี้ด้วย 

ก่อนที่จะไปชมขบวนเรือพระราชพิธีของจริงในวันจริง อยากชวนคนไทยมาทำความรู้จักเรือพระที่นั่งสำคัญๆ เหล่านี้กันสักหน่อย เผื่อใครมีเพื่อนชาวต่างชาติจะได้อธิบายข้อมูลความรู้เหล่านี้ให้เพื่อนๆ ฟังได้อย่างถูกต้อง

- เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ -

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ลำปัจจุบัน สร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อพุทธศักราช 2454 โดยตั้งชื่อตามเรือพระที่นั่งโบราณของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา อีกทั้งเป็นความภาคภูมิใจของพสกนิกรชาวไทยโดยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ได้รับรางวัลยกย่องให้เป็นเรือมรดกโลก จากองค์กร World Ship Trust เมื่อปี พ.ศ. 2535

หัวเรือพระที่นั่งมีโขนเรือรูปหัวของหงส์สง่า ลำตัวเรือทอดยาวคือส่วนตัวหงส์ จำหลักไม้ลงรักปิดทองประดับกระจก มีพู่ห้อย ปลายพู่เป็นแก้วผลึก ภายนอกทาสีดำ ท้องเรือทาสีแดง ตอนกลางลำเรือมีที่ประทับเรียก ราชบัลลังก์กัญญา สำหรับพระเจ้าอยู่หัวหรือพระราชวงศ์ชั้นสูง
ความยาวของเรือยาวกว่าเรือพี่นั่งทุกลำถึง 46.15 เมตร กว้าง 3.17 เมตร ลึกจนถึงท้องเรือ 94 เซนติเมตร กินน้ำลึก 41 เซนติเมตร น้ำหนัก 15 ตัน ใช้กำลังพลประกอบด้วย ฝีพาย 50 คน นายเรือ 2 คน นายท้าย 2 คน คนถือธงท้าย 1 คน พลสัญญาณ 1 คน คนถือฉัตร 7 คน คนขานยาว 1 คน คนขานยาวทำหน้าที่ในการร้องขานเพลงเรือโดยฝีพายจะร้องเห่เรือพร้อมกันไปตามจังหวะร่วมกับเรือลำอื่นๆ

- เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช -

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชลำแรกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 พุทธศักราช 2367 - 2394 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชลำปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ 6 พุทธศักราช 2453 - 2468 และเริ่มใช้ครั้งแรกหลังจากสร้างลำปัจจุบันเมื่อวันที่ 14  เมษายน 2457 โดยที่มาของชื่อเรือมาจากคำภาษาสันสกฤตว่า อนนฺตนาคราชะ มาจากคำ 3 คำ คือ ‘อนนฺตะ’ ที่แปลว่า ไม่สิ้นสุด นิรันดร ส่วน‘นาคะ’ แปลว่า นาค หรือ งู และ ‘ราชะ’ แปลว่า เจ้านาย หรือพระราชา คัมภีร์ปุราณะของอินเดียกล่าวว่า อนันตะอาศัยอยู่ลึกลงไปกว่าโลกบาดาลทั้ง 7 ชั้น และแบกโลกทั้งหมดไว้บนเศียร ซึ่งมีเจ็ดเศียรและอยู่ในโลกบาดาลชั้นที่ 7 อนันตะปกครองนาคทั้งหลาย

ลักษณะหัวเรือเป็นรูปพญานาค 7 เศียร ลงรักปิดทองประดับกระจก ท้องเรือภายในทาสีแดง ภายนอกทาสีเขียว กลางลำเรือเป็นบุษบกประดิษฐานพระพุทธรูปหรือผ้าพระกฐิน เรือมีขนาดความยาว 44.85 เมตร กว้าง 2.58 เมตร ลึกถึงท้องเรือ 87 เซนติเมตร กินน้ำลึก 31 เซนติเมตร ใช้กำลังพลประกอบด้วย ฝีพาย 54 คน นายเรือ 2 คน นายท้าย 2 คน คนถือธงท้าย 1 คน พลสัญญาณ 1 คน คนถือฉัตร 7 คน คนถือบังสูรย์-พัดโบก-พระกลด 3 คน และคนเห่เรือ 1 คน

- เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ -

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 พุทธศักราช 2411 - 2453 สำหรับที่มาของเรืออเนกชาติภุชงค์นั้น มาจากคำภาษาสันสกฤตว่า อเนกะชาตะภุชงฺคะ แปลว่า งูหลากหลายชนิด คำว่าภุชงฺคะ มีความหมายเดียวกับนาคะหรือเรียกว่า นาค บางครั้งก็ปรากฏในพระพุทธศาสนาด้วย นาคที่เป็นเทพหรือทิพยนาคเป็นตัวแทนแห่งพลังอำนาจ ความรอบรู้ และความอุดมสมบูรณ์

ลักาณะเด่นของเรือชนิดนี้คือ ลำเรือภายนอกทาสีชมพู ท้องเรือภายในทาสีแดง หัวเรือลงรักปิดทองลายรดน้ำเป็นรูปนาคตัวเล็กๆ จำนวนมาก ตอนกลางลำเรือมีราชบัลลังก์กัญญา ซึ่งเป็นที่ประทับเปลื้องเครื่องหรือเปลื้องพระชฎามหากฐินของพระเจ้าอยู่หัวก่อนเสด็จขึ้นหรือลงเรือพระที่นั่งอีกลำ

เรือมีขนาดความยาว 45.67 เมตร กว้าง 2.91 เมตร ลึกถึงท้องเรือ 91 เซนติเมตร กินน้ำลึก 46 เซนติเมตร น้ำหนัก 7.7 ตัน กำลังพลประกอบด้วย มีฝีพายมากถึง 61 คน นายเรือ 2 คน นายท้าย 2 คน คนถือธงท้าย 1 คน พลสัญญาณ 1 คน คนถือฉัตร 7 คน คนขานยาว 1 คน คนขานยาวทำหน้าที่ในการร้องขานเพลงเรือ โดยฝีพายจะร้องเห่เรือพร้อมกันไปตามจังหวะร่วมกับเรือลำอื่นๆ

- เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 -

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ สร้างขึ้นครั้งสมัยรัชกาลที่ 3 พุทธศักราช 2367 -  2394 ต่อมาเรือพระที่นั่งชำรุดหนักไม่สามารถใช้การได้ จนมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 ทางกองทัพเรือได้มีการสร้างเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณลำใหม่ขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาส พระราชพิธีกาญจนาภิเษกในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2539 โดยกองทัพเรือร่วมกับกรมศิลปากร ได้นำโขนเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 และ รัชกาลที่ 4 มาเป็นต้นแบบ เมื่อแล้วเสร็จจึงมีการตั้งชื่อเรือโดยเติมคำว่ารัชกาลที่ 9 เพิ่มเข้าไปและเรียกขานกันว่า เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 

หัวเรือเป็นรูป ครุฑ หรือ พญาครุฑ ซึ่งเป็นพาหนะของพระวิษณุ เบื้องใต้ครุฑเป็นช่องสำหรับปืนใหญ่ ตัวเรือหลังลงรักปิดทองประดับกระจก กลางลำเรือทอดบัลลังก์กัญญาและมีแท่นประทับ ซึ่งพระวิษณุ เป็นเทพเจ้าแห่งการพิทักษ์รักษา ที่มีครุฑกับนาคที่เป็นศัตรูกัน แต่ทั้งสองก็รับใช้พระวิษณุ ครุฑเจ้าแห่งนกทั้งหลาย เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังของท้องฟ้า นาคเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังของน้ำ เมื่อพระวิษณุอยู่เหนือครุฑและนาค ย่อมแสดงว่าพระองค์ทรงมีพลังในการพิทักษ์ปกป้องโลกทั้งมวล

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 มีความยาว 44.30 เมตร กว้าง 3.20 เมตร ลึกถึงท้องเรือ 1.10 เมตร กินน้ำลึก 40 เซนติเมตร น้ำหนัก 20 ตัน ใช้กำลังพลประกอบด้วย ฝีพาย 50 คน นายเรือ 2 คน นายท้าย 2 คน คนถือธงท้าย 1 คน พลสัญญาณ 1 คน คนถือฉัตร 7 คน และคนเห่เรือ 1 คน

นอกจากเรือพระที่นั่งเหล่านี้แล้วก็ยังมีเรือประเภทอื่นๆ ในริ้วสายกลางที่คนไทยและชาวต่างชาติจะได้ยลโฉมกัน เช่น "เรือกลองนอก (อีเหลือง)" อยู่หน้าสุดของริ้วสายกลาง เป็นเรือบรรทุกนักดนตรีและเครื่องดนตรีสำหรับบรรเลงเพลงเห่เรือ ถัดมาเป็น "เรือกลองใน (แตงโม)" มีเครื่องดนตรีปีชวาและกลองแขกสำหรับบรรเลงเพลงเช่นกัน เรือทั้งสองชนิดนี้เป็นเรือสำหรับผู้บัญชาการขบวนเรือซึ่งจะลอยลำอยู่บริเวณกลางขบวน

สำหรับเรืออีเหลืองและเรือแตงโมไม่พบหลักฐานการสร้าง พบแค่หลักฐานการซ่อมครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2524 โดยการเปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ชำรุดตามกาลเวลา ซ่อมแซมทาสีใหม่บางส่วนอีกเล็กน้อย

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของเรือพระที่นั่งและเรือประกอบลำอื่นๆ ที่จะร่วมอยู่ใน ขบวนเรือริ้วสายกลาง เรือแต่ละลำออกแบบและก่อสร้างอย่างประณีตบรรจงแสดงถึงฝีมือและภูมิปัญญาของช่างหลวงหลากหลายแขนง ถือเป็นริ้วขบวนเรือพระราชพิธีที่จัดได้ว่าหาชมได้ยาก หากไม่ได้ชมครั้งนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้ชมอีกครั้งเมื่อไหร่ จริงไหม?

เรื่อง: เบญจวรรณ​ บั้งจันอัด​

ภาพ: NationPhoto, Phralan.in.th

ที่มา: http://www.phralan.in.th/coronation/finalceremonies.php

ความตระการตาของขบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่เกิดขึ้นในปี 2562 นี้ จะมีเรือในพระราชพิธีตามริ้วขบวนทั้งหมดจำนวน 52 ลำ จัดเป็น 5 สาย แต่มีสายหนึ่งที่มีความพิเศษมากกว่าสายอื่น เรียกว่า ริ้วสายกลาง ประกอบไปด้วยเรือพระที่นั่ง 4 ลำที่สำคัญที่สุดในขบวนฯ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์, เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช, เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9

นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ที่ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนทั้งในแพลตฟอร์มหนังสือพิมพ์และออนไลน์ ชอบท่องโลกกว้างเป็นชีวิตจิตใจ ไม่พลาดที่จะค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากการกิน ดื่ม เที่ยว ไปพร้อมกับเพิ่มทักษะ Self-Development ในทุกๆ จังหวะของชีวิต

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?