รอยตีนเสือ...นักล่าผู้แสนเปราะบาง
  • Social
  • Jul 29, 2019

วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันเสือโคร่งโลกหรือเป็นวันเสือโลก 

เราอยากให้คุณลองฟังเรื่องราวของเสือ 3 ตัวนี้ 

ตัวแรกคือ เสือวีรพงษ์ เสือหนุ่มไร้บ้าน ยังไม่สามารถหาพื้นที่เพื่อลงหลักปักฐานได้ เพราะพื้นที่ป่าไม่เพียงพอ ต้องเข้าใจธรรมชาติของเสือก่อนว่า เสือตัวผู้หนึ่งตัวเขาต้องใช้พื้นที่ในการอยู่อาศัยเป็น 200-300 ตารางกิโลเมตร แต่ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม ป่ามีพื้นที่น้อยลงๆ ทุกวัน

เพราะการจะเข้าใจเสือ เราต้องเข้าใจก่อนว่า ทำไมเสือต้องเดินทาง?

คำตอบ คือ เสือเดินทางเพื่อการพาที่พักอาศัยที่อุดมสมบูรณ์ มีประชากรเหยื่อที่เพียงพอ ปลอดภัย และ ไม่ทับซ้อนกับเสือตัวอื่น อย่างเสือวีรพงษ์นั้น จากข้อมูลพบว่า เขาเดินทางไปมาระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งถึงอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ไปมาประมาณ 7 รอบ และอาศัยครอบครองพื้นที่รอยต่อของพื้นที่อนุรักษ์ทั้งสองที่มีลักษณะสูงชัน ซึ่งไม่เหมาะสำหรับครอบครองพื้นที่เท่าไรนัก เสือวีระพงษ์จำเป็นต้องรอจังหวะดีๆ เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมต่อไป

เสือตัวที่สอง คือ เสือข้าวจี่ เป็นเสือสาวนักเดินทาง ซึ่งถึงแม้โดยธรรมชาติ เสือจะเดินทางไกลมาก แต่สำหรับเสือสาวอย่างข้าวจี่แล้ว เธอไปไกลกว่าเสือสาวตัวอื่นๆ

ข้าวจี่ เกิดกลางเขตรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และเมื่อโตขึ้น ข้าวจี่ก็เริ่มออกเดินทางเพื่อหาบ้านหลังใหม่ จากห้วยขาแข้ง ข้าวจี่เดินไปสู่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ หลังจากนั้นก็กลับที่ตั้งเดิม และออกเดินทางอีกครั้งไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดตาก ไปถึงชายเขตด้านตะวันตก และเดินทางไปทิศใต้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี แถมยังเคยเดินข้ามไปถึงพม่า ก่อนจะกลับมาอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก และยึดครองพื้นที่เพื่อหากิน จับคู่ และออกลูกอยู่ที่นั่น

เสือตัวที่สาม คือ เสือบุปผา เป็นเสือตัวเดียวในโลกที่นักวิจัยได้สัมผัสชีวิตของเธอตั้งแต่เกิดจนใกล้วาระสุดท้ายของชีวิต 

บุปผา เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2545 นักวิจัยได้เห็นวิวัฒนาการตั้งแต่ยังเป็นเสือน้อย จนเติบโตเต็มวัย และประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกถึง 2 ครอกด้วยกัน โดย ‘น้องเอื้อง’ คือหนึ่งในลูกสาวของเธอ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2553 (ปัจจุบันตั้งท้องมาแล้วอย่างน้อย 2 ครอก)

เรื่องน่าประทับใจของคุณยายบุปผา คือ เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2560  เฟสบุ๊คแฟนเพจ Thailand Tiger Project ได้ถ่ายทอดเรื่องราวความผูกพันของเสือโคร่งแม่ลูก ระหว่างเสือบุปผาและน้องเอื้อง โดยแม้ตามธรรมชาติของเสือ จะไม่ใช้พื้นที่ร่วมกัน แต่นักวิจัยกลับพบเสือบุปผาเดินทางกลับไปเยี่ยมลูกของเธอ พร้อมกินเหยื่อที่น้องเอื้องล่าได้แล้วจึงเดินทางกลับบ้านของตัวเอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเสือโคร่งแม่ลูกนั้นมีความผูกพันกันมากกว่าที่คนคาดคิด

ข่าวการพบประชากรเสือโคร่งเพิ่มจำนวนขึ้น 2 เท่า จาก 40 ตัวเมื่อปี 2555 เป็น 80 ตัวจากสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เมื่อปี 2559 หรือ ภาพเสือโคร่ง 18 ตัวที่อุทยานแห่งชาติทับลานบันทึกเอาไว้ได้ในงานวิจัยสำรวจประชากรเสือโคร่ง และประเมินว่าน่าจะมีประชากรอยู่ไม่น้อยกว่า 20 – 30 ตัว ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2562 หรือที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเผยภาพเสือดำ เสือไฟ เสือดาว เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาน่าจะถือเป็นข่าวดีสำหรับความอุดมสมบูรณ์ของป่าประเทศไทยได้พอสมควร 

เมื่อ เสือ ถือเป็น “ผู้ล่า” ลำดับบนสุดในระบบนิเวศป่า

หน้าที่ของผู้ล่าก็คือคอยควบคุมประชากรสัตว์อื่นๆ ในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งข้อมูลทางวิชาการระบุว่า ป่าของไทย และป่าในอุษาคเนย์มีความสมบูรณ์ และศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นบ้านหลังใหญ่ของสัตว์กินเนื้อตระกูลนี้

สถานการณ์แมวใหญ่ หรือ Big Cat ในตระกูลเสือ 5 ชนิด คือ สิงโต เสือโคร่ง เสือดาว เสือจาร์กัวร์ และเสือดาวหิมาลัย ของทั่วโลกอยู่ในภาวะถูกคุกคาม และลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ จากการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร ความขัดแย้งของคนกับสัตว์ป่า การล่า และการค้าที่ผิดกฎหมาย 

จากข้อมูลของไซเตส พบว่าในช่วง 100 ปีที่ผ่านมานี้ ประชากรเสือโคร่งลดลงถึงร้อยละ 95 ส่วนประชากรสิงโตในแอฟริกาลดลงร้อยละ 40 ในช่วงเวลาแค่ 20 ปี

สำหรับประเทศไทยนั้น แม้แนวโน้มประชากรเสือจะอยู่ในระดับที่ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ค่านิยมในการ “บำรุง” จากเสือจะหายไป เพราะไม่ว่าจะเป็น น้ำมัน กระดูก หนัง ดีเสือ เอ็น หรืออวัยวะสืบพันธุ์ รวมทั้งชิ้นส่วนต่างๆ ล้วนนำมาใช้ทำยาได้ทั้งหมด หรืออย่างที่เห็นซากคาอยู่ใน “หม้อ” ที่เคยปรากฏในข่าว

โดยเฉพาะ “เสือโคร่ง”

เคยมีข้อมูลจาก WWF ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเสือโคร่งในประเทศไทยว่า “ชุก” กว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยในปีพ.ศ. 2558 IUCN ได้ทำการสำรวจและบันทึกพบว่า เสือโคร่งมีอยู่ราว 189 ตัว อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2513 จนถึงวันนี้นั้น จำนวนประชากรเสือโคร่งลดปริมาณลงอย่างเห็นได้ชัดจาก 35,000 ตัว เหลือ 3,200 ตัว

ปัจจัยคุมคามหลักที่ทำให้เสือโคร่งหายไปจนน่าตกใจนั้น มีการแบ่งออกเป็น 3 ปัจจัยหลัก 

  • การที่เหยื่อของเสือโคร่ง อย่าง กระทิง กวางป่า วัวแดง ถูกล่าโดยมนุษย์จนหมดไปจากพื้นที่ ทำให้ประชากรเสือโคร่งในเขตอนุรักษ์หลายแห่งลดลงไปด้วย 
  • การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย และการเกิดหย่อมป่า เกิดจากมนุษย์ต้องการเปลี่ยน หรือขยายพื้นที่เพื่อทำการเกษตร
  • ที่สำคัญอีกเรื่อง คือ การที่เสือโคร่งตกเป็นเป้าหมายของการล่าโดยตรง จากความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ ในบางประเทศยังมี ความขัดแย้งระหว่างเสือโคร่งกับชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเกิดจากการที่เสือโคร่งออกมาล่าสัตว์เลี้ยงในชุมชนที่มีพื้นที่อยู่ใกล้ป่า 

รายงานการพบเสือโคร่ง และเสือชนิดอื่นๆ ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาจึงถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง

กองทุนสัตว์ป่าโลกประเทศไทย ระบุว่า พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและอุทยานฯ คลองลาน จ.กำแพงเพชร และตาก เป็นพื้นที่ที่มีเสือชุกชุมที่สุดในประเทศไทย และยังขยายอาณาเขตการหากินและอยู่อาศัยเข้ามาที่อุทยานฯ แม่วงก์

ดังนั้น ถือว่าขณะนี้ประเทศไทยมีความหวังสูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่สามารถเพิ่มจำนวนเสือโคร่งในป่าให้ตรงตามเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้ คือ 50 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนที่มีอยู่ภายในปี 2565 ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยมีจำนวน 250-300 ตัว

การทำงานอย่างเข้มข้นของเขตอนุรักษ์ต่างๆ รวมทั้งการเกิดขึ้นของ ศูนย์ฝึกอบรมการอนุรักษ์เสือโคร่งระดับภูมิภาค Regional Tiger Conservation Training Center ที่เพิ่งเปิดไปเมื่อต้นปีน่าจะพอเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าการอนุรักษ์เสือโคร่งในประเทศไทยมีการบูรณาการร่วมกันในเรื่องระบบการป้องกันได้อย่างเข้มแข็งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป

เมื่อดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่าสามารถแบ่งได้หลากหลาย รวมทั้งเหล่าสัตว์ใหญ่ และ “นักล่า” ที่อยู่บนยอดพีระมิดของห่วงโซ่อาหาร อย่างเสือ ด้วย การมีเสือชุกก็แสดงว่ามีสัตว์อาหารของเสือ อย่าง เก้ง กวาง กระทิง มาก นั่นหมายความว่าป่าแห่งนั้นต้องมีความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ให้สัตว์ในห่วงโซ่อาหารดำรงคงอยู่ไป 

ไม่ต่างจากวลีที่ว่า “เสือพีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง” ยังคงใช้ได้เสมอ

เรื่อง: ศุภณัฐ วุฒิโสภณ

 

เสือพีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง วลีที่สะท้อนการพึ่งพิงกันและกันระหว่างผู้ล่า และความสมบูรณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?