Natural footprints (1) : ค่าธรรมเนียมอุทยานฯ... ไปไหนกันบ้าง
  • Social
  • Jul 17, 2019

ผลงานหนึ่งอย่างที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชยุคใหม่ที่ประจักษ์ชัด และโดดเด่นอย่างมากคือ การเก็บค่าธรรมเนียม และค่าบริการต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น กรมอุทยานฯ จะเก็บค่าบริการ-ค่าธรรมเนียมได้เพียง 500-600 ล้านบาทเท่านั้น

นับตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมาก็อุดรูรั่ว ที่เคยไหลออกในหลายทาง จนกระทั่งกรมอุทยานฯ สามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้ถึง 1,982.17 ล้านบาท และขึ้นมา 2,413.63 ล้านบาทในปี 2561

นักท่องเที่ยวที่คลาคล่ำเป็นแหล่งรายได้หลักของอุทยาน

สำหรับปี 2562 นั้น ค่าธรรมเนียมกรมอุทยานสามารถจัดเก็บได้ถึง 2,708.48 ล้านบาท เรียกว่าเก็บเงินเพิ่ม 4-5 เท่าตัวกันเลยทีเดียว ทำเอาสาธารณะชนตั้งคำถามว่า แล้วก่อนหน้านี้ เงินเหล่านี้มันรั่วไปไหนกันหมด เล่นเอาบรรดาข้าราชการที่อวดอ้างว่าเป็นคนซื่อสัตย์ สุจริตทั้งหลาย พูดไม่ออก เพราะจะถูกย้อนถามว่าสมัยพวกท่านดำรงตำแหน่ง ท่านไม่เห็นรูรั่วเหล่านี้หรือ

ก่อนหน้านี้ เป็นที่ร่ำลือกันมานานแล้วว่า ในตำแหน่งหัวหน้าอุทยานฯ ทั้งหลายนั้นต้องมีอะไรมาแลกเปลี่ยนถึงจะได้ไป โดยเฉพาะอุทยานฯ ที่มีนักท่องเที่ยวมาก จะเป็นที่หมายปองของนักลงทุนทั้งหลาย และด้วยความที่ไม่แน่นอนว่าจะอยู่นานขนาดไหนหรืออาจจะมีเงื่อนเวลาในการไปอยู่ตั้งแต่เริ่มแรก ทำให้ หัวหน้าอุทยานฯจึงต้องเร่งรีบถอนทุนให้เร็วที่สุด ที่พบเจอกันมากคือการเก็บค่าธรรมเนียม ตั๋วผี ตั๋วเวียนมีหมด จนขนาดถึงฟ้องร้องเป็นคดีก็มี มาในยุคนี้ ธัญญา เนติธรรมกุล กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พูดอยู่บ่อยครั้งว่า ในยุคเขาจะต้องไม่มีการวิ่งเต้นตำแหน่ง โดยให้เหตุผลว่า...

“เมื่อหัวหน้าอุทยานฯ เข้าไปทำหน้าที่ โดยไม่ต้องมีต้นทุนอะไร เขาก็จะสามารถบริหารจัดการเงินรายได้ที่เข้ามาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย”

เมื่อหัวหน้าอุทยานฯ ไม่ต้องถอนทุนคืน การเก็บเงินรายได้เข้ากรม จึงเต็มเม็ด เต็มหน่วย รูรั่วที่เคยมีแทบทุกช่องทางก็ถูกอุดไปโดยปริยาย รายได้ของกรมจึงก้าวกระโดดอย่างนี้เห็น โดยไม่ใช่การโม้ตัวเลขขึ้นมาลอยๆ แต่นี่คือ ของจริง

เอาละ นั่นเป็นความสำเร็จของกรมอุทยานฯ เขาที่มีทีมบริหารที่ทำงานได้อย่างเยี่ยมยอด ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ เงินส่วนนี้เรียกว่าเป็นเงินรายได้ของหน่วยงาน ซึ่งกรมอุทยานฯ มีรายได้เข้ามาจากการเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่างๆ เช่น ค่าเข้าอุทยานฯ ค่าบริการเต็นท์พักแรมหรือที่กางเต็นท์ ค่าบริการบ้านพัก ซึ่งก็มีทั้งที่ชำระทางออนไลน์ และไปชำระด้วยตัวเองที่กรมอุทยานฯ และค่าปรับต่างๆ

อัตราค่าเข้าอุทยานต่ำที่สุดคือ คนไทย 20 บาท

ซึ่งในอุทยานฯ เตรียมการทั้งหลาย ที่ยังไม่มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ก็จะยังเก็บค่าบริการไม่ได้ เช่น อุทยานแห่งชาติลำน้ำกก อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท อุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม อุทยานแห่งชาติน้ำตกชีโป อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เป็นต้น เหล่านี้ยังเข้าฟรีไม่มีค่าบริการใดๆ

ส่วน ทำไมค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานต่างๆ จึงไม่เท่ากัน นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาค่าเข้าอุทยานฯ ซึ่งดูจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น การคุ้มค่าของการเข้าไปในพื้นที่ คือมีที่เที่ยวหลายแห่ง คุ้มค่าเงิน รวมทั้งดูจากสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลาย

อุทยานที่เสียค่าเข้าแพงถึง 100 บาท สำหรับผู้ใหญ่คนไทย ก็เช่น อุทยานฯ แก่งกระจาน อุทยานฯ ไทรโยค อุทยานฯ เขื่อนศรีนครินทร์ อุทยานฯ สิมิลัน เป็นต้น

อัตราค่าเข้าอุทยานที่ต่ำสุดคือ 20 บาท เช่นอุทยานฯ เจ็ดสาวน้อย เป็นต้น ส่วนค่ายานพาหนะ ยังคง 40 บาท /คัน ค่ากางเต็นท์คืนละ 30 บาท/หลัง เท่ากันหมด ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็จะแพงกว่านั้น ซึ่งเราดูแล้วอาจจะรู้สึกว่าแพง แต่ในต่างประเทศ เช่นที่ จีน ค่าเข้าอุทยานฯสำหรับชาวต่างชาติ ถึงคนละ 1,000บาท ก็มี นอกนั้นก็จะเป็นค่าบ้านพักทั้งหลาย

ทีนี้ เงินรายได้ที่กรมเก็บได้นี้เอาไปไหนบ้าง ...คุณรู้ไหม

5 % จะแบ่งให้หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นที่แหล่งท่องเที่ยวที่เก็บเงินตั้งอยู่ พูดง่ายๆ แบ่งให้ อบต. จากยอดเงินที่เก็บได้ แต่ไม่ใช่เก็บมาปุ๊บ แบ่งกันหน้าป้อมที่ขายตั๋วไม่ใช่ รายได้ทั้งหมดก็จะส่งเข้าไปที่คลังจังหวัด แล้วก็จะมีเรื่องธุรการอีสารพัด พอรู้ยอดว่า อบต.จะได้เท่าไหร่ หน่วยงานต้นสังกัดเขาก็จะมีระเบียบการใช้เงินของเขาอีก

20% เอาคืนสู่อุทยานฯ ที่เก็บเงินรายได้นั้น แต่ต้องไม่เกิน 50 ล้าน โดยเขาจะแบ่งให้ 2 งวด งวดละ 25 ล้าน อันนี้จะเป็นในกรณีที่อุทยานฯ ที่เก็บรายได้ได้มากๆ เขาก็จะให้เงินกลับมาบริหารจัดการภายใน จะทำอะไรก็ทำแผนงานไป จำเป็นต้องจ้างคนในตำแหน่งที่คิดว่าต้องใช้ ก็ทำเรื่องไป ต้องซื้อเรือเร็วเพิ่ม ก็ทำเรื่องไป

ส่วนที่เหลืออีก 75 % นี่ละครับ ที่เขาบอกว่า จะต้องเฉลี่ยออกไปให้หน่วยงานต่างๆ ที่เขาจำจำเป็นต้องใช้ 

อุทยานแห่งชาติมีเป็นร้อยๆ แห่ง แต่ส่วนใหญ่เก็บเงินค่าธรรมเนียมได้บางเบา แต่ทุกที่กลับมีความจำเป็นเหมือนกันหมด ทั้งจ้างคนเช่น ตำแหน่งสถาปนิก ไว้ประจำตามสำนักบริหารต่างๆ จะได้แก้ปัญหาเรื่องแบบการก่อสร้าง

เรื่องค่าตอบแทนพิเศษให้กับสายตรวจลาดตระเวน Smart Patrol คนละ 200 บาทต่อวัน และอีกหลายๆ โครงการที่อุทยานทั้งหลายจำเป็นต้องใช้ นอกเหนือจากเงินงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งการจะนำเงินรายได้ของกรมไปใช้ ก็จะมีคณะกรรมการมาพิจารณาแต่ละเรื่องแต่ละโครงการว่ามันสมเหตุสมผล จำเป็นมากน้อยขนาดไหนในการใช้เงิน ไม่ใช่ว่าขอมาเท่าไหร่แล้วให้เลยก็ไม่ใช่

เงินรายได้บางส่วนถูกนำมาเป็นเบี้ยเลี้ยงของพนักงานพิทักษ์ป่า

จากที่ได้มีโอกาสสอบถามฝ่ายรายได้ของกรมอุทยานฯ ได้ข้อมูลมาว่า ปีนี้ครึ่งปีไปแล้ว มีแนวโน้มว่าจะมีรายได้ลดลงจากปี 62 ไม่ใช่ว่ามันรั่วไหลนะแต่ นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง แหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติเคยมากันมากอย่างสุรินทร์ สิมิลัน อ่าวพังงา นพรัตน์ธารา จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ซึ่ง เป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวนี่เอง ส่งผลมาถึงรายได้ของกรมอุทยานฯเช่นกัน

นี่คือข้อกังขาทั้งหลายเกี่ยวกับเงินรายได้ว่ากรมอุทยานเก็บได้มาปีละพันๆ ล้านเอาไปไหนหมด เรื่องมันก็แบบนี้ละครับ ท่านผู้ชม....

เรื่องและภาพ:  คมฉาน ตะวันฉาย

กราฟิก: 

หมายเหตุ: นักเขียนที่คร่ำหวอดอยู่กับแวดวงอนุรักษ์ธรรมชาติมายาวนาน เดินทางมาในสายสื่อสารมวลชนสายสิ่งแวดล้อมมาร่วม 30 ปี เข้าใจเรื่องป่าๆ สัตว์ป่า นก หนู แมลง ผีเสื้อ ต้นไม้ใบหญ้า และสนใจศึกษาฝึกปรือเรื่องธรณีวิทยา และโบราณคดี จะมาเขียนเรื่องป่าๆ เรื่องดินหินธรรมชาติบนบกให้ได้ทัศนาและแลกเปลี่ยนความรู้กันทุกวันพฤหัสเว้นพฤหัส

รายได้ของอุทยานจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ แบ่งให้หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นที่แหล่งท่องเที่ยวตั้งอยู่ คืนสู่อุทยานฯ ที่เก็บเงินรายได้ และเฉลี่ยออกไปให้หน่วยงานต่างๆ ที่จำเป็น

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?