Keystone species กับความเสื่อมสลายที่ทรงอิทธิพลกว่า
  • Social
  • Aug 15, 2019

คีย์สโตน (keystone) คือชื่อเรียกหินในตำแหน่งกึ่งกลางของโครงสร้างช่องลักษณะโค้งที่เรียกว่า อาร์ช (arch) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในอาณาจักรโรมันโบราณ

ตัวหินคีย์สโตนนี้แม้ว่าจะไม่ได้รับน้ำหนักมากเท่าใด แต่ถ้าหากว่าเราดึงมันออกล่ะก็โครงสร้างทั้งหมดก็จะพังทลายลงเนื่องจากไม่มีคีย์สโตนที่ช่วยกระจายแรงอัดในแนวดิ่งลงสู่ฐานอาร์ชทั้งสองข้าง

ในเชิงเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรของมันแล้ว ชนิดพันธุ์ที่มีอิทธิพลมากต่อระบบนิเวศแบบบนลงล่าง (top-down effect) จนอาจสร้างความแปรผันอย่างรุนแรงกับระบบนิเวศถึงขั้นล่มสลายเมื่อตัวมันเองสูญพันธุ์ไปจึงได้ชื่อว่า ชนิดพันธุ์คีย์สโตน หรือ keystone species [1]

ซึ่งชนิดพันธุ์คีย์สโตนนั้น อาจไม่ใช่ผู้ล่าอันดับบนสุดของห่วงโซ่อาหาร (apex predator) เสมอไป แต่มักมีความคาบเกี่ยวกันกับแนวคิดของ ชนิดพันธุ์เรือธง (flagship species, คือชนิดพันธุ์ที่เลือกมาแล้วว่าโดดเด่น เพื่อกระตุ้นความสนใจเชิงอนุรักษ์ของมวลชน) และ ชนิดพันธุ์ให้ร่มเงา (umbrella species)


ชนิดพันธุ์ให้ร่มเงาที่เป็นตัวแทนป่าดิบชื้นที่ราบต่ำภาคใต้อย่าง นกแต้วแล้วท้องดำ (Gurney’s pitta, Hydrornisgurneyi) ใช่ว่าจะเป็นเพียงนกสีสันสวยงามราวอัญมณีประดับป่าเท่านั้น แต่ความสำเร็จในการอนุรักษ์มันไว้ได้ยังหมายถึงการดำรงอยู่ของชนิดพันธุ์อื่นๆ ที่อาศัยอยู่ภายใต้ร่มเงาของพื้นที่เดียวกันอีกด้วย

จึงเป็นที่น่าเสียดายว่า การจากไปของนกแต้วแล้วท้องดำตามธรรมชาติของประเทศไทยนั้น ยังได้พาเอานกน้อยใหญ่และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กหลายชนิดที่ยังขาดการสำรวจบันทึกอยู่ไปกับมันด้วย ทิ้งไว้เพียงแต่ทะเลทรายสีเขียวของต้นยางและปาล์มน้ำมันที่หมดความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) เอาไว้เบื้องหลัง [2]

มรดกโลกทางธรรมชาติอย่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ [3] ยังเคยเป็นที่อาศัยของอีกหนึ่งชนิดพันธุ์ที่เป็นทั้งคีย์สโตนและผู้ล่าสูงสุด นั่นก็คือ เสือโคร่งอินโดจีน (Indochinese tiger, Panthera tigris tigris) ในปัจจุบัน แม้จะมีความพยายามในการสร้างแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ (wildlife corridor) ระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติทับลานที่ยังมีการสำรวจพบประชากรเสือโคร่งอินโดจีนอยู่ [4]

เพื่อให้ทั้งเสือโคร่งและสัตว์ป่าชนิดอื่นสามารถข้ามทางหลวงหมายเลข 304 ที่ตัดผ่านระหว่างป่าใหญ่ทั้งสองผืนได้อย่างปลอดภัย แต่ด้วยความที่ไม่มีรั้วกั้นขอบถนนเพื่อชักจูงให้สัตว์ป่าลัดเลาะไปจนพบทางที่ข้ามได้ [5] จึงยังเป็นที่กังขาว่าแนวเชื่อมต่อนี้มีประสิทธิภาพในการถ่ายเทประชากรสัตว์ป่าและลดจำนวนสัตว์ที่ตายจากอุบัติเหตุรถชนได้มากน้อยเพียงใด รวมทั้งยังไม่พบว่ามีเสือโคร่งใช้แนวเชื่อมต่อนี้ตั้งแต่เปิดใช้เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา[6][7]

สำหรับท้องทะเลไทยในช่วงระยะเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมานั้น ประชากรฉลามขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในน่านน้ำแถบภูมิภาคนี้ทั้ง 11 สายพันธุ์ซึ่งเป็นเป้าหมายของการล่าเพื่อตัดครีบไปทำหูฉลาม ลดลงในอัตราสูงสุดถึง 83-99% ของชีวมวล [8] และยังไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองแต่อย่างใด[9][10][11][12] ซึ่งปัญหาจากการลดลงอย่างฮวบฮาบของประชากรฉลามขนาดใหญ่ที่เป็นชนิดพันธุ์คีย์สโตนและเป็นผู้ล่าสูงสุด อาจส่งผลกระทบต่อปลาเล็กที่เป็นอาหารของเรา เนื่องจากนักล่าชั้นรองเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนผิดสมดุลตามธรรมชาติ

นักชีววิทยาทางทะเล เรย์ ฮิลล์บอร์น (Ray Hilborn) ได้บัญญัติว่าการประมงอย่างยั่งยืนต้องประกอบไปด้วยความหมายในสามมิติคือ ความตระหนักในผลกระทบจากการประมงล้างผลาญ, การรักษาไว้ซึ่งระบบนิเวศที่ดีต่อทั้งมนุษย์และสัตว์ทะเล, และการกำหนดโควต้าปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชากรสัตว์ชนิดนั้น เพื่อให้จำนวนสัตว์น้ำชนิดดังกล่าวคงที่หรือเพิ่มมากขึ้นได้ในระยะยาว [13] ซึ่งถ้าหากอุตสาหกรรมประมงไม่มีความยั่งยืนและการจัดการที่ดีแล้ว ในอนาคตย่อมไม่มีวัตถุดิบสำหรับการดำเนินธุรกิจและไม่มีผลกำไรเช่นกัน

ประเทศไทยที่ตั้งอยู่บนรอยต่อขอบเขตการกระจายพันธุ์ของสี่เขตสัตวภูมิศาสตร์ (zoogeographical range) คือ เขตย่อยชิโน-หิมาลายัน (Sino-Himalayan), อินโด-เบอร์มีส (Indo-Burmese), อินโดจีน (Indochinese), และซุนดา(Sundaic หรือ Indo-Malayan) [14] เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ที่รวมความหลากหลายของชนิดพันธุ์ทั้งพืชและสัตว์มากที่สุดประเทศหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และของโลก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ความหลากหลายทางชีวภาพที่อุดมสมบูรณ์ของเรานั้น กำลังถูกทำลายลงเรื่อยๆ อย่างเงียบๆ

เมื่อมีสัตว์สักชนิดหนึ่งเป็นข่าวขึ้นมาว่าสูญพันธุ์ไป เราอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวเหลือเกิน แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่ชนิดพันธุ์นั้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อๆ ไปในห่วงโซ่อาหารที่เราไม่อาจประมาณได้เลยว่า จะขยายวงออกไปกว้างและเร็วหรือช้าแค่ไหน

เปรียบเหมือนกับเรากำลังเล่น เกมเจงก้า (jenga) กับธรรมชาติดึงไม้ออกไปทีละชิ้นโดยที่ไม่รู้ว่าโครงสร้างระบบนิเวศนี้จะถล่มลงมาวันใด

 

ชนิดพันธุ์คีย์สโตน ในปัจจุบันกำลังถูกทำให้หายไปทีละนิดๆ จนวันหนึ่งจะนำไปสู่ผลกระทบจากการพังพาบของระบบนิเวศ

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?