ไขปริศนาหญ้าทะเลที่ "เกาะลิบง" ต้นทางอนุรักษ์ "พะยูน"
  • Social
  • Oct 5, 2019

ไม่กี่วันที่ผ่านมา คนไทยได้รับข่าวร้ายเกี่ยวกับการตายของพะยูนอีกครั้ง เมื่อ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้โพสต์ลงในเฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat ว่า "พะยูนตายอีกแล้วครับ นับเป็นตัวที่ 21 ในปีนี้ มากที่สุดเป็นประวัติการณ์" สร้างความเสียใจให้นักอนุรักษ์ทั่วประเทศอีกระลอก โดยเฉพาะชาวเกาะลิบง จ.ตรัง ที่รู้สึกกังวลและเป็นห่วงต่อสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้ เนื่องจากเกาะลิบงถือเป็นถิ่นที่อยู่ของพะยูนที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย และชาวบ้านก็มีความผูกพันกับพะยูนมายาวนาน

โดยปกติชาวบ้านก็รู้สึกหวงแหนและช่วยกันอนุรักษ์พะยูนอยู่แล้ว เพราะทราบดีว่าพื้นที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่มีสิ่งล้ำค่าอย่างสัตว์ทะเลหายากชนิดนี้ที่ควรแก่การอนุรักษ์และรักษาไว้ จึงเกิดการตั้งกลุ่มอาสาพิทักษ์ดุหยง (พะยูน) ขึ้น นำโดย สุเทพ ขันชัย หัวหน้าทีมอาสาพิทักษ์ดุหยง เกาะลิบง จ.ตรัง โดยชาวบ้านได้ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ที่เข้ามาสนับสนุนและช่วยเสริมการทำงานด้านวิจัยชุมชน เพื่อวางแนวทางการอนุรักษ์พะยูนได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนและมีให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ จากความร่วมมือนี้จึงเกิดเป็น โครงการวิจัยแนวทางการอนุรักษ์พะยูนโดยชุมชนเกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ที่มีการทำงานมาตั้งแต่ปี 2558 แล้ว เมื่อมีเหตุการณ์พะยูนเสียชีวิตจำนวนมากของปี 2562 นี้ (รวมถึงมาเรียมและยามีลด้วย) ก็ยิ่งทำให้ชาวเกาะลิบงตระหนักและตื่นตัวในการอนุรักษ์มากขึ้น จริงจังมากขึ้น

  • เมื่อชาวบ้านลุยด้วย การอนุรักษ์ก็ไปได้ดี

สุเทพ เล่าว่าเมื่อแรกเริ่มที่ชุมชนมีโครงการวิจัยฯ นี้ขึ้น ก็ช่วยให้ชาวบ้านสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พะยูนในพื้นที่เกาะลิบงได้ตรงเป้ามากขึ้น มีการแบ่งทีมอาสาฯ ลงไปสำรวจข้อมูลของชาวบ้านในแต่ละครัวเรือน เพืิ่อให้ทราบถึงเครื่องมือประมงของชาวบ้านว่ามีอะไรบ้าง? เป็นอันตรายต่อพะยูนหรือไม่? อะไรที่เป็นรสาเหตุทำให้พะยูนตายได้บ้าง? และวิธีการอนุรักษ์จะทำได้อย่างไรบ้าง? ที่จะสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนและยังเป็นการเสริมสร้างรายได้ให้ชุมชนได้ด้วย จากนั้นทีมอาสาฯ ก็เริ่มดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พะยูนมาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือที่ดีจากชาวบ้านมาโดยตลอด

แม้แรกๆ จะมีอุปสรรคอยู่บ้าง เนื่องจากชาวบ้านกลัวจะกระทบกับวิถีทำมาหากินโดยเฉพาะอาชีพประมง แต่เมื่อทำความเข้าใจกับชาวบ้านแล้วว่ายังหากินได้ตามปกติ เพียงแต่ขอความร่วมมือว่าให้ใช้เครื่องมือประมงที่ไม่ผิดกฎหมาย และต้องไม่ไปทำอันตรายกับพะยูนและสัตว์ทะเลหายากอื่นๆ เนื่องจากทีมอาสาฯ เคยเดินลาดตระเวนพบว่ามีเต่าตายเพราะติดอวน เมื่อสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านแล้ว ก็นำมาสู่การตั้งกติกาชุมชน เช่น ให้ทำประมงโดยใช้เครื่องมือถูกกฎหมาย, เรือต่างถิ่นที่จะเข้ามาในพื้นที่ต้องชะลอความเร็ว เพราะเกาะลิบงเป็นที่อยู่อาศัยของพะยูน, ห้ามเรือท่องเที่ยวแล่นเข้าหาพะยูน, ปกป้องและอนุรักษ์หญ้าทะเล แหล่งอาหารของพะยูน, ดูแลปัญหาเรื่องขยะทะเล เป็นต้น

  • ขยะทะเล (จากนอกชุมชน) ตัวการใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข

สำหรับเรื่องเครื่องมือประมง ชุมชนเกาะลิบงถือว่าสอบผ่าน! เพราะมีการปรับตัวด้านการทำประมงเพื่อการอนุรักษ์ที่ดี ส่วนปัญหาขยะและหญ้าทะเล ยังคงเป็นปัญหาที่ต้องทำงานต่อเนื่องต่อไป โดยเฉพาะจากข่าวการตายของ มาเรียม ที่พบสาเหตุการตายจากการกินขยะเข้าไป จนทำให้คนเกาะลิบงตกเป็นจำเลยสังคมในเรื่องนี้ ซึ่งจริงๆ แล้ว ขยะทะเลในพื้นที่เกาะลิบงส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากชาวบ้าน แต่เป็นการพัดพามาจากทะเลที่อื่นๆ และส่วนหนึ่งก็ไหลตามแม่น้ำมาจากในตัวเมือง พูดได้ว่าเป็นขยะจากเมืองใหญ่มากกว่าที่จะเป็นขยะจากชาวบ้านที่นี่ เพราะคนที่นี่ระวังเรื่องไม่ทิ้งขยะลงทะเล และมีการเก็บขยะทะเลกันมาตั้งนานแล้ว

"สาเหตุที่มาเรียมตาย ไม่ได้ตายเพราะเครื่องมือประมง ไม่ได้ตายเพราะถูกล่า แต่ตายเพราะกินขยะ พะยูนอีกหลายๆ ตัวก็ตายเพราะท้องอืดจากการกินขยะเป็นส่วนใหญ่เลยครับ ทั้งๆ ที่เราก็เก็บขยะกันตลอด แต่ถึงผมและเพื่อนจะเก็บขยะทะเลทุกวัน เอาตามความจริงเลยนะครับ เราทำกันมาตลอด สุดท้ายคนก็ทิ้งขยะกันมา ไม่รู้ว่าทิ้งมาจากไหนด้วย อย่างกรณีแม่น้ำตรังครับ ขยะไหลมากับแม่น้ำทีหนึ่งไม่รู้เท่าไหร่ ตอนที่ผมไปวางอวนก็มักจะเห็นขยะไหลมาจากทางในเมือง ตามกระแสแม่น้ำมา ถ้ามีใครติด GPS ที่ขยะไว้คือรู้ได้แน่นอนเลยว่าเป็นขยะจากในเมือง" ซากิบ เบ็ญสอาด นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนบ้านบาตูปูเต๊ะ หนึ่งในเยาวชนที่มีส่วนร่วมด้านการอนุรักษ์พะยูนของชุมชนเกาะลิบง เล่าให้เราฟังแบบติดตลก

ซากิบ บอกอีกว่าในส่วนของชาวบ้านชุมชนเกาะลิบง มีการรณรงค์และรักษาความสะอาดให้ทะเลมาตลอด แต่ปัญหาขยะทะเลไม่ใช่ว่าจตะทำแค่ไม่กี่คนแล้วจะเห็นผล มันเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกคนต้องช่วยกัน โดยเริ่มที่ตัวเองและครอบครัวก่อน และถ้าทุกคนๆ คนทำแบบนี้ก็น่าจะแก้ไขปัญหาขยะในภาพรวมไปได้ด้วยดี

"ผมก็เริ่มจากครัวเรือนตัวเองครับ ทำให้ดีที่สุด เก็บขยะ แยกขยะ ไม่ทิ้งขยะเพิ่ม ปกติบ้านผมคือตัวบ้านยื่นออกไปในทะเล ทำยังไงก็ได้ไม่ให้ขยะในบ้านตกลงไปในทะเล ไม่มีใครตั้งใจทิ้งขยะลงทะเลหรอกครับ แต่บางทีมันพลาดพลั้งลงไป เราก็ต้องระวังให้มากขึ้น เริ่มที่ตัวเอง เริ่มที่ครอบครัวครับ เราจะไปคอยบอกให้คนอื่นทำไม่ได้ ก็ต้องเริ่มทำจากตัวเราเอง" 

  • ถ้าหญ้าทะเลเยอะ พะยูนก็เยอะตาม!

ส่วนเรื่อง หญ้าทะเล นี่ก็เป็นอีกอย่างที่คนเกาะลิบงให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ เพราะถือว่าเป็นการอนุรักษ์พะยูนตั้งแต่ต้นทาง เนื่องจากว่าหญ้าทะเลเป็นแหล่งอาหารอย่างเดียวของพะยูน ในชุมชนมีการจัดกิจกรรมฟื้นฟูหญ้าทะเลแหล่งอาหารของพะยูน เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการวิจัยแนวทางการอนุรักษ์พะยูนฯ ที่จะมีผู้รู้มาให้ความรู้เด็กๆ และเยาวชนในพื้นที่เกี่ยวกับหญ้าทะเล การอนุรักษ์หญ้าทะเล และการอนุรักษ์พะยูน เป็นการดึงกลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่เกาะลิบงเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ทำให้ชุมชนเข้มแข็งในด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยาการธรรมชาติและสานต่อการอนุรักษ์ไปยังคนรุ่นต่อไปด้วย

ช่วงปลายปี 2562 นี้ พบว่าแหล่งหญ้าทะเลที่เกาะลิบงที่มีเนื้อที่กว่า 16,000 ไร่ มีแนวโน้มว่ามีปริมาณลดลง ถ้าในอดีตทุ่งหญ้าทะเลแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ 100% ตอนนี้ ณ ปี 2562 มีจำนวนลดลงเหลือ 80%-90% โดยเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น เป็นหน้ามรสุมคลื่นลมแรงทำให้หญ้าทะเลตายและไม่ขยายพันธุ์ , ภาวะโลกร้อน, สารเคมีจากสวนยางหรือโรงงานอุตสาหกรรมในเมือง เป็นต้น ซึ่งข้อมูลนี้ถูกถ่ายทอดออกจากปากของ คนอง แสงสว่าง นักวิจัยเพื่อท้องถิ่น โครงการวิจัยเครือข่ายอนุรักษ์พะยูน จ.ตรัง ที่ทำหน้าที่พาเด็กๆ ในชุมชนมาศึกษาเรียนรู้การอนุรักษ์หญ้าทะเล ในพื้นที่เกาะลิบง

คนอง เล่าให้ฟังว่า หญ้าทะเลที่พบในพื้นที่เกาะลิบงมีมากถึง 11 ชนิด จากทั้งหมดในประเทศไทยพบ 12 ชนิด (อีก 1 ชนิดที่ไม่เจอที่นี่คือ หญ้าตะกานน้ำเค็ม มักจะขึ้นอยู่ฝั่งอ่าวไทย) ในเฉพาะพื้นหน้าหาดตรงศูนย์ดูแลมาเรียม พบมากถึง 6-7 ชนิดด้วยกัน และมีการเจริญเติบโตขึ้นปะปนกันไปหลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน แสดงให้เห็นว่าดินของที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก หน้าที่หลักของนักวิจัยท้องถิ่นคนดังกล่าวได้สาธิตการสำรวจหญ้าทะเล และสอนวิธีจำแนกหญ้าทะเลแต่ละชนิดให้เด็กๆ ในชุมชนได้ดูด้วย 

"หญ้าทะเลแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มใบแบนยาวและกลุ่มใบสั้น วิธีจำแนกชนิดของหญ้าทะเลกลุ่มใบแบนสั้น คือ ให้เอาใบหญ้าทะเลมาส่องกับแสงแดด รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกัน เลยต้องดูที่เส้นใยที่ตัดขวาง ถ้ามีเส้นใยตัดขวางมากกว่า 12 เส้น จะเเรียกว่า Halophila ovalis หรือหญ้าใบมะกรูด แต่ถ้ามีเส้นตัดขวางแค่ 8 เส้นจะเป็นพันธุ์ Halophila minor ส่วนพวกใบยาวๆ ก็เป็นหญ้าทะเลอีกชนิด Enhalus acorides (หญ้าคาทะเล) สายพันธุ์นี้ใบจะยาวได้ถึง 1 เมตรเลย และยังมีอีกหนึ่งชนิดที่ขนาดใบเล็กกว่าหญ้าคา ซึ่งกลุ่มนี้ก็แยกย่อยได้อีกหลายชนิด ให้สังเกตดูที่ปลายใบ จะเห็นว่าปลายใบจะแตกต่างกัน ถ้าปลายใบมีลักษณะหยักๆ เหมือนฟันเลื่อยคือพวก Serrulata แต่ถ้าปลายใบมนๆ โค้งๆ ก็จะเป็นหญ้าทะเลชนิด Thalassia" 

  • อนุรักษ์หญ้าทะเลต้นทาง ดีกว่าปลูกทดแทน

วันนี้แม้ว่าหญ้าทะเลของเกาะลงบงจะลดน้อยลงไปบ้าง แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับดีอยู่ แต่ถ้ามีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อพะยูนได้ เพราะพะยูนจะขาดแหล่งอาหาร สิ่งที่ชาวบ้านและเด็กๆ เกาะลิบงสามารถอนุรักษ์หญ้าทะเลในพื้นที่นี้ได้ก็คือ ช่วยดูแลป้องกัน อย่าให้ใครมาทำลาย เพราะหญ้าทะเลที่นี่มีรูปแบบการเติบโตแบบธรรมชาติ ในเมืองไทยยังไม่สามารถจะปลูกหญ้าทะเลได้ ถึงปลูกได้ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลามาก ทางที่ดีคือหันมาอนุรักษ์ดูแล และปกป้องไม่ให้มีปัจจัยอื่นรอบนอกอื่นๆ มาทำลายหญ้าทะเลจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

"หญ้าทะเลถามว่าปลูกได้มั้ย ปลูกได้แต่วิธีและขั้นตอนการปลูกไม่ง่าย ต้องศึกษาผลกระทบต่อพื้นที่นั้นๆ ก่อน ต้องมีการนับจำนวนเมล็ดหญ้าคาทะเล ต้องสำรวจ ต้องเก็บข้อมูล ในเมืองไทยเรายังไม่สามารถทำได้ เคยเห็นที่เมืองนอกทำได้ แต่ผมว่าการปลูกหญ้าทะเลมันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ จริงๆ เราควรอนุรักษ์ไว้ตั้งแต่ต้นทางดีกว่า หรือแก้ไขปัญหาต้นทางว่าสารเคมีหรืออะไรที่ทำให้หญ้าทะเลตาย เพราะกว่าจะหาคนมาเก็บเมล็ดหญ้า กว่าจะเพาะพันธุ์ต้นกล้า กว่าจะปลูก มันเสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลามากกว่า ผมว่าหาทางให้มันเติบโตแบบธรรมชาติต่อไปดีกว่า" คนองแสดงความคิดเห็น

ด้าน ซากิบ เยาวชนนักอนุรักษ์คนเดิมเล่าว่า ตนเองได้เข้าร่วมในกิจกรรมฟื้นฟูและอนุรักษ์หญ้าทะเลด้วย ทำให้ได้รู้ว่าหญ้าทะเลที่เกาะลิบงมีหลายชนิด ได้รู้ว่าหญ้าทะเลคืออาหารชนิดเดียวของพะยูน ถ้ามีหญ้าทะเลเยอะ พะยูนก็เยอะตาม แต่ถ้าไม่มีหญ้าทะเลที่เกาะลิบง พะยูนก็คงหนีหายไปจากถิ่นอาศัยนี้ในที่สุด

"ถ้าเป็นช่วงมรสุมแบบนี้ จะไม่ค่อยได้พบเห็นพะยูนครับ ทะเลคลื่นลมแรงทำให้หญ้าทะเลตาย มีหญ้าทะเลน้อย ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไม่ค่อยได้พบเห็นพะยูนออกมากินหญ้าทะเลมากนัก แต่ถ้าเป็นวันอากาศปกติหรือช่วงซัมเมอร์ ช่วงนั้นจะเห็นพะยูนได้ง่ายและเห็นบ่อยเป็นพิเศษ ดังนั้นก็ต้องอนุรักษ์ทุ่งหญ้าทะเลผืนนี้เอาไว้ให้ดี ถ้าเกิดวันนึงไม่มีหญ้าทะเลที่เกาะลิบง น้องพะยูนก็ไปครับ ไปอยู่ที่อื่น คนลิบงก็คงไม่ได้เห็นพะยูนอีกเลย เราจึงต้องอนุรักษ์แหล่งหญ้าแห่งนี้เอาไว้ครับ เป็นการอนุรักษ์จุดกำเนิดตั้งแต่ต้นทาง

บางคนคิดว่าจะรอแต่ให้หน่วยงานใหญ่ๆ มาช่วยอนุรักษ์พะยูนเกาะลิบง แต่หญ้าทะเลเขามองข้าม เขาเอาแต่อนุรักษ์พะยูนในแบบเอาทุ่นมาวาง แต่ไม่ได้สนใจแวดล้อมอื่นๆ เลย มันก็จะไม่เห็นผลระยะยาว แต่ถ้าเราหันมาอนุรักษ์หญ้าทะเลให้คงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ศึกษาให้รู้ว่าหญ้าทะเลตรงนี้มันหายไปตอนไหน มันเริ่มกลับมาตอนไหน คือศึกษาให้มันดี ให้รู้ว่าทำยังไงให้มันเติบโตและมีจำนวนมากขึ้นๆ ไปอีก ดีกว่าไปวางทุ่นอีกครับ เพราะพะยูนจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีแหล่งหญ้าทะเลที่อุดมสมบูรณ์ ไม่มีอาหารกินมันก็ย้ายถิ่นครับ มันอยู่ไม่ได้ " ซากิบบอกทิ้งท้าย

หญ้าทะเล เป็นสิ่งสำคัญที่คนเกาะลิบงลงมืออนุรักษ์ เพราะถือว่าเป็นแหล่งอาหารอย่างเดียวของพะยูน มีการจัดกิจกรรมฟื้นฟูและปกป้องหญ้าทะเลภายใต้โครงการวิจัยแนวทางการอนุรักษ์พะยูนฯ โดยมีผู้รู้มาให้ความรู้เด็กๆ และเยาวชนในพื้นที่เกี่ยวกับหญ้าทะเลและการอนุรักษ์หญ้าทะเล เป็นการดึงกลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่เกาะลิบงเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ทำให้ชุมชนเข้มแข็งในด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยาการธรรมชาติ

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์