Kamikatsu เมืองต้นแบบไร้ขยะ และ การขับเคลื่อนชุมชนให้ประสบความสำเร็จ
  • Social
  • Aug 27, 2019

เมืองทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น  ชนบทเล็กๆ ที่อยู่กลางหุบเขา แวดล้อมไปด้วยป่าธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากความสวยงามที่ปรากฎให้เห็นแล้ว ใครจะรู้ว่า เมืองคามิคัทซึ (Kamikatsu) แห่งนี้สามารถจัดการขยะได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ จนเป็นต้นแบบเมือง zero waste แห่งเดียวในเอเชียที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ

ชาวเมืองคามิคัทซึ สามารถแยกขยะได้ถึง 45 ประเภท ทุกอุตสาหกรรม ร้านค้า โรงแรม ร้านกาแฟ ในเมืองปรับตัวและตื่นตัวกับการแยกขยะ แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ชุนชนจะหันมาเข้าใจ และสนใจเรื่องขยะ ถ้าขาด AKIRA SAKANO หญิงสาวนักเคลื่อนไหวทางสังคมที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนเมืองคามิคัทซึให้เป็นเมืองไร้ขยะได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เริ่มต้นไปด้วยกัน

“ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบอกให้ทุกคนตระหนักถึงเรื่องขยะ และไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้ทุกคนเปลี่ยนใจไปสนมัน” เมื่อปี 2003 AKIRA ได้เริ่มสนใจต้นแบบ zero waste และเริ่มมีแนวคิดให้อยากให้เมือง คามิคัทซึ  ไร้ขยะเช่นเดียวกัน เพราะสภาวะโลกร้อนและความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่ประเทศญี่ปุ่นได้ประสบเจอ คือจุดเริ่มต้นให้ AKIRA ขับเคลื่อนเมืองนี้

“แต่เดิม มีเพียงคน 10-20 % ของคนในเมืองนี้เท่านั้นที่สนใจเรื่องขยะ ”  AKIRA  กล่าว ในตอนแรกที่เริ่มโครงการนี้ คนในเมืองต่างต่อต้านและคิดว่าเป็นการวุ่นวาย เพราะนอกจากจะต้องทำความสะอาดขยะที่บ้านแล้วยังต้องนำมาแยกที่ศูนย์แยกขยะอีก ชาวบ้านคิดว่าหน่วยงานเทศบาลไม่ทำหน้าที่ของตัวเองและผลักภาระให้ชาวบ้าน จึงต้องมีการประชุมทำความเข้าใจกับชาวบ้านหลายครั้ง

 “จุดที่ยากที่สุดคือการสร้างแรงจุงใจให้ชาวบ้านหันมาสนใจเรื่องขยะ”

AKIRA เล่าว่าวิธีง่าย ๆ เลยคือการเข้าถึงผู้สูงอายุ เพราะบุคคลกลุ่มนี้มีเวลาว่างในแต่ละวันเยอะกว่าคนกลุ่มอื่น  เมื่อเข้าถึงผู้สุงอายุให้เข้าใจและรู้จักการแยกขยะแล้ว กลุ่มคนอื่น ๆ ในบ้านก็อาจจะส่งต่อหรือทำตาม

สังคมที่ชาวบ้านร่วมมือร่วมใจกันแยกขยะยังก่อให้เกิดความสามัคคีกลมเกลียว คนแก่เมืองอื่นๆ มักมีปัญหาว่าไม่มีคนดูแลจนรู้สึกเหงา แต่ผู้สูงอายุชาวคามิคัทซึ มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างดีโดยกิจกรรมการแยกขยะที่ศูนย์ ชาวบ้านยังรู้สึกภูมิใจที่ได้เห็นว่าความพยายามของทุกคนช่วยลดขยะได้อย่างไรบ้าง และยังสามารถนำขยะบางส่วนไปขายนำรายได้เข้าเมืองได้อีกด้วย

“เมื่อชาวบ้านเริ่มลงมือทำก็รู้ว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิด จึงเริ่มได้รับความร่วมมือจากกลุ่มคนเล็ก ๆ มาเป็นกลุ่มใหญ่ จนกลายเป็นทุก ๆ คนในที่สุด”

ปัจจุบันชาวบ้านจะเริ่มจากการแยกขยะเป็น 5-10 ประเภทที่บ้านก่อน และมาแยกที่เหลือที่โรงแยกขยะ และในปี 2018 ก็เหลือขยะเพียง 19% ที่ต้องส่งเข้าเตาเผา! เพราะกว่า 80% สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

ส่งต่อขยะมือสอง

หลักการง่าย ๆ ในการเปลี่ยนเมืองให้เป็นเมือง zero waste คือ การรีไซเคิลและใช้ซ้ำ (recycle and reuse) ของเสีย (waste) ทุกชนิดในครัวเรือน โดยทุกครัวเรือนทำการแยกขยะเอง และนำเศษวัสดุที่ได้รับการล้างทำความสะอาดแล้ว มายังศูนย์รีไซเคิลของเมือง

“การจัดการขยะที่ดีคือคิดจัดการตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง” AKIRA กล่าวว่า ขยะที่สามารถรีไซเคิลได้เราก็จะนึกถึงขั้นตอนการรีไซเคิล แต่ถ้าขยะประเภทไหนรีไซเคิลไม่ได้  เราก็จะคำนึงถึงการนำกลับมาใช้ใหม่

ดังนั้นแล้วในเมืองคามิคัทซึ  จึงมีร้านค้าหรือศูนย์กลางที่รวบรวมสินค้าสำหรับให้ยืม เช่น เสื้อผ้า อุปกรณ์ครัวเรือน และของจิปาถะ ที่ชาวบ้านสามารถหมุนเวียนมายืมไปใช้ได้โดยไม่ต้องซื้อใหม่ทุกเทศกาล และยังมีศูนย์เย็บปักถักร้อยที่มีการนำกิโมโนและเสื้อผ้าเก่าๆ มาตัดเย็บทำเป็นสินค้าต่าง ๆ เช่น กล่องนามบัตร ที่ใส่ตะเกียบ ที่วางจาน

 “เรามีร้านกางเกงยีนส์มือสอง มีร้านเฟอนิเจอร์มือสอง  หรือแม้กระทั่งร้านกิโมโนมือสองที่ทำจากผ้าใช้แล้ว”

ร้านดังกล่าวยังได้ขอแรงผู้สูงอายุที่มีฝีมือในการทำงานเย็บปักถักร้อย ให้ช่วยนำวัสดุเหลือใช้ต่างๆ เหล่านั้น มาทำของใช้ใหม่ เช่น ตุ๊กตาหมี ถุงผ้า รองเท้าแตะ และเสื้อ เป็นต้น 

กระบวนการรีไซเคิล ใช้ซ้ำ และนำมาผลิตใหม่เหล่านี้ นอกจากช่วยลดขยะ ความจำเป็นในการฝังกลบ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและการทิ้งของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว  ยังได้ก่อให้เกิดความผูกพันกันของชุมชนได้อีกด้วย

เมื่อตั้งคำถามว่า สำหรับ AKIRA แล้วเมืองคามิคัทซึ  ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งความหวังไว้หรือยัง?

AKIRA หัวเราะแล้วบอกว่า “สำหรับฉันเองผลที่ได้มันเกิดคาดมาก แต่ความหวังที่ฉันคาดหวังไว้คือ ไม่ใช่แค่เมืองคามิคัทซึ แต่อยากให้ทุกเมืองในญี่ปุ่น หรือทุกประเทศทั่วโลกเข้าใจและตระหนักถึงเรื่องขยะ”

 

หลักการ zero waste ไม่ใช่แค่การปลอดขยะ แต่หมายถึงการจัดการความยังยืนในการดำเนินชีวิตของมนุษย์

เพราะบอนชอนและโบท็อกซ์ คือสิ่งที่ทำให้มีกำลังใจใช้ชีวิตในประเทศที่ประยุทธเป็นนายกรัฐมนตรี