หญิงสาวผู้พลิกประวัติศาสตร์แรด
  • Social
  • Sep 20, 2019

เลดี้เคอร์ซัน (Baroness Mary Victoria Leiter Curzon) ผู้พลิกประวัติศาสตร์แรด โดยเฉพาะกับ แรดนอเดียวหรือแรดอินเดีย (Rhinoceros unicornis) สัตว์ประหลาด หายาก ยิ่งดูยิ่งเหมือนสัตว์ดึกดำบรรพ์จากยุคจูราสสิก  

นั่นเป็นเหตุทำให้เธอนั่งรถไฟดั้นด้นมาที่ผืนป่าคาซิรังกา (Kaziranga) ในรัฐอัสสัมของอินเดีย ใน ค.ศ. 1904  เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เพียงเพื่อหวังจะมาดูแรดนอเดียวให้เห็นกับตา  แต่เธอกลับไม่พบเห็นแรดนอเดียวสักตัวตามคำร่ำลือจากชาวตะวันตกที่มาถึงอินเดียก่อนเธอและจากเพื่อนของเธอที่มาทำไร่ชาอยู่ที่อัสสัมนี้ เธอพบแต่รอยเท้าที่เหยียบย่ำของมัน  

น่าแปลกใจไหมว่าเหตุใดแรดนอเดียวจึงไม่สูญพันธุ์ไปเสียตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว  แต่มันกลับกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของชีวิตที่สามารถผ่านขั้นตอนวิวัฒนาการอันทารุณโหดร้ายมาได้ จนกลายเป็นสัตว์โบราณที่ยังดำรงอยู่คล้ายสัตว์ประหลาดของโลก ปัจจุบันแรดนอเดียวหรือที่ชาวบ้านแถวอัสสัมเรียกว่ายูนิคอร์นอาศัยคาซิรังกาเป็นบ้านหลังสุดท้ายอันอบอุ่นและปลอดภัยที่สุด  

จากข้อมูลประวัติศาสตร์พบว่าแรดนอเดียวเป็นสัตว์ที่ถูกล่าอย่างทารุณ มนุษย์ต้องการนอของแรดนอเดียวที่ขึ้นรวมกันเป็นปึกแข็ง บางตัวมีลักษณะโค้งเหมือนเขาแต่ไม่ใช่เขาอย่างเขาวัวเขาควาย มนุษย์เอานอของมันมาทำเป็นเครื่องประดับและเครื่องรางของขลัง เพราะเชื่อว่าจะทำให้อยู่ยงคงกระพัน บ้างก็เชื่อกันว่านอแรดเป็นยาเพิ่มพลังทางเพศ  ทำให้นอแรดมีค่าราวทองคำ 

มีตลาดนอแรดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอยู่ที่กัลกัตตา และถึงขนาดว่าที่เกาะสุมาตรา นอแรด 1 นอ สามารถแลกรถกระบะได้ 1 คัน ชาวฮินดูบางกลุ่มเชื่อกันว่าการถวายเลือดและเนื้อแรดสดๆ เป็นความประสงค์ของเทพเจ้า  บางชนเผ่าเชื่อว่าเนื้อแรดแห้งช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคบิด  ปัสสาวะแรดใช้รักษาโรคผิวหนัง  เศษกระดูกแรดฝังไว้ที่แขนช่วยเพิ่มพลังทางเพศหรือถ้านำไปฝังไว้ตามไร่นาก็จะนำความเป็นศิริมงคลมาให้เจ้าของ   น้ำต้มสายสะดือแรดใช้รักษาโรคกระดูก  ส่วนหนังแรดก็ใช้ทำโล่อาวุธป้องกันศัตรูได้ดี

ไม่น่าเชื่อว่านอของแรด ซึ่งใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวเองไม่ได้อย่างเขาสัตว์ชนิดอื่นๆ แต่มันนำภัยมาสู่เจ้าตัว จริงๆ แล้ว ในยามที่มีภัยมาสู่ตัว มันจะจู่โจมศัตรูแต่ไม่ได้ใช้นอเป็นอาวุธอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ มันจะใช้ฟันล่างอันแหลมคม กัดเข้าที่ด้านข้างของศัตรูจนเป็นแผลเหวอะหวะ ความเชื่อโบราณที่ว่านอแรดเป็นของดีมีราคาจนทำให้เกิดการล่าแรดอย่างทารุณ ในประวัติศาสตร์มิได้มีแต่ในซีกโลกตะวันออกเท่านั้น แต่มีหลักฐานว่าในอดีต กษัตริย์และประมุขทางศาสนาในยุโรป ใช้น้ำต้มนอแรดเป็นยารักษาโรคกระเพาะ ความเชื่อนี้ถูกยืนยันด้วยการที่มีกษัตริย์อินเดียส่งแรดนอเดียวเป็นบรรณาการแด่ราชาแห่งโปรตุเกส  และยิ่งเมื่อมันถูกจับลงไปสู้กับช้างในสนามรบ ปรากฏว่าช้างแตกตื่นตกใจหนีกันหมด เป็นเหตุให้ผู้ที่ได้เห็นต่างประจักษ์และร่ำลือในพลังอำนาจของนอแรดยิ่งขึ้นไปอีก

ตอนที่เลดี้เคอร์ซัน (Baroness Mary Victoria Leiter Curzon) ภริยาของลอร์ดเคอร์ซัน (Lord Curzon) อุปราชแห่งอินเดีย (Viceroy of India) นักบริหารอาณานิคมอังกฤษในอินเดียเดินทางมาดูแรดที่คาซิรังกา ในปี 1904 ซึ่งตรงกับช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ประชากรแรดนอเดียวที่คาซิรังกานี้ก็อยู่ในภาวะวิกฤตเสียแล้ว มีรายงานว่าเหลือแรดประมาณ 200 ตัวเท่านั้นหรืออาจจะไม่ถึงด้วยซ้ำ เพราะนอกจากพวกมันจะถูกล่าเพื่อเอานอแล้ว   พวกมันยังถูกล่าเพื่อเกมกีฬาด้วย  ในกรณีหลังทำให้ประชากรแรดที่นี่ลดลงอย่างรวดเร็ว

ช่วงที่อังกฤษยึดครองอินเดียเป็นอาณานิคม หนึ่งในสิ่งสำคัญ ซึ่งถือเป็นพันธกรณีของชายอังกฤษในอินเดีย คือพวกเขาต้องล่าเสือให้ได้อย่างน้อย 1 ตัว ก่อนเกษียณ หรือก่อนเดินทางกลับอังกฤษ ยิ่งเป็นระดับชนชั้นปกครองแล้ว ยิ่งต้องล่าเสือขนาดใหญ่ให้สมศักดิ์ศรี และผู้ที่เจ้าภาพจัดเตรียมการให้คือชนชั้นปกครองของอินเดีย นั่นคือบรรดามหาราชาของแว่นแคว้นต่างๆ

อย่างไรก็ดี มีข้อมูลว่านอกเหนือจากเสือแล้ว ยังรวมถึงสัตว์ป่าหายากอื่นๆ อย่าง แรด ช้าง กวาง รวมอยู่ด้วย การล่าสัตว์เป็นเกมกีฬาหรือเพื่อความบันเทิงหรือเป็นงานอดิเรก ซึ่งเป็นค่านิยมของชาวตะวันตกโดยเฉพาะชนชั้นสูง เมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว ในยุคนั้นถือกันว่าเป็นการกระทำที่แสดงความเป็นชายชาตรี การล่าสัตว์ป่าเป็นเกมกีฬาที่แสดงความมีอำนาจของกลุ่มผู้ดีตะวันตก ซึ่งต้องการสำแดงแสนยานุภาพ พอล่าเสร็จแล้วต้องถ่ายรูปคู่กับซากสัตว์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่พีคมากในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20

ในกรณีของแรดนอเดียวแม้ไม่ถูกล่าเพื่อเอานอหรือเพื่อเกมกีฬามันก็มีจำนวนที่น้อยอยู่แล้ว งานวิจัยของนักธรรมชาติวิทยาระบุว่าแม่แรดต้องเลี้ยงดูลูกมันถึงราว 3 ปีเพราะลูกแรดจะติดแม่ของมัน  ระยะนี้แม่แรดจะไม่ติดสัด ไม่ผสมพันธุ์  จะตกลูกอีกทีก็ 1-2 ปี รวมแล้วแรดใช้เวลา 4-5 ปีจึงจะตกลูกสักตัว จึงเป็นเหตุให้ง่ายต่อการสูญพันธุ์ 

หลังจากเลดี้เคอร์ซันผิดหวังเป็นอย่างมาก จากการดูแรดที่คาซิรังกา เธอเดินทางกลับจากอัสสัมและร้องขอให้สามีของเธอยื่นเรื่องวิกฤตแรดในอัสสัมถึงรัฐบาลอาณานิคมอังกฤษ เพื่อให้พวกเขาหันมาสนใจผืนป่าที่กำลังวอดวายลงเพราะน้ำมือมนุษย์  และโชคดีว่าท่านอุปราชเคอร์ซัน สามีของเธอผู้ได้รับคำชมมากมายว่าไม่มีใครจะทุ่มเทให้กิจการบริหารอินเดียเท่าเขาได้อีกแล้ว เล็งเห็นถึงความสำคัญตามข้อร้องขอของเลดี้เคอร์ซัน ซึ่งโดยปกติแล้วอุปราชเคอร์ซันเป็นคนที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ โบราณคดีและธรรมชาติวิทยาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย เขาได้เป็นกระบอกเสียงแทนภริยาในการเสนอเรื่องการอนุรักษ์ป่าและแรดในอัสสัมต่อรัฐบาลอาณานิคมอินเดีย 

ต่อมาใน ค.ศ. 1908 เพียง 3 ปีหลังจากเลดี้เคอร์ซันได้ไปเยือนอัสสัม  รัฐบาลอาณานิคมได้ประกาศให้ผืนป่าคาซิรังกาเป็นป่าอนุรักษ์ อันที่จริงแล้วเลดี้เคอร์ซันมิเพียงแต่มีคุณูปการต่อผืนป่าคาซิรังกาเท่านั้นแต่เธอยังได้ทำงานด้านการสังคมสงเคราะห์อื่นๆ ให้กับชาวพื้นเมืองอีกด้วย ที่สำคัญคือเธอได้นำการแพทย์สมัยใหม่เข้ามาในอินเดียโดยได้สร้างโรงพยาบาลสำหรับสตรีขึ้นที่บังกาลอร์

อย่างไรก็ตาม การลักลอบล่าแรดเอานอก็ยังมีอยู่  แม้ว่ารัฐบาลอาณานิคมจะประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอย่างจริงจังอีกครั้งในปี  1926   ต่อมาในทศวรรษ 1950  อุตสาหกรรมการผลิตชาในอัสสัมเจริญรุ่งเรืองและเติบโตมาก ภายหลังจากที่มีการค้นพบชาอินเดียในอัสสัมเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1823 ทำให้ผู้ประกอบการชาวอังกฤษที่เป็นเจ้าอาณานิคมเข้ามาทำไร่ชาในแถบนี้มากขึ้น จนเป็นเหตุให้เกิดการบุกรุกและเปิดพื้นที่ป่าเพื่อปลูกชาขยายเป็นวงกว้าง  มีผู้คนอพยพเข้ามาทำงานในไร่ชามากขึ้น และนั่นก็เป็นอีกเหตุปัจจัยที่ทำให้สัตว์ก็ยังคงถูกล่าอยู่มาก  

ต่อมารัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติเพิ่มโทษฉกรรจ์สำหรับคนที่ล่าแรดนอเดียวและสัตว์ใหญ่อย่างช้างและเสือ  จนกระทั่งได้มีการประกาศให้พื้นที่ 428 ตารางกิโลเมตรของผืนป่าคาซิรังกาเป็นอุทยานแห่งชาติในปี 1974  ก่อนที่องค์การยูเนสโกจะขึ้นทะเบียนยกย่องให้คาซิรังกาเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของมวลมนุษยชาติในปี 1985  ผืนป่าคาซิรังกาเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่เชื่อมโยงกับการขึ้นลงของน้ำในแม่น้ำพรหมบุตร ทำให้ที่นี่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผืนป่าโบราณที่ยังอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

จากเสียงเล็กๆ ของเลดี้เคอร์ซัน ที่ตอนนั้นเธอแค่ต้องการมาดูแรดนอเดียวแต่กลับไม่เห็นแรด ทำให้เกิดแนวคิดการอนุรักษ์แรดนอเดียวในอัสสัมขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา  และกล่าวได้ว่าเพราะเสียงของเลดี้เคอร์ซันซึ่งแม้จะเป็นเพียงเสียงของผู้หญิงในสมัยนั้นที่อาจดูเบาบาง แต่มันกระเทือนถึงรัฐบาลอาณานิคมและหลังอาณานิคมให้หันมาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์แรดที่คาซิรังกาเรื่อยมา จนในที่สุดประชากรแรดก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น มีรายงานว่าในปี 1966 พบแรดอินเดียประมาณ 366 ตัวและจากการสำรวจสำมะโนครัวแรดพบว่าบริเวณอุทยานแห่งชาติคาซิรังกาเป็นถิ่นที่อยู่ของแรดอินเดียมากกว่า 2 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด 

ปัจจุบันแรดอินเดียถูกจัดว่าอยู่ในสถานะไม่มั่นคง (vulnerable) ตามการจัดสถานะของ IUCN ซึ่งแปลว่ายังถูกคุมคามจากศัตรูหมายเลขหนึ่งนั่นก็คือมนุษย์ ตราบใดที่ยังมีความเชื่อว่านอแรดมีสรรพคุณทางยาก็ยังคงมีความต้องการนอแรดและการลักลอบล่าสัตว์อย่างผิดกฎหมายซึ่งยังคงมีให้เห็นต่อไป มีรายงานว่ากลุ่มเจ้าหน้าผู้พิทักษ์ป่าในอุทยานแห่งชาติคาซิรังกาของอินเดียพยายามอนุรักษ์แรดอินเดียที่อ่อนแอ เพื่อรักษาชีวิตของมันให้คงอยู่ต่อไป ในปี 2018 มีแรดอินเดียอยู่จำนวน 2,143 ตัว อย่างไรก็ตาม จำนวนของมันยังลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากที่อยู่ที่ลดลง รวมถึงภัยคุกคาม ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นพบว่า เดือน ม.ค.ในปีนี้ มีแรดอินเดียที่ถูกลักลอบฆ่า 3 ตัว เนื่องจากในตลาดมืด นอของมันมีราคาสูงมากถึง 1.3 แสนยูโร ถือเป็นรายได้มหาศาลในอินเดีย

จากสถิติของกรมป่าไม้ของรัฐอัสสัมระบุว่า ในปี 2014 มีแรดอินเดียถูกลักลอบฆ่ากว่า 27 ตัว และในปี 2015 ถูกลักลอบฆ่า 16 และ 12 ตัวในปี 2016  แม้ว่าจำนวนเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 700 คน เพื่อปราบปรามการลักลอบฆ่าแรดอินเดีย แต่ก็ยังคงมีแรดอินเดียที่ถูกลักลอบฆ่าอยู่ โดยในปี 2017 มีแรดอินเดีย 7 ตัวถูกฆ่าตาย และ 6 ตัว ในปี 2018 และถึงแม้ว่าภัยคุกคามได้ลดลงบ้าง แต่ก็ยังคงมีอยู่

ในเว็บไซต์หรือแผ่นพับแนะนำอุทยานแห่งชาติคาซิรังกาให้เครดิตเลดี้เคอร์ซัน ภริยาอุปราชเคอร์ซันว่าเป็นผู้ริเริ่มพิทักษ์ปกป้องแรดในผืนป่าคาซิรังกาเมื่อร้อยกว่าปีก่อนเป็นคนแรก  ทำให้แรดอินเดียที่เกือบสูญพันธุ์ไปแล้วในช่วงต้นศตวรรษที่ 20  มีชีวิตรอดมาได้ถึงตอนนี้ในขณะเดียวกันก็เป็นผลมาจากความพยายามในการอนุรักษ์ของทางภาครัฐมาอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นแล้ว คนรุ่นหลังอาจจะรู้จักแรดอินเดียหรือยูนิคอร์นว่าเป็นเพียงสัตว์ในตำนานก็ได้

ชาวฮินดูบางกลุ่มเชื่อกันว่าการถวายเลือดและเนื้อแรดสดๆ เป็นความประสงค์ของเทพเจ้า  บางชนเผ่าเชื่อว่าเนื้อแรดแห้งช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคบิด  ปัสสาวะแรดใช้รักษาโรคผิวหนัง  เศษกระดูกแรดฝังไว้ที่แขนช่วยเพิ่มพลังทางเพศหรือถ้านำไปฝังไว้ตามไร่นาก็จะนำความเป็นศิริมงคลมาให้เจ้าของ ทำให้แรดถูกล่าอย่างมากจนเสี่ยงสูญพันธุ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์