เรากำลังฆ่าตัวตายจากวิกฤติโลกร้อน
  • Social
  • Jul 5, 2019

ในช่วงตลอดเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ข่าวด้านสิ่งแวดล้อมร้อนระอุได้รับความสนใจอย่างมาก แต่เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะส่วนใหญ่เป็นข่าวร้ายที่เกิดขึ้น 

มีเหตุการณ์ที่ส่งสัญญาณร้ายหลายเหตุการณ์ หลายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติสุดแปลกประหลาดที่เกิดจากภาวะโลกร้อน ราวกับว่าธรรมชาติลงโทษ เอาคืนเราเข้าแล้ว

คลื่นความร้อนถล่ม-ร้อนทุบสถิติโลก

เดือนที่ผ่านมา คลื่นความร้อนเข้าปกคลุมหลายพื้นที่ทั่วโลกถึงขั้นทุบสถิติโลกในหลายพื้นที่ และมีรายงานว่าผู้คนเริ่มล้มตายจากอากาศที่ร้อนจัดแล้ว อินเดียทุบสถิติประสบคลื่นความร้อนที่ยาวนานที่สุด อากาศร้อนพุ่งถึง 50 องศาเซลเซียสเกือบทั้งเดือน

ที่ยุโรปที่ถูกปกคลุมด้วยความร้อนที่ทุบสถิติพุ่งถึง 45 องศา หน่วยงานดาวเทียมของสหภาพยุโรป (C3S) เผยข้อมูลว่าเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเป็นเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั่วโลก โดยอุณหภูมิเฉลี่ยในยุโรปสูงขึ้น 2 องศาจากปกติ และในฝรั่งเศส สเปน เยอรมัน สูงขึ้น 6-10 องศาจากอุณหภูมิเฉลี่ยปกติเลยทีเดียว 

ที่ทำให้โลกตะลึงคืออุณหภูมิที่ทุบสถิติโลกในคูเวต เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน อุณหภูมิกลางแจ้ง สูงถึง 63 องศาเซลเซียส ซึ่งมีการคาดการณ์ไว้ว่าอาจพุ่งสูงถึง 68 องศาเซลเซียสได้

ผลกระทบจากความร้อนต่อมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตมีให้เราได้เห็นแล้ว อย่างในแคลิฟอร์เนียที่น้ำทะเลร้อนจัดจนลวกหอย California Mussel ตายหมู่คาเปลือกครั้งใหญ่สุดในรอบ 15 ปี โดยปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่ระบบนิเวศน์ เพราะหอยแมลงภู่เป็นที่อาศัยของสัตว์น้ำเป็นจำนวนมาก

และด้วยมวลความร้อนนี้ทำให้เกิดเรื่องพิลึกในเม็กซิโกแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน เมื่อประชาชนเมือง Guadalajara ตื่นเช้ามาพบกับลูกเห็บถล่มท่วมพื้นขาวเกือบ 2 เมตร จนยานพาหนะจม บ้านเรือนเสียหายหลายร้อยหลัง ท่ามกลางฤดูร้อนที่อุณหภูมิแตะ 37 องศา ราวกับหิมะกลางฤดูร้อน 

ลูกเห็บเกิดจากมวลอากาศร้อนที่พัดพาเม็ดฝนลอยขึ้นไป ปะทะกับมวลอากาศเย็นด้านบนจนจับตัวเป็นเม็ดน้ำแข็ง และถูกกระแสลมพัดเม็ดน้ำแข็งวนซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง จนกลายเป็นเม็ดน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่ตกลงมายังพื้นดิน

โลกร้อน-อุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้น้ำแข็งละลายฮวบจนน่าใจหาย

เมื่อถึงกลางเดือน ชาวโลกต่างช็อกกับภาพหมีขั้วโลกเหนือดูหิวโซ ที่เดินโผล่กลางเมืองในแถบไซบีเรียของรัสเซียครั้งแรกในรอบ 40 ปี ซึ่งคาดว่ามันจำเป็นต้องเดินมาจากขั้วโลกหลายร้อยกิโล เพื่อมาหาอาหาร เพราะแหล่งที่อาศัยได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ทำให้น้ำแข็งละลาย และด้วยแหล่งอาหารที่ลดลง 

ในระยะเวลาไล่เลี่ยกันนี้ ก็มีข่าวน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายเร็วผิดปกติเริ่มตั้งแต่ต้นฤดูร้อน จนวันที่ 13 มิถุนายน น้ำแข็งละลาย 2 พันล้านตันภายในวันเดียว! หรือคิดเป็น 40% ของประเทศ  ทำให้พื้นน้ำแข็งสีขาวถูกน้ำท่วมทำให้ดูเหมือนเป็นทะเลสาบ โดยอุณหภูมิบริเวณขั้วโลกเหนือสูงขึ้นมากในช่วงนี้

ส่วนฟากเอเชียก็มีข่าวร้ายเช่นกัน เมื่อการศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเป็นระยะเวลา 40 ปีพบว่า น้ำแข็งเทือกเขาหิมาลัยละลายฮวบปีละ 8,300 ล้านตัน หรือเฉลี่ยปีละถึงฟุตครึ่งมาตั้งแต่ปี 2543 แล้ว ละลายเร็วกว่า 40 ปีก่อนถึง 2 เท่า โดยในช่วง 2-3 ปีมานี้ ธารน้ำแข็งหิมาลัยได้หายไป คิดเป็นปริมาณน้ำถึงปีละประมาณ 8,000 ล้านตัน

ที่ต้องตระหนัก คือ การละลายของน้ำแข็งบนพื้นดิน มีส่วนสำคัญที่จะเพิ่มระดับน้ำในทะเล โดยหากคิดเป็นสัดส่วน การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเป็นผลมาจากการละลายของน้ำแข็งที่อยู่บนบกและบนทวีป 2/3 ส่วน อีก 1/3 ส่วนเกิดจากการขยายตัวของปริมาตรน้ำในมหาสมุทรตามอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น

การร่วมผลักดันข้อตกลงปารีส ในที่ประชุม Summit G-20 แต่ไร้ความร่วมมือจากสหรัฐ

ล่าสุด ในการประชุม G20 ที่ญี่ปุ่นในปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา วาระที่สำคัญคือประเด็นข้อตกลงปารีส ที่กำหนดว่าแต่ละประเทศจะต้องช่วยกันควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก ไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาฯ เหนือระดับอุณหภูมิช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม โดยอังกฤษเรียกร้องให้ทั่วโลกเร่งแก้ไขโลกร้อน อย่างอังกฤษได้ประกาศให้โลกร้อนเป็นภาวะฉุกเฉินเป็นชาติแรก

อย่างไรก็ตามในที่ประชุมครั้งนี้ทรัมป์ยังยืนไม่ร่วมข้อตกลง ซึ่งหากย้อนไปในปี 2017 สหรัฐอเมริกาเป็นเพียงชาติเดียวในกลุ่ม G20 ที่ปฏิเสธและไม่สนับสนุนแนวคิดความตกลงปารีส 

โดยในที่ประชุมครั้งนี้ทรัมป์ให้เหตุผลว่าสภาพอากาศและน้ำที่สหรัฐสะอาดกว่าที่เคยมีมา ทั้งยังโจมตีการหันไปใช้พลังงานลมว่าจำเป็นจะต้องได้รับการลงทุนที่สูงมากๆ จากภาครัฐ พร้อมกล่าวว่าเขาไม่ได้เพิกเฉย แต่การทำตามข้อตกลง การทำตามมาตรฐานข้อจำกัดทางกฎหมายอาจจะส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศได้

โลกร้อน รู้แล้ว ผลกระทบเกิดขึ้นแล้ว เอาอย่างไรต่อ

เป็นที่ทราบกันดีว่าภาวะโลกร้อน เกิดจากที่การกระทำของมนุษย์ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น เช่น การเผาไหม้ การปล่อยควัน ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนไดออกไซด์ และการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งส่งผลกระทบให้เราได้เห็นแล้วในปัจจุบันนี้

รายงานจากสหประชาชาติเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก (IPCC) เตือนว่า จากอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศในปัจจุบัน ในปี 2573 (11 ปีข้างหน้า) อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจเพิ่มสูงขึ้น 1.5 องศาฯ เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม และจะทำให้เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ เช่น ภาวะแห้งแล้งจากไฟป่า อากาศร้อนจัด หนาวจัด พายุรุนแรง ขาดแคลนอาหารทั่วโลก ผู้คนล้มตาย หลายล้านสายพันธุ์ถึงแก่การสูญพันธุ์

ที่สำคัญ “น้ำท่วมใหญ่" ซึ่งกรุงเทพ และหลายๆ เมืองทั่วโลก ที่อาจจะจมอยู่ใต้น้ำ

ไม่ต้องรออีก 10-20 ปี วันนี้สิ่งแวดล้อมของโลกเราก็วิกฤติแล้วจากที่ได้เล่ามาข้างต้นทั้งหมด แล้วเราเอายังไงกันต่อดี? เพราะสิ่งที่เราตัดสินใจจะทำวันนี้ จะส่งผลต่ออนาคตของโลก

และอย่าลืมว่า "โลกไม่จำเป็นต้องมีมนุษย์

เรื่อง: ร่มธรรม ขำนุรักษ์

ภาพ: Shutterstock

หมายเหตุ: ร่มธรรม ขำนุรักษ์ หรือ หวาย เจ้าของเพจ Environman จะมาบอกเล่าทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวของเราทุกวันศุกร์ 

ไม่ต้องรออีก 10-20 ปี วันนี้ สิ่งแวดล้อมของโลกเราก็วิกฤติแล้ว และสิ่งที่เราตัดสินใจจะทำวันนี้ ก็กำลังส่งผลต่ออนาคตของโลก

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์